แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0033 ตอนที่ 34
ตอนที่ 33 ตระกูลทหาร
เย่อวี้ล้มหงายหน้าล้มลงบนเตียงห้องพักอยากหมดแรง ไม่อยากจะขยับแม้แต่ค่นิดเดียว
การฝึกสุดโหดอย่างต่อเนื่องหลายวันมานี้ ทำให้กล้ามเนื้อทั่วตัวเขาปวดเมื่อยจนไม่สามารถอธิบายได้เป็นอย่างยิ่ง แม้จะแเตะแค่นิดเดียวก็พอที่จะทำให้เขาเจ็บจนต้องกัดฟันสู้
ที่ ‘ไร้มนุษยธรรม’ กว่านั้นก็คือ บางครั้งหลานสวี่จะมา `ลอบจู่โจมกะทันหันจู่โจมพิเศษ` ตอนที่เย่อวี้กำลังหมดแรง บอกว่าต้องการฝึกการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ทำให้เย่อวี้แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังต้องระแวง ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ทำเอาให้เขาแทบจะคลั่งไปเลย
นี่มันทรมานทั้งร่ายกายและจิตใจชัดๆ ... หัวหน้าโหลว ช่วยด้วย!
จะว่าไปตั้งแต่ที่ตัวเองเขาถูกขังอยู่ใน `ค่ายฝึกนรก` นี้มา โหลวเยวี่ยก็ไม่ได้มาเยี่ยมเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว และก็ไม่ได้ถามถึงเรื่องของเขาเลยด้วย เขาโหลวเยวี่ยจะรู้ไหมว่าเขาตัวเองกำลังทน `ทรมาน` อยู่ในนี้ หรือว่าโหลวเยวี่ยจะเขาวางใจที่มอบตัวเองเขาให้หลานสวี่ขนาดนั้นเลย?
ขณะที่เย่อวี้กำลังบ่นอยู่ในใจ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
ต้องเป็นหลานสวี่มา `ตรวจตรา` แน่ๆ เย่อวี้แอบคิดในใจ
“เข้ามา ประตูไม่ได้ล็อกค” เย่อวี้ไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วนะ” เสียงผู้หญิงที่ไพเราะของหญิงสาวแว่วเข้ามา น้ำเสียงคุ้นเคยมากๆ
เย่อวี้ไม่สนความเจ็บปวดที่อยู่ทั่วร่างกาย รีบลุกขึ้นมา
“เสี่ยวเหยียน? คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!”
เย่อวี้มองหญิงสาวที่คุ้นเคยที่อยู่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ เสี่ยวเหยียนกำลังถือถาดอาหารมองมาที่ตัวเอง เขา ส่งรอยยิ้มแย้มที่เหมือนดอกไม้เสมือนดอกไม้กำลังผลิบาน
“หัวหน้าพวกเราให้ฉันมาเยี่ยมคุณน่ะ และก็แวะมาส่งอาหารให้คุณแทนหัวหน้าหลานด้วย” เสี่ยวเหยียนวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง หันกลับไปพูดกับเย่อวี้
“รบกวนคุณมากเลยจริงๆ ว่าแต่ล้ว หัวหน้าเขา... รู้เรื่องของผมที่อยู่ที่นี่ไหม?” เย่อวี้ถามลองเชิงดู
“ฮ่าๆ แน่นอนสิ” เสี่ยวเหยียนยิ้มให้ “ช่วงนี้หัวหน้าค่อนข้างยุ่ง ก็เลยไม่สามารถมาเยี่ยมได้ด้วยตัวเอง ได้ แต่ว่าเขาก็ยังคอยสังเกตคุณอยู่นะ”
“งั้นฝากบอกหัวหน้าได้ไหมว่า ให้เขาช่วย `หิ้ว` ผมออกไปไวๆ ได้ไหมทีได้ไหม? ผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ...” เย่อวี้เริ่มร้องทุกข์ขึ้น
เห็นท่าทางเศร้าสร้อยของเย่อวี้ เสี่ยวเหยียนก็อุดปากหัวเราะเบาๆ ว่า “ที่หัวหน้าเขาทำก็เพื่อคุณนะ ครั้งนี้หัวหน้าหลานยอมยื่นมือมาช่วย ก็เป็นการไว้หน้าให้หัวหน้าของพวกเราก็ยอมลดตัวลงไม่น้อย ต้องรู้ว่าการที่ทำให้เขามาฝึกพิเศษแบบตัวต่อตัวให้ได้ มันเป็นเรื่องที่คนมากมายเขาหวังอยากจะได้แต่ก็ไม่มีโอกาสเชียวนะนะ”
ถ้าหากพวกเขาได้ลองด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ เกรงว่าคงจะไม่พูดแบบนั้นแน่?
ถึงแม้ในใจจะแอบบ่นอยู่เล็กน้อย แต่ก็จุดประกายความอยากรู้ของเย่อวี้ขึ้นมา “ตกลงหัวหน้าหลานคนนี้มีที่มายังไง? ทำไมถึงมีคนมากมายหวังถูกจะได้เขามาฝึกพิเศษให้?”
“คุณยังไม่รู้เหรอ?” เสี่ยวเหยียนประหลาดใจเล็กน้อย “หัวหน้าหลานคนนี้มีชื่อเสียงมากในวงการทหารนะ”
เสี่ยวเหยียนนั่งลงที่ข้างๆ โต๊ะ เริ่มเล่าขึ้นมา
“หลานสวี่เกิดมาจากตระกูลทหาร ฉายแววมีพรสวรรค์ระดับสูงตั้งแต่เด็กเขาก็ได้แสดงพรสวรรค์ที่สูงมาก เริ่มฝึกเกี่ยวกับทหารตั้งแต่อายุ 5 ขวบ อายุ 7 ขวบก็เชี่ยวชาญตําราพิชัยสงคราม ไม่ใช่แค่การวางแผนการรบทางทหารโดดเด่น พลังการต่อสู้ของเขายิ่งกว่านั้นอีก เป็น `ไอ้เด็กหนุ่มพรสวรรค์อัจฉริยะ` ที่มีชื่อเสียงในวงการทหาร นอกจากนั้น ตระกูลหลานของพวกเขาก็มีตำแหน่งใหญ่โตในประเทศ มีสายข่าวข้อมูลที่กว้างขวาง”
“คุณบอกว่าตระกูลหลาน?” เย่อวี้เหมือนจะนึกอะไรออก รีบถามขึ้นมาว่า “หรือว่าท่านแม่ทัพหลานหย่วนเฟิงกับเขาจะเป็น... กับท่านแม่ทัพหลานหย่วนฟง”
“เขาเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่านแม่ทัพหลาน” เสี่ยวเหยียนพยักหน้าเบาๆ “พ่อของเขา หลานเผิง ก็เป็นบุคคลสำคัญในหน่วยข่าวกรองทหารส่วนกลาง”
เย่อวี้ตะลึงจนอ้าปากค้าง
หลานหย่วนเฟิง หลานเผิง... ทั้งสองชื่อนี้ไม่ใช่ดังแค่ในวงการทหาร แต่ดังดังไปทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะท่านแม่ทัพหลานหย่วนเฟิงฟง เขาเป็นถึงตำนานในหน้าประวัติศาสตร์วงการทหารในประเทศ
เมื่อหลายปีก่อน ประเทศใกล้เคียงเพื่อนบ้านทางตะวันตกเคยรวบรวมกำลังภายนอก พยายามสร้างความปั่นป่วนบริเวณชายแดนของในประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากไล่ไปหลายครั้งก็ยังไม่สนใจคำเตือนทางการทูตของพวกเรา ยังคงไม่ยอมเลิกราพยายามเอาใหม่ ไม่ยอมเลิกรา สงครามดำเนินมาอยู่หลายปีทำให้ประชาชนแถบชายแดนทุกข์ยากลำบาก
ทางการก็เคยส่งแม่ทัพหลายคนไปปราบปรามโจร แต่ก็ยังไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้ จนถึงจนกระทั่งท่านแม่ทัพหลานออกโรง ไม่เพียงแต่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายเราไม่สูญเสียอะไรเลย เพียงแค่แต่ยังสู้รบเพียงสองครั้งก็ทำลายกำลังหลักของอีกฝ่ายแทบสิ้น และตอนนั้นการใช้จัดทหารกับการสั่งการทหารตอนนั้นก็เยี่ยมยอดไร้ที่ติ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเล่าตำนานในวงการทหารเลยทีเดียว อีกฝ่ายที่หลังจากสูญเสียไปมากก็ลุกไม่ขึ้นอีกเลย ไม่กล้ามาปั่นป่วนชายแดนของประเทศอีก
และตระกูลหลานก็นำทหารตั้งค่ายทางฝั่งตะวันตกหลังจากยุติสงครามไปแล้ว เพื่อให้กำลังภายนอกเกรงกลัว ชายแดนทางฝั่งตะวันตกที่อยู่ภายใต้การปกป้องของตระกูลหลานอยู่หลายปีก็สงบและมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนทั้งประเทศเห็นเขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ ถึงแม้เขาจะเกษียณไปหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนอยู่มากที่นับถือเขา หนึ่งในนั้นก็คือเย่อวี้เอง
“อย่างนี้นี่เอง ที่มาของหัวหน้าหลานไม่ธรรมดาจริงๆ !” เย่อวี้พูดอย่างประหลาดใจ
“ตระกูลหลานมีระบบการฝึกที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สามารถที่จะขุดเอาความสามารถที่ซ่อนอยู่ออกมาให้มากที่สุด พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย ก็มีแต่ยอดคนที่โดดเด่นเท่านั้นถึงที่มีสิทธิ์ได้รับการฝึกจากพวกเขา หัวหน้าหลานได้รับการฝึกจากท่านแม่ทัพหลานหย่วนเฟิงด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก ที่เขามีความสามารถที่โดดเด่นขนาดนี้ได้ ก็เพราะระบบการฝึกมีความสัมพันธ์กับระบบนี้ทีแยกไม่ออก แหละ ดังนั้นเพราะงั้น...การแล้ว ที่คุณได้รับการฝึกจากหัวหน้าหลานด้วยตัวเองแล้ว มันทำให้คนอื่นช่างน่าอิจฉาจริงๆ เลยนะ!” เสี่ยวเหยียนพูดไปหัวเราะไป
อย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าเราจะได้ของโชคดีมากสินะ...เลย
พอได้ฟังคำอธิบายจากเสี่ยวเหยียน ในใจเย่อวี้ก็รู้สึกดีใจนิดๆ แต่พอนึกขึ้นได้ถึงว่าขณะเดียวกันนี้พร้อมกันนั้นตัวเองก็ต้องแบกหนี้ห้าล้านไว้ด้วย เขาก็กลับมาทำหน้าบูดอีกครั้ง
“จะว่าไปแล้ว หัวหน้าหลานคนนี้มีเบื้องหลังที่ใหญ่โตขนาดนั้นี้ ทำไมเขาไม่ทำงานอยู่ในวงการทหารพัฒนาต่อไป แต่มากลับเลือกที่จะเป็นหัวหน้าสาขาย่อยภายใต้ในหน่วยตรวจสอบพิเศษแทน?” เย่อวี้นึกคำถามนี้ขึ้นมา
“นี่ก็ต้องเล่าไปไกลเลย” เสี่ยวเหยียนใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มเคาะที่หน้าตัวเองเบาๆ เหมือนกำลังจะคิดว่าจะเล่ายังไงดี “จากที่ฉันรู้ นิสัยของหัวหน้าหลานค่อนข้างรักอิสระ เขาเกลียดมากที่ทางบ้านวางแผนให้เขาโดยพลการ ดังนั้นเขาก็เลยตัดสินใจเลือกสิ่งนี้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีข่าวบอกว่าเป็นเพราะว่าหน่วยของพวกเราขึ้นตรงต่อส่วนกลาง เขาก็เลยถูกจัดให้มา `เคลือบทอง` สักหน่อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนกลางในอนาคตข้างหน้าในการทำงานในส่วนกลาง... ข่าวลือมีเยอะ เรื่องจริงเป็นยังไงฉันก็ไม่อยากไปคาดเดา”
พูดไปเหมือนเสี่ยวเหยียนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบเอาถาดอาหารมาวางไว้ตรงหน้าเย่อวี้
“ว้ายไอ้หยา มัวแต่นั่งคุย ข้าวเย็นหมดแล้ว คุณรีบกินเถอะ หัวหน้าหลานตั้งใจสั่งไว้เลยว่า อาหารกับยาจีนต้มพวกนี้ต้องกินให้หมดดื่มให้หมดถึงจะได้”
มันแน่นอนอยู่แล้ว มื้อละเป็นแสน ต่อให้หกออกมาอย่างโดยไม่ตั้งใจเราก็ต้องจะเลียให้มันสะอาดเลย!
เย่อวี้หยิบถ้วยข้างหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง รีบกินอย่างหิวโหยขึ้นมาทันที
“ค่อยๆ กินก็ได้ ไม่ต้องรีบ” เสี่ยวเหยียนหัวเราะคอยบอกเย่อวี้ยิ้มๆ
ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่มีใช่หลานสวี่คอยที่หาวัตถุดิบแสนแพงพวกนี้มาบำรุงร่างกายให้ สงสัยเย่อวี้คงจะตายอยู่บนสนามฝึกแล้วจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าของพวกนี้ทำปรุงขึ้นมายังไง เพิ่งจะกินไปได้ไม่นาน เย่อวี้ก็รู้สึกว่ามีมีกระแสอุ่นๆ จากท้องค่อยๆ ขยายไปทั่วร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อที่เจ็บอยู่รู้สึกดีขึ้น พร้อมกันนั้นขณะเดียวกันก็เหมือนมีกระแสน้ำเย็นๆ ไหลผ่านร่างกายที่เหนื่อยล้าของเย่อวี้ มันได้ค่อยๆ เติมพลังกลับมาทั้งร่างกายอย่างไม่รู้ตัวเลย
เย่อวี้วางชามเปล่าที่กินจนสะอาดเรียบลง รู้สึกพลังได้กลับมาอยู่ในร่างกายอีกครั้ง อดถอนหายใจออกอย่างสบายอารมณ์ไม่ได้
“ใช่แล้ว ที่ฉันมาครั้งนี้ หัวหน้ายังตั้งใจมอบภารกิจอันหนึ่งชิ้นหนึ่งให้” พูดไปเสี่ยวเหยียนก็หยิบน้ำหอมขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งขึ้นมา ฉีดไปบนกระดาษเล็กน้อยแล้วยื่นมาให้เย่อวี้ “ยังจำตอนนั้นที่พวกเราไปเดินเล่นในห้าง เพื่อที่ค้นหากลิ่นน้ำหอมพิเศษในความทรงจำของคุณได้ไหม? คุณลองอันนี้ดู”
เย่อวี้เพิ่งจะรับกระดาษมา ก็มีกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่พิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ลอยมา
กลิ่นหอมของไม้อำพันอันที่สง่างามผสมกับกลิ่นซิตรัสนิดๆ ทำให้ทั้งหอมทั้งและสดชื่น แต่ว่าที่พิเศษกว่าคือ ในกลิ่นหอมนั้นยังมีกลิ่นเย็นจางๆ ของมินต์อ่อนๆ ที่มีความเย็นจางๆ ทำให้กลิ่นหอมทั้งหมดมีความเป็นเอกลักษณ์
“นี่คือ...!” ทันใดนั้น กลิ่นนี้ได้กระตุ้นความทรงจำบางอย่างในสมองของเย่อวี้ในชั่วพริบตา “ใช่แล้ว! บนตัวชายชุดกันลมคนนั้นก็มีคือกลิ่นนี้! พวกคุณหาเจอได้ยังไง?” เย่อวี้รีบเงยหน้าขึ้นถามขึ้น
“นี่เป็นน้ำหอมผู้ชายรุ่นพิเศษที่อยู่ขายในต่างประเทศจริงๆ ตลาดในประเทศยังไม่มี ก่อนหน้านี้พวกเราได้เบาะแสมาเล็กน้อย และใช้วิธีพิเศษหาได้น้ำหอมรุ่นนี้มา” เสี่ยวเหยียนตอบ “ดูท่าแล้วจากตรงนี้แล้ว ข้อสมมุติฐานของพวกหัวหน้าเขาน่าจะถูกต้อง...”
“สมมติฐาน? สมมติฐานอะไร?” เย่อวี้จับใจความบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเสี่ยวเหยียนได้
“ฮ่าๆ ก็ไม่มีอะไรหรอก” เหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองเผลอหลุดปากออกไป เสี่ยวเหยียนรีบสะบัดโบกมือ “ยังไงคุณก็ไม่เป็นอะไร ภารกิจก็สำเร็จแล้ว ถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้วล่ะ” พูดไปเสี่ยวเหยียนก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
“เดี๋ยวก่อน” เย่อวี้รีบเรียกอีกฝ่ายไว้ “พวกคุณหาเบาะแสของชายชุดกันลมคนนั้นได้แล้วใช่ไหม? เขาเป็นคนที่ผมรู้จักจริงๆ ใช่ไหม?”
“เอ่อ... หัวหน้ากำชับไว้ว่า ไม่ให้คุณถามถึงคดีนี้อีก” เสี่ยวเหยียนก้มหน้าพูดอย่างขอโทษด้วยความเสียใจว่า “เขาก็ทำก็เพื่อความปลอดภัยของคุณ ดังนั้น... คุณก็อย่าถามอีกเลย”
เห็นท่าทางลำบากใจของเสี่ยวเหยียน เย่อวี้ก็ไม่อยากเซ้าซี้ ได้แต่พยักหน้าเงียบๆ
“วางใจได้ เรื่องนี้เริ่มมีความคืบหน้าแล้ว คุณก็ฝึกอยู่ที่นี่อย่างให้สบายใจเถอะ เชื่อว่าวันที่จะจับคนร้ายได้อยู่ไม่ไกลแล้ว” เสี่ยวเหยียนยิ้มพูดปลอบใจยิ้มๆ สองสามประโยค แล้วจึงออกะก็จากห้องพักออกไป
เห็นท่าทางของเสี่ยวเหยียนแล้ว โดยทั่วไปน่าจะเพราะเราผมพูดถูก เย่อวี้นอนลงบนเตียงอีกครั้ง เริ่มวิเคราะห์ในสมองหัวอย่างใจเย็น
และดูเหมือนว่าคนคนนี้น่าจะไม่ใช่เป็นคนที่ตัวเองเขาเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ไม่อย่างนั้นเสี่ยวเหยียนเขาคงจะไม่หลีบเลี่ยงปิดปากเงียบขนาดนี้ แน่นอนว่าก็ไม่ใช่คนที่ตัวเองเขาคุ้นเคยมาก เพราะถ้าเป็นคนที่ตัวเองคุ้นเคยก็น่าจะนึกออกได้ตั้งนานแล้ว
ถ้าอย่างนั้นแล้ว คนคนนี้น่าจะเคยเจอกับเขาตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่จำนวนครั้งก็ไม่เยอะ ยังไม่ถึงขั้นสนิท น่าจะไม่ใช่เป้าหมายที่ตัวเองไปสัมภาษณ์ กลุ่มสังคมของเขาตัวเองค่อนข้างจะเรียบง่าย คนที่จะอยู่ในเกณฑ์ที่กล่าวมาได้ โดยทั่วไปแล้วก็หนีไม่พ้นเพื่อนร่วมงานในกลุ่มบริษัท H ก่อนหน้านี้...
ในขณะที่เย่อวี้กำลังคิดจะเรียบเรียงเพื่อนร่วมงานก่อนหน้านี้ที่ตัวเองรู้จักอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงประตูห้องพักได้ถูกเปิดออกอีกครั้ง
“ลืมของไว้เหรอ? เสี่ยวเหยียน...” เย่อวี้ลุกขึ้นจากเตียง ยังไม่ทันพูดจบก็เห็นรูปร่างสูงใหญ่อยู่ที่ประตู กำลังมองตัวเองอย่างดูถูกด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“โทษทีที่ทำให้คุณผิดหวัง ผมไม่ใช่สาวสวยคนนั้น” หลานสวี่พูดอย่างเยาะเย้ยหยัน
“คุณ... คุณมาทำอะไร?” เย่อวี้ทำตัวไม่ถูกนิดๆ
“ออกมาหน่วย มีคนมาหาพบคุณ”
---------------------------------------------------------------------------------------------