แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0031 ตอนที่ 32
ตอนที่ 31 ตรรกะที่ผิด
“คุณบอกว่าทักษะป้องกันตัว? มันน่าจะเป็น มวยไทย กังฟู อะไรพวกนี้ไม่ใช่เหรอ! มันเกี่ยวอะไรกับการวิ่งรอบสนาม!” เย่อวี้รู้สึกไม่พอใจ
“ไอ้ไก่อ่อนเอ้ยไม่พอใจอะไร” หลานสวี่ยื่นมือไปตบศีรษะหัวเย่อวี้เบาๆ เย่อวี้ไม่กล้าพูดอะไรต่อ “คุณคิดว่ากังฟูสำเร็จได้ในวันเดียวหรือไง? ถ้าไม่มีพื้นฐานทักษะด้านร่างกายต่อให้ท่าคุณทำเหมือนแค่ไหนก็เท่านั้น! แล้วอีกอย่างการฝึกครั้งนี้มีเวลาน้อยมาก จากสถานการณ์ของคุณในตอนนี้ ผมสอนได้แค่วิชาเดียวเท่านั้น”
“... วิชาอะไร?” เย่อวี้ทำตาโต ตั้งตารออยู่แอบคาดหวังอยู่นิดๆ
“ฮ่าๆ `วิชา` ที่เหมาะกับคุณที่สุด” หลานสวี่เผยอมุมปาก ค่อยๆ พูดออกมาว่า
“วิชาวิ่งหนีเอาตัวรอด”
“ฮะห๊ะ?” เย่อวี้รู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอก “คุณล้อผมเล่นใช่ไหมหรอ”
หัวศีรษะตัวเองโดนตบอีกครั้ง เย่อวี้เอามือกุมหัว ศีรษะมองหลานสวี่อย่างไม่พอใจ
“เฮ้อ ข้าหลานสวี่ต้องมาฝึกเดี่ยวพิเศษมาให้ไก่อ่อนอย่างคุณ คุณยังกล้าเลือกนู่นเลือกนี่อีกเหรอ?” หลานสวี่จ้องไปที่เย่อวี้ “ตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้ `สามสิบหกกลยุทธ์ หนีคือยอดยุทธ์` ที่ผมสอนคุณเป็นวิชาที่รักษาชีวิตตัวเองได้เอาตัวรอดดีที่สุดแล้ว”
“เอ่อิ่ม... แต่ว่า...” เย่อวี้อ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก
“หึๆ แม้กระทั่งคนร้ายที่พลังสู้ความสามารถในการต่อสู้ต่ำเตี้ยเรี่ยรบติดดินยังสู้ไม่ได้ ยังเกือบโดนเขาแทงตายอีก แค่สมรรถภาพทางกายแบบคุณ ยังอยากเรียนวิชาที่สูงขึ้นไปอีก? เก็บไว้น้อยๆ หน่อยเถอะ!” เหมือนจะดูความไม่พอใจของเย่อวี้ออก หลานสวี่แสดงสีหน้าเย้ยหยันพูดกับเย่อวี้
เย่อวี้ถูกหลานสวี่พูดจนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ พอนึกถึงตอนที่วิ่งไล่กับคนร้ายแล้วท่าทางที่ตัวเองเหนื่อยแทบไม่ไหว ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็มีเหตุผล
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสองสัปดาห์ คุณต้องอยู่เก็บตัวซ้อมพิเศษที่นี่เก็บตัวซ้อมพิเศษ ผมจะจากอาศัยสมรรถภาพทางกายของคุณจัดโปรแกรมการฝึกเฉพาะและแผนการบำรุงร่างกายให้ของคุณโดยอ้างอิงจากสมรรถภาพทางกายของคุณละแผนการบำรุงร่างกาย ถ้าไม่มีสถานการณ์พิเศษก็ ไม่ให้ออกจากที่นี่” หลานสวี่ออกคำสั่งทันที
“อะไรนะ? ต้องอยู่ที่นี่สองอาทิตย์!?”
“ก็แหงสิ คุณคิดว่าฝึกพิเศษแบบเล่นๆ หรือไง?” หลานสวี่พูดอย่างดูถูกว่า “ผมว่านะ คุณก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งแต่ทำไมคิดเยอะจัง หรือจะเป็นราศีกันย์?”
เย่อวี้ทำหน้า `คุณรู้ได้ยังอย่างไงร` แต่ก็รีบหุบปากทันที
“มีโอกาสแต่แล้วไม่รู้จักคว้าจริงๆ เลย คุณรู้ไหมมีคนมากมายขนาดไหนที่อิจฉาคุณที่มีโอกาสได้รับการโดนฝึกพิเศษจากผมฝึกพิเศษ?” พูดจบหลานสวี่ก็ลุกขึ้นยืน
“การฝึกพิเศษครั้งนี้มีเวลาน้อยมาก ดังนั้นความโหดจะมีการเพิ่มขึ้น ช่วงเวลานี้จะเน้นไปที่การพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายของคุณ ผมจะพยายามขุดเอาพลังที่ซ่อนอยู่ของคุณออกมา คุณก็เตรียมใจไว้ด้วย”
ขณะที่พูดอยู่มือถือของหลานสวี่ก็ดังขึ้น
หลานสวี่มสองไปที่หน้าจอ แล้วเงยหน้าพูดกับเย่อวี้ว่า “วันนี้กลับห้องพักไปก่อน พรุ่งนี้เช้าผมจะมาหาคุณ” พูดจบก็หันหลังกลับไป
“... ท่าทางยังพอได้ ความสามารถของเจ้าไอ้นี่ยังอยู่ในระดับที่คาดไว้เอา วันต่อจากนี้เขาได้ทรมานแน่ๆ ” หลานสวี่มองเย่อวี้ที่เดินออกไปไกล ส่ายหน้าเบาๆ พูดกับอีกฝั่งของโทรศัพท์
“ช่วงนี้ต้องรบกวนคุณแล้ว” เสียงของโหลวเยวี่ยดังมาจากโทรศัพท์
“ฮ่าๆ ยังต้องมาเกรงใจอะไรกันอีก จะว่าไปแล้ว ทางฝั่งของคุณมีความคืบหน้าอะไรบ้างไหม?” หลานสวี่หัวเราะแล้วถามออกไป
“...”
ตามที่อีกยิ่งอีกฝั่งของโทรศัพท์เล่าไป สีหน้ายิ้มแย้มหัวเราะของหลานสวี่ก็ค่อยๆ หายไป กลายเป็นแสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดที่ยากที่จะเห็น
“... ได้ ผมจะรีบไป” หลานสวี่วางสายลง เก็บเสื้อนอกแล้วรีบเดินจากไป
---------------
“เมื่อกี้พวกครู่นี้ก็คือสถานการณ์ล่าสุดที่ทางฝั่งนมู่อวิ๋นตรวจสอบได้” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยเงยหน้ามองไปที่ชายชุดแดงที่อยู่ตรงหน้า
“ดังนั้นจากการวิเคราะห์ของพวกคุณ อู๋เสวียปิงยังไม่ตาย วีดีโอซึ่งถูกตัดต่อที่ `ซื่อ` ปล่อยวีดีโอที่ถูกตัดต่อออกมาแล้ว กลับกลายเป็นเพิ่มความน่าสงสัยของอู๋เสวียปิง?” ฟังโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยเล่าจบ หลานสวี่ก็พิงไปที่โต๊ะทำงาน พลิกรายงานที่อยู่ในมือ
“ใช่แล้ว และเรื่องเกี่ยวกับการตายของอู๋เสวียปิง ตอนนี้พิสูจน์ได้แค่ทางอ้อมโดยผ่านวีดีโอของจินเปียว ยังหาศพไม่เจอ อีกอย่างคือหาหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุตามที่จินเปียวเล่าไม่เจอเลย นี่มันน่าสงสัยมาก” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยพูดเสริมอย่างใจเย็น
“แต่ว่ามีอยู่อย่างหนึ่งที่คิดไม่ออก คือ เหตุผลที่จินเปียวโกหกในวีดีโอนั่นหรอ...” หลานสวี่เท้่าคางเบาๆ ก้มหน้าใช้ความคิด
“เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณว่ายังไง” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยพิงที่เก้าอี้ทำงานเบาๆ เหมือนอยากจะฟังความคิดเห็นของหลานสวี่
“ผมรู้สึกว่าก่อนหน้านี้พวกเราติดกอยู่ในตรรกะที่ผิดๆ เรื่องสำคัญในของตอนนี้ก็คือมีอยู่ว่าทำไมจินเปียวถึงต้องโกหก งั้นถ้าหากว่า เขาไม่ได้โกหกล่ะ?” หลานสวี่วางรายงานลงแล้ววิเคราะห์ขึ้นมา
“เรื่องที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดในตอนนี้คือ `เรื่องที่จินเปียวเล่ากับเรื่องที่ตรวจสอบมาไม่ตรงกัน` ข้อสรุปที่มักจะนึกถึงคือ `จินเปียวโกหก` แต่ข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุดน่าจะเป็น `จินเปียวเล่าเรื่องจริงที่ผิด` ถึงจะถูก ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างด้านความคิดอยู่”
โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยมองหลานสวี่อย่างเงียบๆ คล้ายเหมือนกำลังจะรอเขาพูดต่อ
“OK ต่อไปพวกเราจะพูดถึงข้อสรุปที่ `จินเปียวเล่าเรื่องจริงที่ผิด` แล้ววิเคราะห์ขั้นถัดไป” หลานสวี่หันหลังเดินไปตรงที่กระดานไวท์บอร์ดที่อยู่ด้านข้างออฟฟิศต หยิบปากกาแล้วเริ่่มเขียนขึ้นมา
“สาเหตุที่จินเปียวเล่าเรื่องที่ผิด หนึ่งคือ `จงใจเล่าเรื่องความจริงที่ผิด` หรือก็คือซึ่งหมายความว่าจินเปียวจงใจโกหก สองคือ `ไม่ได้ตั้งใจโกหก` หรือก็คือหมายความว่าเขาคิดว่าตัวเองเล่าเรื่องจริงออกมา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่” หลานสวี่เขียนเอาข้อสมมุติฐานทั้งสองข้อนี้เขียนไว้บนกระดานไวท์บอร์ด “เกี่ยวกับข้อสมมุติฐานแรก `จินเปียวจงใจโกหก` ก่อนหน้านี้พวกคุณได้วิเคราะห์กันมาอย่างละเอียดแล้ว แต่ยังหาเหตุผลกับข้อเท็จจริงความจริงมาสนับสนุนไม่ได้ ทางนี้เลยไม่น่าจะเป็นไปได้” พูดไปหลานสวี่ก็กาวาดกากบาทอันใหญ่ที่ข้างๆ ข้อสมมุติฐานแรก
“งั้นข้อสรุปที่เหลือก็มีแค่ `การโกหกอย่างไม่ได้ตั้งใจ` ข้อสรุปนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์จริง หรือก็คือว่านั่นจะหมายความว่าถึงแม้จินเปียวไม่ได้ทำเรื่องหั่นศพทิ้งศพจริงๆ แต่เขาก็เชื่อว่าตัวเองทำไปแล้ว”
“คุณก็คิดว่าจินเปียวถูก `โลกเสมือนจริง` หลอกงั้นเหรอ?” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยยักขมวดคิ้ว
“ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว มีแต่ตรรกะที่ว่า `จินเปียวไม่ได้ตั้งใจโกหก` เท่านั้นที่เป็นไปได้ แต่ผมไม่คิดว่าเกิดจากผลของ `โลกเสมือนจริง` เพราะทางจากเทคนิคแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้” หลานสวี่พูดต่อ
“เลิกอ้อมค้อมได้แล้ว มีอะไรก็พูดมา”
“ฮ่าๆ คุณอย่าลืมสิ ในมืออีกฝ่ายยังมีหินกุญแจเลือดอยู่นะ” หลานสวี่หัวเราะ มองไปที่โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยอย่างมีแฝงความหมาย “ความพิเศษของหินชนิดนี้ คุณน่าคงจะรู้มากกว่าผมอีก”
“คุณหมายความว่า...” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยหรี่ลี่ตาลง เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “หรือว่าจะเป็น...!”
“หินกุญแจเลือดถูกใช้เป็น `เครื่องขยาย` คลื่นสมอง ไม่ใช่แค่สามารถอ่านความทรงจำคนอื่นได้เท่านั้น” หลานสวี่พยักหน้าพูดไปพูด
“ความทรงจำเป็นการทำงานของสมองอย่างหนึ่ง และหินกุญแจเลือดก็สามารถรบกวนสมองของคนอื่นได้ งั้นพูดเชิงเหตุผลแล้ว ก็สามารถใช้หินกุญแจเลือดทำการ `ลบออก` หรือ `เขียนเข้า` ความทรงจำของคนอื่นได้ และอีกอย่างครั้งนี้มันเกี่ยวกับ `ซื่อ` สำหรับการกระทำแบบนี้ พวกมันเขาก็เคยทำมีประวัติมาก่อน”
“ดังนั้นคุณเลยคิดว่า ความทรงจำของจินเปียวถูกแก้ใขไปแล้ว?” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยเงยหน้ามองไปที่หลานสวี่ ส่ายหน้าเบาๆ “เพียงแค่ใช้หินกุญแจเลือดอ่านความทรงจำก็เป็นภาระที่หนักมากสำหรับสมองแล้ว ถ้าหากจะต้องมาแก้ไขแต่งเติมอีก มันจะเกิดผลกระทบตามหลังมากมายมหาศาล อาจถึงขั้นความทรงจำตัวเองผิดเพี้ยน ไม่กี่ปีก่อนสาเหตุหลักที่ `ซื่อ` เกือบล้มหายไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ก็คือส่วนใหญ่ก็เพราะ ที่พวกเขามันทำเรื่องนี้ผิดพลาด”
“ล้มเหลวครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าพวกมันเขาจะเลิกที่จะลองใหม่ ครั้งนี้ที่พวกมันเขากลับมาอีกครั้ง ในความหมายของแง่มุมหนึ่งแล้ว ก็คือการที่พวกเขาทำต่อจากครั้งที่แล้ว” หลานสวี่เดินขึ้นไป พูดกับโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยว่า “พวกเขามันจะต้องไม่ใช่แค่ลองแค่ครั้งเดียนวแน่ นอกจากจินเปียวแล้ว ต้องมีผู้เคราะห์ร้ายรายอื่นอีก ถ้าหากสืบเจอคนอื่นที่ถูกแก้ไขความทรงจำได้ มันก็จะสามารถพิสูจน์สิ่งที่ผมวิเคราะห์มาได้”
“แต่ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีที่ให้สืบเลย แล้วจะหาผู้เคราะห์ร้ายอีกคนได้ยังไง?” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยสงสัย
“ไม่แน่อู๋เสวียปิงก็คือกุญแจสำคัญ” หลานสวี่หัวเราะ “ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าเขาไปเกี่ยวข้องกับ `ซื่อ` ได้ยังไง แต่ถ้าหากสืบได้ว่าแหวนหินกุญแจเลือดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง งั้นเรื่องหลายๆ เรื่องก็จะได้รับคำอธิบายเอง พร้อมกันนั้นยังสามารถหาร่องรอยของอู๋เสวียปิงกับผู้เคราะห์ร้ายรายอื่นได้อีก”
โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยนิ่งคิดอยู่สักพัก เหมือนจะเห็นด้วยกับความคิดของหลานสวี่ “สายข่าวของคุณกว้างขวางกว่า ช่วยสืบได้ไหม?”
“ฮ่าๆ ๆ แน่นอนอยู่แล้ว คุณคิดว่าที่ผมจงใจมานี่แค่มาฝึกพิเศษไอ้หนุ่มคนนั้นเหรอ?” หลานสวี่หัวเราะ เอามือวางบนไหล่โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยอย่างไม่เกรงใจ ออกแรงตบสองสามที “เรื่องนี้ไว้ใจผมได้”
“งั้นก็รบกวนคุณแล้ว” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยพูดจางๆ ไม่แสดงสีหน้าใดๆ และเอามือหลานสวี่ออกจากไหล่ “นอกจากนี้ ทางฝั่งเย่อวี้ก็รบกวนคุณด้วย เขามีพรสวรรค์ที่ดี ฝึกก็คือฝึก อย่าทำเขาพิการล่ะ”
“เฮ้อห้อ ก็รู้ว่าหัวหน้าโหลวของพวกเราถนอมคนมีความสามารถ” หลานสวี่พูดจาล้อเล่น “ผมรู้ว่าต้องทำยังไง คุณวางใจเถอะ”
---------------
เย่อวี้มองรายการการฝึกที่อยู่ตรงหน้า อ้าปากค้างอย่างตกใจ
“นี่คุณนี่จะทำให้ผมพิการหรือไง!!!”
ทั้งห้องพักเหมือนจะสะเทือนั่นตามเสียง `ตะโกน` ของเย่อวี้
“เชอะ ไอ้ไก่อ่อน ตะโกนอะไร” หลานสวี่อุดหูไว้ เก็บรายการฝึกกลับมา “นี่เป็นการออกแบบโปรแกรมการฝึกโดยยึดดูตามสมรรถภาพทางกาย แล้วตั้งใจออกแบบโปรแกรมการฝึกโดยเฉพาะของคุณในเวลานี้”
“คุณไม่ได้เข้าใจผิดใช่ไหม!? ความโหดระดับนี้... ผมจะทำได้ยังไง!” เย่อวี้ใกล้จะเสียสติแล้ว
“ก็ใครให้การฝึกครั้งนี้มีเวลาน้อยล่ะ? ถ้าอยากจะเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น การฝึกแค่นี้ก็เป็นแค่เรื่องพื้นฐาน!” หลานสวี่ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“วางใจเถอะ ผมคิดมาแล้ว ความโหดระดับนี้ได้จะดึงเอาขุดขีดจำกัดของคุณออกมาได้พอดี ไม่ทำให้คุณพิการหรอก”
“แต่ว่า... แต่ว่า...” เย่อวี้ยังคิดจะอธิบายต่อ แต่ในมือก็ถูกยัดอีกรายการหนึ่งมา
“นี่คืออะไรอีก?”
“โปรแกรมการบำรุงร่างกายของคุณช่วงเวลานี้” หลานสวี่พูดเสริม “การฝึกสูญเสียพลังไปเยอะ จะต้องมีการบำรุง ผมเลยตั้งใจออกแบบอาหารการกิน ยาบำรุงและช่วงเวลาพักให้คุณ ยังไม่รีบขอบคุณอีกเร็วเข้า!”
เย่อวี้มองไปที่รายการยาบำรุงร่างกาย เพิ่งเห็นว่ามีอาหารและยาหลายอย่างที่ตัวเองไม่รู้จัก จึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกสงสัยความน่าเชื่อถือของมัน
“ทั้งหมดนี้เป็นของดีที่หายากมากในท้องตลาด ก็มีแต่ข้าหลานสวี่ที่หามาได้ คุณอย่าดูถูกมันเชียวนะ” เหมือนจะดูความสงสัยของเย่อวี้ออก หลานสวี่เผยอมุมปาก พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “แน่นอนว่า ของดีราคาย่อมไม่เบา ค่าใช้จ่ายนี้คุณต้องออกเอง”
“ทั้งหมดนี้... ราคาเท่าไหร่?” เย่อวี้ถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่แพงไม่แพง ก็เท่านี้เอง” หลานสวี่พูดไปก็ยื่นห้านิ้วออกมา
“ห้าพัน...?”
“หึ มันจะถูกขนาดนั้นได้ยังไง” หลานสวี่แสดงสีหน้าดูถูก
“ห้าหมื่น??”
หลานสวี่ส่ายหน้า
“หรือจะเป็นห้าแสน!?”
“ห้าล้าน” หลานสวี่บอกคำตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “และมันนี่ยังเป็นแค่ค่าวัตถุดิบเท่านั้นนะ”
---------------------------------------------------------------------------------------------