แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0032 ตอนที่ 33
ตอนที่ 32 เงาที่แอบซ่อนอยู่
“ห้าล้าน!? ปล้นกันหรือไงคุณ!!” เย่อวี้ร้องเสียงหลง “ขายผมไปแล้วก็ยังไม่พอเลยจ่ายเลย!”
“เงินสำคัญหรือชีวิตสำคัญ?” หลานสวี่แกล้งทำเป็นจริงจัง พูดอย่างน่ากลัวว่า “ขาดของพวกบำรุงพวกนี้ไป คุณอาจจะตายบนสนามฝึกจริงๆ ก็ได้”
“งั้นผมไม่ฝึกแล้วได้ไหม?”
“ฮ่าๆ ได้สิ งั้นคุณก็รอให้ `ซื่อ` มาหาถึงบ้าน อยู่อย่างระแวงไปทุกวันก็แล้วกัน” หลานสวี่ยักไหล่ ทำท่าทางเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
เย่อวี้พูดไม่ออกทันที
“ฮ่าไฮ่ วางใจเถอะ ก็ไม่ใช่ว่าจะให้คุณเอาเงินมาให้ตอนนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ผมจะติดต่อหัวหน้าโหลวของคุณให้ค่อยๆ หักจากค่าแรง และเห็นแก่ที่ว่าคุณเป็นคนใหม่ ค่าแรงในการหาวัตถุดิบจัดการก็ไม่ต้องแล้วกัน คุณทำงานดีๆ ในหน่วยตรวจสอบพิเศษก็พอแล้วกัน” หลานสวี่หัวเราะดีใจอย่างชั่วร้าย ตบไหล่เย่อวี้สองสามที
ปีศาจ! ไอ้หมอนี่ต้องเป็นปีศาจแน่ๆ !
เย่อวี้เกิดความรู้สึกที่อยากจะบีบคอเขาขึ้นมา แต่ความจริงแล้วกลับทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ ได้แต่ยอมรับข้อเสนออันที่ไม่ยุติธรรมอย่างเงียบๆ ด้วยความโกรธแค้น
“ไอ้หยาะ ยังจะมาโกรธอีก? ไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่แท้ๆ ยังจะมีสิทธิ์มาต่อรองอะไรกับผมอีก?” เห็นท่าทางเย่อวี้ไม่พอใจ หลานสวี่จึงพูดอย่างอารมณ์ดี
“คุณว่าใครไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่?” เย่อวี้สวนคืนด้วยอารมณ์ไม่ยอมแพ้
“โห?” หลานสวี่เลิกคิ้วขึ้นมา หัวเราะอย่างมีเลศนัย
เย่อวี้ได้เห็นปุ๊บก็รู้ว่าท่าไม่ดี อีกฝ่ายต้องคิดอะไรชั่วๆ ไม่ดีอยู่แหงๆ ขณะกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ก็ได้ยินหลานสวี่พูดอย่างช้าๆ ว่า “งั้นเอาอย่างนี้ ผมจะให้โอกาสคุณได้พิสูจน์ตัวเอง”
---------------
เย่อวี้มองไก่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสิ้นหวัง ก้าวเท้าออกไปอย่างยากลำบาก เดินเหมือนซอมบี้ค่อยๆ ‘ขยับ’ ย้ายเหมือนซอมบี้ไปหาอีกฝ่าย ไก่ตัวนั้นยืนนิ่งมอง ‘คนพิลึกแปลก’ ที่ทั้งตัวแขวนแท่งตะกั่วทั้งตัวนิ่งอยู่ ร้องแบบท้าทายสองครั้ง เห็นอีกฝ่ายไม่มีการตอบสนอง เหมือนจะรู้ว่าคนคนนี้ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเอง ก็เลยไม่สนใจอีกต่อไป จึงหันหลังกลับเดินจากไปอย่างเยาะเย้ยหยัน
“ฮ่าๆ ๆ ก่อนหน้านี้ใครพูดอย่างหน้าไม่อายฮห๊ะ?” หลานสวี่ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะไปแกว่งไม้ไป อาการ ออร่า `เจ้านายทาส` ได้แสดงออกมาเปล่งประกายออกมา
“ก็คุณบอกเองว่า `มีแรงจับไก่` ก็จับให้ผมดูหน่อยสิ”
“ผมไม่ได้บอกว่าบนตัวต้องแขวนอะไรพวกนี้นี่ิ!” ทั้งแขนและขาของเย่อวี้ถูกมัดด้วยแท่งตะกั่ว บนร่างตัวยังสวม ‘มีเสื้อเกราะ’ ที่ทำจากมีแท่งตะกั่วนับอยู่สิบกว่าแท่ง อย่าว่าแต่จะจับไก่เลย แม้กระทั่งจะเดินปกติยังยากเลย
“อย่าพูดมาก รีบๆ เข้า ยังเหลือห้านาที” หลานสวี่เหลือบมองนาฬิกาจับเวลา “ถึงเวลาแล้วถ้ายังจับไม่ได้อีก การฝึกต่อไปของคุณต้องใส่แท่งตะกั่วพวกนี้ด้วย”
นาซี! คนบ้า! ไอ้หมอนี่ต้องแกล้งเราอยู่แน่ๆ
เย่อวี้แทบคลั่ง
แต่ถึงแม้ว่าตัวเองจะแอบด่าอีกฝ่ายในใจเป็นหมื่นครั้ง เย่อวี้ก็ไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้าตรงๆ ใครจะไปรู้ว่าถ้าหัวหน้าหลานคนนี้อารมณ์ไม่ดีขึ้นมา แล้วจะเอาแท่งตะกั่วมาเพิ่มใส่ไว้บนตัวอีกหรือเปล่า
“ยังเหลือสามนาที” หลานสวี่นับเวลาอย่างไม่ใยดี เร่งใส่เย่อวี้ว่า “เร็วเข้าเร็วเข้า!”
ผมก็อยากจะเร็วเหมือนกันด้วยน่า! เย่อวี้แอบบ่นในใจ แต่แขนขาก็ยังคงไม่ฟังคำสั่ง ยุ่งอยู่ตั้งนานก็ยังคงทำอะไรไม่ได้ จากสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ ต่อให้ไก่ตัวนั้นยืนอยู่ตรงหน้าไม่ขยับ การจะจับมันได้ก็ไม่ง่ายทีเดียว
“เฮ้ห้อ ข้อไม่ควรทำที่สุดของลูกผู้ชายก็คือการอวดเก่ง ได้รับบทเรียนแล้วใช่ไหม?” หลานสวี่เก็บนาฬิกาจับเวลา มองเย่อวี้อย่างอารมณ์ดีสนุกสนานบนความทุกข์ของคนอื่น ชี้ไปที่แท่งตะกั่วบนตัวอีกฝ่าย “ยังไงก็ซะก็ในเมื่อไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จในเวลาที่กำหนด งั้นของพวกนี้ก็ไม่ให้ถอดเอาออกลงมา ได้ยินหรือยัง?”
เย่อวี้ไม่มีแรงจะต่อปากต่อคำและก็ไม่กล้าด้วย ได้แต่พยักหน้ารับ
“ได้เวลาแล้ว อุ่นเครื่องเรียบร้อย” หลานสวี่หยิบตารางการฝึกออกมา แสดงบนใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ `ชั่วร้าย` ออกมา
“งั้นตอนนี้... ก็ให้พวกเราเริ่ม `ฝึกพิเศษฉบับนรก` กันเถอะได้”
---------------
“นี่คือ...?” พี่มู่รับเอกสารที่ส่งมาจากดโฏหลวเยวี่ย พลิกดูด้วยความสงสัย
“ข้อมูลเสริมเกี่ยวกับอู๋เสวียปิง” โหลวเยวี่ยพูดขึ้น “เป็นหลานสวี่ใช้เครือข่ายสายข่าวของเขารวบรวมมาให้ได้”
“นึกไม่ถึงว่าอู๋เสวียปิงคนนี้ก็เคยเข้าร่วม `สมาคมเซิ่งเหยียน`!” พี่มู่ดูเอกสารแล้วพูดอย่างตะลึง “ซ่อนได้เนียนมาก ก่อนหน้านี้ที่พวกเราสืบมาไม่เคยเจอเลย”
“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ภรรยาของอู๋เสวียปิงเคยเข้าร่วม `สมาคมเซิ่งเหยียน` อู๋เสวียปิงเลยเข้าร่วมไปด้วย แต่ตัวเขาเองแทบจะไม่เคยถามไถ่ายเรื่องภายในเกี่ยวกับสมาคมเลย เจ็ดปีก่อน หลังจากที่ภรรยาเขาประสบอุบัติเหตุ เขาก็ได้ออกจาก `สมาคมเซิ่งเหยียน` ไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของสมาคมอีก” โหลวเยวี่ยอธิบาย
“จุดนี้ยิ่งน่าแปลก สมาคมซาตานลัทธิบูชาซาตานอย่าง `สมาคมเซิ่งเหยียน` มักจะควบคุมผู้ติดตามลัทธิอย่างเคร่งครัด เข้าไปหน่ะง่าย แต่จะออกมาแทบจะเป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่เลี้ยงนักเลงอย่างจินเปียวคอยขู่ผู้ติดตาม แต่อู๋เสวียปิงคนนี้กลับออกมาได้ง่ายดายแบบนี้ นึกไม่ถึงเลยว่า `สมาคมเซิ่งเหยียน` จะก็ไม่ไปหาเรื่องเขา?” พี่มู่เท้าคาง ดูๆ ไปแล้วมันน่าสงสัย
“เหตุผลที่ `สมาคมเซิ่งเหยียน` ไม่หาเรื่องเขา ความเป็นไปได้ที่คิดออกมีอยู่สองทาง หนึ่งคือ อู๋เสวียปิงอาจจะมีแบล็คกราวน์คนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พวกเขายุ่งด้วยไม่ไหว สองคือ อู๋เสวียปิงไม่ได้ออกแต่แรก” โหลวเยวี่ยวิเคราะห์อย่างใจเย็น “ความเป็นไปได้ข้อแรกตัดออก จากการตรวจสอบ อู๋เสวียปิงถึงแม้จะเกิดจากครอบครัวนักธุรกิจ แต่ธุรกิจก็ไม่ได้ใหญ่โตถึงขนาดให้ `สมาคมเซิ่งเหยียน` เกรงกลัวได้ ตัวเขาเองก็เป็นแค่เลขานุการประธานบริษัทของกลุ่มบริษัท H เท่านั้น งั้นความเป็นไปได้ที่เหลือก็มีแค่ข้อสองเท่านั้น”
“เขาไม่ได้ออกจาก `สมาคมเซิ่งเหยียน` เหรอ? แต่พวกเราก็หาร่องรอยกิจกรรมที่เขาเกี่ยวข้องกับ `สมาคมเซิ่งเหยียน` ไม่เจอเลยนะ...”
“ร่องรอยไม่ใช่ว่าจะไม่มี คุณดูนี่อีกครั้ง” โหลวเยวี่ยเอาเอกสารอีกชุดหนึ่งส่งให้พี่มู่ “นี่คือรายละเอียดบัญชีธนาคารของเจ้าเสวี่ย ภรรยาของอู๋เสวียปิงในช่วง สิบกว่าปีมานี้ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เจ็ดปีก่อนตอนที่เจ้าเสวี่ยประสบอุบัติเหตุ พอผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่งไปจะมีเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ทราบที่มาถูกโอนเข้าออกบัญชีเข้าออก จนถึงเมื่อสองปีก่อนอยู่ดีๆ ก็หายไปหยุดไป”
“สองปีก่อน? เป็นเวลาที่ `สมาคมเซิ่งเหยียน` ถูกกวาดล้างพอดี” พี่มู่พูดเบาๆ “คุณกำลังสงสัยว่าอู๋เสวียปิงมีส่วนเกี่อี่ยวกับ `สมาคมเซิ่งเหยียน` ใช้บัญชีของเจ้าเสวี่ยฟอกเงิน?”
“ตั้งแต่เจ้าเสวี่ยประสบอุบัติเหตุ บัญชีทั้งหมดของเธอก็มีขาทั้งหมดอู๋เสวียปิงเป็นคนจัดการคนเดียว ไม่มีมือที่สามเข้ามายุ่งเกี่ยว และส่วนเรื่องกี่ยวกับที่มาของเงินก้อนนั้นพวกเราก็ได้สืบหารายละเอียดมาแล้ว ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนมือหลายคน แต่พวกเราก็หาที่มาเจอจนได้ คุณลองเดาดูสิว่าใคร?” โหลวเยวี่ยย้ายสายตาไปที่พี่มู่
พี่มู่ส่ายหน้าอย่างงงๆ
“คือจินเปียว” โหลวเยวี่ยเฉลย “จินเปียวเป็นถึงนัักเงเลงใน `สมาคมเซิ่งเหยียน` บัญชีของเขาก็มักจะถูกใช้ในการทำเรื่องผิดกฎหมายเช่นกัน ขณะเดียวกันพร้อมกันนั้นตัวเขาเองก็หาผลกำไรจากในนั้นไปด้วย”
“หรือก็คือว่า อู๋เสวียปิงกับจินเปียวจริงๆ แล้วมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง?”
“ไม่ใช่แค่พวกเขาสองคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง” โหลวเยวี่ยพูดเสริมว่า “แม้กระทั่งเฉินเหยียนก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนด้วย”
“อะไรนะ!?”
“ก่อนที่เฉินเหยียนจะตาย ทางตำรวจได้เคยตรวจสอบเขามาก่อน ถึงแม้จะมีเบาะแสชี้ว่าเขาเคยเข้าร่วมขบวนการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายต่างๆ นาๆ แต่ก็ยังขาดหลักฐานสำคัญ และครั้งนี้ที่พวกเราตรวจสอบอู๋เสวียปิงอย่างละเอียดก็ได้เจอพบว่า เขาซ่อนหลักฐานการทำผิดกฎหมายของเฉินเหยียนอยู่ไม่น้อย” โหลวเยวี่ยพลิกเอกสารในมือพี่มู่ไปที่หน้านั้นดังกล่าว
“อันที่แท้จริงแล้วหลายๆ เรื่องที่เมื่อก่อนเฉินเหยียนเข้าร่วมเคยทำต่างก็ทำโดยอาศัยอู๋ยืมมืออู๋เสวียปิง และอู๋เสวียปิงก็จงใจเก็บหลักฐานไว้เพื่อป้องกันวันไหนจะถูกเฉินเหยียนปิดปากเข้าสักวัน จงใจเก็บหลักฐานไว้ และในหลักฐานการทำผิดกกฎหมายเหล่านี้ ก็มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าเฉินเหยียนมีเอี่ยวกับ `สมาคมเซิ่งเหยียน` เข้าร่วมกันการฟอกเงินด้วย”
“เฉินเหยียน จินเปียว อู๋เสวียปิง ยังมี `สมาคมเซิ่งเหยียน` อีก... แท้จริงแล้วคนพวกนี้ล้วนเกี่ยวข้องกันหมด!” พี่มู่เพิ่งเข้าใจ
“พอรู้ความเกี่ยวข้องของคนพวกนี้แล้ว ก็ให้พวกเรามาวิเคราะห์ดูว่าแหวนหินกุญแจเลือดมาอยู่ในมือเฉินเหยียนได้ยังไง” โหลวเยวี่ยพิงไปที่โต๊ะทำงาน ประสานมือไว้ เริ่มวิเคาราะห์ขึ้นมา
“เฉินเหยียนได้แหวนหินกุญแจเลือดตอนปลายปีที่แล้ว พวกเราสืบไม่เจอบันทึกการซื้อขายใดๆ เพราะฉะนั้นแหวนวงนี้ถ้าไม่ใช่มีคนอื่นให้มา ก็ต้องได้มาจากตลาดมืด”
“ปลายปีที่แล้วเฉินเหยียนใช้บัญชีของหลี่ลี่โอนเงินก้อนหนึ่งให้กับจินเปียว จำนวนก็ไม่ใช่น้อยๆ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เฉินเหยียนได้แหวนหินกุญแจเลือดมา และตอนหลังพวกเราก็สืบมาได้ว่าหลังจากที่จินเปียวออกจากคุกแล้ว ยังคงแอบทำการค้าขายในตลาดมืด ดังนั้นการวิเคราะห์ที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ เฉินเหยียนได้แหวนหินกุญแจเลือดโดยผ่านทางจินเปียว” พี่มู่พูดเสริมขึ้นมา
โหลวเยวี่ยพยักหน้าเบาๆ “งั้นปัญหาต่อไปคือ จินเปียวไปหาแหวนหินกุญแจเลือดมาจากไหน”
พูดไปโหลวเยวี่ยก็หยิบเอกสารชุดที่สามที่อยู่ข้างมือ “นี่คือข้อมูลบัญชีขีการซื้อขายช่วงนี้ของจินเปียว จินเปียวเป็นคนกลางการซื้อขายในของตลาดมืด ตัวเขาเองไม่มีสินค้า สิ่งที่เขาทำก็แค่คือใช้เส้นสายของตัวเองช่วยหาของให้กับฝ่ายซื้อ แล้วหักค่านายหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นบัญชีของเขาต้องมีเงินเข้าออก หลังจากรับเงินจากฝ่ายซื้อแล้วจะต้องมีการถอนออกมาให้กับฝ่ายขาย”
พี่มู่รับเอกสารข้อมูลบัญชีของจินเปียวแล้วพลิกดู ก่อนจะค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้นมา “หลังจากที่จินเปียวรับเงินจากเฉินเหยียนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก็ไม่ได้มีการโอนเงินออกไปเลย?!”
“ใช่แล้ว และบัญชีทั้งหมดที่จินเปียวแอบซ่อนไว้ต่างอยู่ของจินเปียวได้ถูกตรวจสอบหมดมาทั้งหมดแล้ว หลังจากที่เฉินเหยียนโอนเงินครั้งนั้น ไม่ว่าบัญชีไหนๆ ก็ไม่มีบันทึกการโอนเงินครั้งใหญ่อยู่เลย แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?” พี่มู่เงยหน้ามองไปที่โหลวเยวี่ย
“แต่ว่า ไม่นานก่อนที่จินเปียวจะได้รับเงินจากเฉินเหยียนเมื่อปลายปีก่อนที่แล้ว อยู่ๆ บัญชีลับอีกอันบัญชีหนึ่งของจินเปียวอยู่ๆ ก็โอนเงินก้อนใหญ่ให้กับบัญชีหนึ่ง อื่น และเจ้าของบัญชีนั้นก็เป็นหนึ่งใน `เพื่อนร่วมงานเก่า` ของเขา” คำพูดของโหลวเยวี่ยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหมายถึงใคร
“บัญชีของเจ้าเสวี่ย!” พี่มู่หลุดปากออกมา “จินเปียวโอนเงินให้กับอู๋เสวียปิง!”
“ถูกต้อง”
“ตามกฎการซื้อขายในตลาดมืดแล้ว จินเปียวที่เป็นคนกลางจะต้องรับเงินจากฝ่ายซื้อมาก่อน หลังจากฝ่ายขายออกสินค้าให้ จินเปียวถึงเอาเงินที่หักค่านายหน้าออกไปแล้วโอนให้กับฝ่ายขาย” พี่มู่ก้มหน้าพูดกับตัวเอง “ครั้งนี้หลังจากที่เฉินเหยียนโอนเงินให้กับจินเปียวแล้ว จินเปียวกลับไม่ได้โอนเงินก้อนนี้ออกให้ใครเลย ถ้าหากเขากล้ายักยอกเงินก้อนนี้ก็น่าจะหนีไปตั้งแต่ตอนนั้นถึงจะถูก และก่อนหน้านี้จินเปียวก็ได้แอบโอนเงินก้อนหนึ่งให้กับอู๋เสวียปิง...”
พี่มู่เหมือนอยู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “หรือว่า ครั้งนี้จินเปียวไม่ได้เป็น `คนกลาง` แต่เป็นฝ่ายขายโดยตรง!? ที่เขาโอนเงินก้อนนั้นให้อู๋เสวียปิง ที่จริงแล้วเป็นเงินที่เขาใช้ซื้อแหวนหินกุญแจเลือดเอง!”
“ใช่แล้ว” โหลวเยวี่ยพูดอย่างใจเย็น “ที่มาของแหวนหินกุญแจเลือดนี้ สงสัยจะเป็นของอู๋เสวียปิง”
---------------------------------------------------------------------------------------------