แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด

แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0022 ตอนที่ 23

#23Chapter0022

ตอนที่ 22 บุคคลลึกลับ

บริเวณที่พังทลายขยายออกอย่างรวดเร็ว จุดที่ที่ `เสี่ยวเหยียน` ยืนอยู่เองก็เริ่มจะแตกออก ‘เสี่ยวเหยียน’ เขาที่รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ดีรีบหันไปอีกด้าน เหมือนเตรียมจะวิ่งหนี

แต่เย่อวี้ไม่คิดที่จะปล่อยเธอขาไป ร่างกายของเขาในตอนนี้เหมือนมีสัตว์ร้ายวิ่งชนไปมั่ว ความโกรธทำลายเหตุผลของเขาอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกร้อนรุ่มได้พุ่งเข้าสมองของเขา แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ภาพลวงตา แต่เย่อวี้ในตอนนี้คิดแต่จะฉีกเธอออกขาเป็นชิ้นๆ ด้วยมือตัวเอง

เย่อวี้พุ่งเข้าใส่ `เสี่ยวเหยียน` คิดจะคว้าอีกฝ่ายไว้ และในตอนนั้นเอง เย่อวี้เหมือนได้ยินเสียงเรียกที่ข้างหูเบารางๆ

“อย่าขยับ! อย่าเข้าไป!”

เย่อวี้รู้สึกเหมือนที่ข้างหูเหมือนมีเสียงลมดัง `ฮูหู่ๆ ` อยู่ เสียงเรียกเมื่อครู่กี้เหมือนจะลอยมากับลม ฟังดูห่างรู้สึกไกลและไม่ชัดเจน ส่วนภาพที่อยู่ตรงหน้ายังคงพังทลายต่อไปลง ไม่มีวี่แววของลมแม้แต่น้อยเลย

เย่อวี้จึงก็เลยไม่สนใจ คิดจะพุ่งไปหา `เสี่ยวเหยียน` ต่อ แต่ตัวเองกลับถูกพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นรั้งตัวเองไว้ แม้แต่ก้าวเดียวก็เดินไม่ได้

นี่มันอะไรกัน!?

เย่อวี้ดิ้น หมายเขาคิดที่จะดิ้นหลุดออกจากพลังนี้ แต่ยังไม่ทันที่จะขยับได้สักเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกว่าที่หน้าเจ็บเหมือนโดนอะไรมากระแทก

“ไอ้หนุ่มนี่ ยังไม่...”

ใครพูดอยู่? เย่อวี้ที่กำลังงุนงงอยู่รู้สึกตัวเองเริ่มจะมึนหัวงง ส่วนและ `เสี่ยวเหยียน` ที่อยู่ตรงหน้าเองก็หยุดลงด้วย จากนั้นมองมาที่เขาตัวเองด้วยความเย้ยหยัน กระดิกงอนิ้วของตัวเอง เหมือนกำลังท้าทาย

“ไอ้บ้าเอ้ย... ใครกัน? อย่ามาขวางฉันเรา!” เย่อวี้ตะโกน เริ่มพยายามดิ้นอีกครั้ง

จู่ๆ ก็เหมือนโดนต่อยแรงๆ หนักที่หน้า เย่อวี้รู้สึกมึนงงอีกครั้ง

และในช่วงเวลาเดียวกัน ภาพที่อยู่ตรงหน้าเย่อวี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ภาพที่กำลังพังทลายลงเหมือนถูกแช่แข็งไว้ไม่ขยับ รอยแตกร้าวขนาดใหญ่ค่อยๆ อันหนาขยายออกไปจากตรงกลางขยายออกไป ทันใดนั้นภาพทั้งหมดก็แตกเป็นเสี่ยงๆ

เย่อวี้ที่บังงงลืมตาอ้าปากค้าง อยู่ได้แต่มองเห็น `เสี่ยวเหยียน` ที่อยู่ตรงหน้าหายไปพร้อมไปกับภาพฉากหลังที่แตกออก

“ถ้ายังไม่อยากตายล่ะก็ อย่าเดินเข้าไปอีก!”

ครั้งนี้ เสียงที่อยู่ข้างหูไม่ได้ฟังห่างไกลอีกต่อไปแล้ว เย่อวี้ที่ได้สติพบว่าเห็นตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงขอบดาดฟ้าของตึกสูง ลมแรงพัดผ่านหูตัวเอง เมื่อครู่กี้ถ้าก้าวออกไปจริงๆ คงจะไม่รอดมีชีวิตอยู่แน่ๆ

“อ๊ะ!!” เย่อวี้ถูกภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ตกใจจนเข่าอ่อน เขารู้สึกว่ามีคนกระชากคอเสื้อเอาไว้ของเขา จากนั้นเขาก็ล้มหงายหน้าไปกับพื้น

“โชคยังดีที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ครั้งถัดไปก็อย่าวู่วามอีก” โทนเสียงต่ำๆ ของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากข้างๆ เย่อวี้เห็นบุคคลลึกลับรูปร่างสูงใหญ่ใส่เสื้อสีดำ สวมหน้ากากสีขาว รูปร่างสูงใหญ่กำลังก้มมองตัวเอง

“คุณเป็นใคร!” เย่อวี้ที่ยังหวาดผวาอยู่รีบคลานถอยไปข้างหลังไป รักษาระยะห่างจากชายสวมหน้ากาก มองอีกฝ่ายด้วยความระแวง

“ไม่ต้องกลัว ถ้าผมคิดจะลงมือกับคุณ เมื่อครู่กี้ก็คงไม่ต้องช่วยคุณหรอกแล้ว” ชายสวมหน้ากากพูดเบาๆ

“เมื่อกี้คุณช่วยผมเราไว้?”

เย่อวี้นึกถึงเสียงก่อนหน้านี้สิ่งที่ตัวเองได้ยินใน `โลกเสมือนจริง` เหมือนจะเป็นเสียงของคนคนนี้

ชายสวมหน้ากากพยักหน้า ใช้เท้าเตะไปที่กองเศษโลหะข้างๆ “คุณเกือบจะตกลงไปแล้ว ยังดีที่ผมทำลายเครื่องควบคุมทัน แต่ดูเหมือนว่าคุถุณจะอยากจะตายมากเลยนะ พยายามที่จะโดดลงไปให้ได้เลย”

ดวงตาของเย่อวี้ที่สงบลงแล้วตาไม่แดงอีกต่อไป พอเขาย้อนนึกย้อนถึงการกระทำอันผิดปกติของตัวเองใน `โลกเสมือนจริง` เหงื่อก็ไหลไม่หยุด ตอนนั้นเขาตัวเองเป็นอะไรไป? มันไม่เหมือนกับตัวเองตอนที่เป็นปกติเลย... แล้วก็ตอนนั้นทำไมภาพฉากหลังถึงพังทลายลงได้?

“จะว่าไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะมีกำลังเยอะขนาดนี้ ถ้าผมไม่ใช่ผมต่อยคุณสักหมัดสองหมัด สงสัยจะรั้งคุณไว้ไม่อยู่จริงๆ ” ชายสวมหน้ากากมองไปที่เย่อวี้แล้วหัวเราะเบาๆ

เย่อวี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าจมูกของเขาตัวเองเหมือนมีเลือดไหลอยู่ หน้าก็บวมแดงขึ้นมา สงสัยผู้ชายคนนี้ลงมือไปไม่เบาเลยทีเดียว

“แล้วคุณ... เป็นใคร? ทำไมถึงต้องช่วยผมเรา?” เย่อวี้เอามือปิดจมูกที่เลือดไหล ถามกับชายคนนั้น

“ผมเป็นใครไม่สำคัญ” ชายสวมหน้ากากตอบแบบง่ายๆ “ที่ช่วยคุณเพราะคุณสำคัญมาก”

“ผมเราสำคัญมาก?” เย่อวี้สงสัย

“ใช่ เพราะว่า...”

ยังไม่ทันที่ชายสวมหน้ากากจะพูดจบ ที่ดาดฟ้าตึกข้างๆ ก็มีได้ส่งเสียงตะโกนเรียก “บนตึกตรงข้ามมีคนอยู่!”

เย่อวี้หันไปมอง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในใส่เครื่องแบบสีดำหลายคนใช้ไฟฉายส่องมาที่เขาตัวเอง ชายสวมหน้ากากหลบแสงไฟไปด้านข้างอย่างว่องไว

“เหมือนจะเป็น... เป็นเย่อวี้! หัวหน้า! หาเขาเจอแล้ว!” คนที่อยู่อีกฝั่งร้องเรียกด้วยความดีใจ น่าจะเป็นพวกเพื่อนร่วมงานในหน่อยตรวจสอบพิเศษ

“ถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้ว” ชายสวมหน้ากากหันไปหาเย่อวี้ “เห็นแก่ที่ผมได้ช่วยคุณไว้ อย่าบอกทุกคนใครเรื่องเกี่ยวกับผมเด็ดขาด”

เย่อวี้พยักหน้าอย่างงงๆ

พูดจบ ชายสวมหน้ากากก็รีบหันหลังวิ่งไปที่ขอบดาดฟ้าแล้วโดดลงไป

“รอ... รอเดี๋ยวก่อน!” เย่อวี้ตกใจ รีบคลานไปแล้วมองลงมองดูข้างล่าง แต่ไม่เห็นแม้แต่เงา ชายสวมหน้ากากคนนั้นเหมือนระเหยไปในอากาศเลย ซ่อนตัวอยู่ใต้แสงที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างแล้วในความมืดก่อนสว่าง หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ผมเรายังไม่ทันได้ขอบคุณคุณเลยอ่ะ...” เย่อวี้พูดกับตัวเอง หงายหน้านอนบนพื้น เขารู้สึกหมดแรง สติก็เริ่มจะเลือนลาง

“เแคร้ง” เป็นเสียงของประตูเหล็กดาดฟ้าที่ถูกเปิดออก

“อ๊ะ่า! เขาอยู่นั่นไง!” เสียงที่ดีใจผสมกับเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายลอยเข้ามาในหูของเย่อวี้

หนังตาของเย่อวี้เริ่มหนัก เขารู้สึกได้ว่าถึงรอบๆ ตัวเองถูกล้อมด้วยคนจำนวนมาก เขาพยายามลืมตาขึ้น สิ่งที่เขาเห็นหลังจากแสงตะวันแรกของยามเช้าที่มาในตอนเช้า ก็คือเขาเห็นใบหน้าอันซีดเผือกของโหลวเยวี่ย

เฮ้อ... จบลงสักทีนะ... เย่อวี้ค่อยวางใจลงได้บ้าง แล้วจึงและก็สลบไป

-----------------

“หนูคุณชื่ออะไร?”

เสียงนั้นทั้งห่างไกลแปละก็ไม่ชัดเจน

ในความมืดเย่อวี้พยายามรวบรวมจุดโฟกัสสายตา ในความมืด เหมือนเห็นมีชายคนหนึ่งนั่งยองอยู่ตรงหน้าเด็กผู้ชายตัวผอมแห้งอยู่ที่ไกลๆ กำลังซักถามอะไรบางอย่างด้วยเสียงเบาๆ ว่า

“งั้นบ้านหนูคุณอยู่ที่ไหน? เดี๋ยวพี่ผมส่งหนูคุณกลับไปแล้วกัน” เด็กผู้ชายเงียบไม่พูดอะไร ชายคนนั้นจึงถามอีก

เด็กผู้ชายก้มหัวลง แล้วก็ส่ายหน้าอย่างเงียบๆ

“อ่า... งั้นหนูคุณมีวิธีติดต่อพ่อแม่ไหม?” ชายคนนั้นถอนหายใจ

“...” เด็กผู้ชายยังคงเลือกที่จะเงียบต่อไป

“ชักจะยุ่งย่งยากแล้วสิ...” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน เอามือเกาหัวด้วย ท่าทางลำบากใจ “งั้นพี่ผมส่งหนูคุณที่สถานีตำรวจแล้วกัน พวกเขาน่าจะช่วยหนูคุณกลับบ้านได้”

“ไม่! อย่าส่งผมกลับไป!” เด็กผู้ชายเงยหน้าขึ้นกระทันหัน คว้าชายเสื้อของชายคนนั้นไว้ ขอร้องไม่หยุดว่า “ขอร้องล่ะ...”

“อ๊ะ? ทำไมล่ะอ่า?” เสียงของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย

“เพราะว่า... เพราะว่า...” เสียงของเด็กผู้ชายค่อยๆ แผ่วเบาลง ภาพที่เห็นอยู่ตรงที่ไกลๆ ก็เริ่มจะเลือนรลาง เย่อวี้พยายามฟัง แต่ก็ได้ยินฟังไม่ชัด

...

เย่อวี้ลืมตาขึ้นมา มองที่เแพดานอย่างเหม่อลอย

ฝันอีกแล้วเหรอ?

ปวดหัวจัง... ที่นี่คือที่ไหนอีกล่ะ?

เแพดานสีขาว กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ สายน้ำเกลือที่มือ... ที่นี่คือ... โรงพยาบาลเลายหรอ?

“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงอันที่คุ้นเคยดังมาจากข้างๆ เย่อวี้หันศีรษะหัวไป พบว่าดวงตาสีดำกำลังจ้องมาที่ตัวเอง คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็คือโหลวเยวี่ยนั่นเอง

เขาค่อยๆ เชื่อมโยงความทรงจำกลับมา เย่อวี้นึกถึงสถานการณ์ตอนอยู่บนดาดฟ้า สุดท้ายเหมือนจะถูกพวกโหลวเยวี่ยช่วยไว้

“หัวหน้า...?” เย่อวี้เพิ่งอ้าปาก ก็เห็นรอบๆ ตัวเองยังมีคนที่คุ้นหน้าเคยล้อมอยู่ พี่มู่ อาฉี เหมิงเหมิง อาแซิว... ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมงานในหน่วยทั้งหมด พอเห็นเย่อวี้ฟื้นขึ้นมาพวกเขาก็สบายใจ ต่างก็ถอนหายใจโล่งอก

“ดีจังเลยที่คุณไม่เป็นอะไรเป็นเรื่องที่ดีมากเลย คุณรู้ไหม? พวกเราเป็นห่วงแทบแอย่!” เหมิงเหมิงขยับเข้าขึ้นมา ถามด้วยความเป็นห่วง

“ต้องขอโทษจริงๆ ที่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงต้องขอโทษจริงๆ ผมเรา... ผมเราสลบไปนานแค่ไหนแล้ว?” เย่อวี้ถามอย่างละอายใจ

“คุณสลบไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ยังไข้ขึ้นสูงอีก แถมยังละเมอพูดพูดไม่รู้เรื่องด้วย” พี่มู่ยื่นมือมาลูบกหน้าผากเย่อวี้ ยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าว “แต่ว่ายังดีที่ผลของยาลดไข้ไม่เลว”

“ละเมอพูดไม่รู้เรื่อง?” เย่อวี้เครียดขึ้นมา “ผมเราพูดอะไรไป?”

“เอ่อิ่ม... เดี๋ยวก็พูดว่า `ฉันเราจะไม่ปล่อยแกคุณไปแน่` เดี๋ยวก็พูดว่า `อย่าเข้าใกล้ฉันนะเรา` ประมาณนี้... ไม่รู้จริงๆ ว่าคุณหมายความว่ายังไงพูดอะไร”

เหมิงเหมิงยิ้มอย่างทะเล้น หยิบแอปเปิลบนหัวเตียงมาลูกหนึ่ง มาปอกให้เย่อวี้ี่ยุ่ “ฉันว่านะ คุณเจ้าหน้าที่พี่ใหญ่เย่อ ตกลงคุณฝันว่าอะไรเหรอ”

เย่อวี้รู้สึกเขินอาย ตอนนั้นน่าจะฝันเห็น `ภาพลวงตา` ในโลกเสมือนจริงอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองยังพูดอะไรมั่วๆ อะไรอีกหรือเปล่า

ขณะที่เย่อวี้ยังทำตัวไม่ถูก ก็มีเสียงอ่อนโยนลอยเข้ามาจากที่ประตูห้อแงผู้ป่วยได้มีเสียงที่อ่อนโยนลอยเข้ามา ช่วยเขาแก้ไขสถานการณ์นี้

“เอาล่ะๆ คนเขาเพิ่งตื่นยังไม่หายดีเลย คนไปล้อมกันเยอะขนาดนี้เดี๋ยวเขาจะไม่ได้พักผ่อนกันพอดีหน่ะสิ ออกมาก่อนดีกว่านะ”

“ก็ถูก งั้นคุณพักผ่อนเยอะๆ นะ” พี่มู่ยิ้ม แล้วพูดอีกสองสามประโยชคแล้วพาอาฉีออกไป

“งั้นพวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว รักษาตัวดีๆ กินผลไม้เยอะๆ อีกไม่กี่วันพวกเราจะมาเยี่ยมใหม่” เหมิงเหมิงเอาแอปเปิลที่ปอกเสร็จแล้ววางไว้ข้างๆ จากนั้นตามทุกคนออกจากห้องผู้ป่วยไป

“ทุกคนพอได้เห็นคุณตื่นขึ้นมาก็ดีใจกันยกใหญ่เลยนะ” เสียงที่อ่อนโยนดังจากไกลมาใกล้เข้ามา รูปร่างสวยที่สง่างามค่อยๆ เดินมาข้างๆ เขาตัวเอง ในมือเหมือนถืออะไรอยู่ “นี่คือเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนที่สะอาด ตั้งใจเอามาให้คุณเปลี่ยนเลยนะ”

ทั้งผมดำยาวสีดำดั่งม่านน้ำตก รอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น และใบหน้างดงามที่สวย... แต่คนยสวยขนาดนี้ในสายตาเย่อวี้กลับน่ากลัวเหมือนปีศาจ

รูม่านตาเย่อวี้หดตัวลงขยาย เขาไม่สนว่าที่หลังมือยังมียังมีสายน้ำเกลือเสียบอยู่ รีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที ยื่นมือชี้ไปที่อีกฝ่ายแล้วตะโกนว่า

“แกคุณ!! อย่าเข้ามานะ!!”

เสี่ยวเหยียนยืนงงอยู่กับที่ เธอขาถือเสื้อผ้าอยู่ ไม่รู้จะทำยังไง เธอขาไม่เข้าใจว่าทำไมเย่อวี้มีปฏิกิริยาแบบนี้เมื่อเห็นเขาแล้วเธอมีปฏิกิริยาแบบนี้

“เป็นอะไร?” โหลวเยวี่ยลุกขึ้น

“เธอขา เธอเป็นขาคือ...” ยังพูดไม่จบเย่อวี้ก็หยุดพูด เขาหันมามองที่โหลวเยวี่ย แววตาเย็นชา

“ตกลงคุณเป็นอะไรไปหรอ?” โหลวเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเย่อวี้ โหลเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย

เย่อวี้จ้องมองโหลวเยวี่ยที่อยู่ตรงหน้า หยิบมีดปอกผลไม้ที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา ตั้งทำท่าป้องกันตัวเอง

“สัญญาณลับ” เย่อวี้พูดอย่างเย็นชา ถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “พูด ตอนที่คุณเจอผมครั้งแรก สัญญาณลับที่คุณทิ้งเอาไว้คืออะไร”

---------------------------------------------------------------------------------------------

devc-a3b5dd88-33025แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0022 ตอนที่ 23