แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0003 ตอนที่ 4
ตอนที่ 3 สัญญาณลับ
หรือว่าตัวเองเขาจะมองพลาดไปเอง?
เย่อวี้ไม่สามารถเข้าใจว่าการกระทำของผู้การโหลโหลวเมื่อสักครู่หมายความว่ายังไง แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปดูในห้องประชุม
เย่อวี้เปิดประตูห้องประชุมอย่างระมัดระวัง แล้ว มองเข้าไปข้างใน
ห้องประชุมห้องนี้เป็นห้องปิด มีพื้นที่ไม่มาก กวาดสายตาเล็กน้อยก็มองได้ทั่วห้องแล้ว
ไม่มีใครอยู่
เย่อวี้เดินเข้าไปในห้องประชุมพร้อมปิดประตู
ประตูที่ทั้งบานใหญ่และหนาได้กันเสียงที่วุ่นวายของออฟฟิตออฟฟิศเอาไว้ข้างนอก ในห้องประชุมกันเสียงได้ไม่เลว ตอนนี้เย่อวี้แทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเองตัวเองเต้น
และจังหวะของเสียงหัวใจเต้นก็เริ่มจะเร็วขึ้นทีละน้อย
ถ้าหากมีคนซ่อนตัวอยู่ในห้องประชุมนี้ ก็มีเพียงที่ซ่อนตัวเพียงที่เดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้...
เย่อวี้เข้าใกล้โต๊ะประชุมอย่างช้าๆ สูดบลมหายใจลึกๆ แล้วก้มลงไปดูที่ใต้โต๊ะ
ไม่มีอะไรเลย
“ฮู่หู้...” เย่อวี้รู้สึกโล่งอกไปที สงสัยตัวเองเขาจะคิดมากเกินไปเอง
ขณะเมื่อกำลังจะลุกขึ้นยืน สายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
เดี๋ยวก่อน นั่นมันคืออะไร?
ตรงที่เท้าแขนของเก้าอี้ที่ผู้การโหลโหลวนั่งไปเมื่อสักครู่ เหมือนมีอะไรบางอย่างเรืองแสงสีเขียวอยู่
เย่อวี้รีบคลานไปตรวจดู ปรากฎว่าเป็นตัวอักษรชุดหนึ่ง ไม่รู้ว่าเขียนด้วยอะไร ในขณะที่กำลังเรืองแสงอยู่ก็ได้หายไปอย่างรวดเร็ว
“( 56K , 67X , 97L ) 10:00PM”
มันคือเวลาและ... พิกัด?
เมื่อครู่กี้ผู้การโหลโหลวแอบใบ้ให้เราดูสิ่งนี้? เย่อวี้รู้สึกสงสัย
อักษรเรืองแสงเลือนลางจางหายไปจนหมดไม่เหลือร่องรอย แต่เย่อวี้ได้จำพิกัดและเวลาได้อย่างขึ้นใจแล้ว
กลับไปที่โต๊ะของตัวเองตัวเอง เย่อวี้ไม่มีอารมณ์ที่จะทำงานแล้ว
การตายของบอสใหญ่บริษัทตัวเองตัวเอง การกระทำอันแปลกประหลาดก่อนตาย การมาเยือนของผู้การลึกลับ แล้วยังจะมีสัญญาณลับที่ห้องประชุมนั่้นอีก... เย่อวี้รู้สึกเริ่มจะรู้สึกปวดหัวแล้วสิ
“เฮ้ยๆ ไอ้นักข่าวใหญ่ทำไมคุณถึงทำหน้าเครียดล่ะ หรือว่าโดนหัวหน้าหวังด่ามาล่ะสิ?” จางเสี่ยวฮวาที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างอารมณ์ดี แน่นอนว่าขื่อชื่อจริงๆ ของจางเสี่ยวฮวาไม่ใช่ ‘เสี่ยวฮวา‘ แต่ชื่อจริงๆ ของเขาคือจางเจีย ถึงแม้รูปร่างจะดูผอมบางแถมยังหน้าเด็กอีกต่างหาก แต่เขาก็เป็นผู้ชายทั้งแท่งอย่างแน่นอน คำว่า ‘เสี่ยวฮวา’ มีที่มาจากการที่เขารับผิดชอบข่าวบันเทิง ภารกิจหลักๆ มักจะเป็นการขุดคุ้ยข่าวซุบซิบดารา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘ปาปารัสซี’ ตอนแรกๆ เขาต่อต้านการที่ถูกเรียกว่า ‘เสี่ยวฮวา’ เป็นอย่างมาก บอกกับทุกคนว่าตัวเองตนเองก็มีอุดมการณ์ของนักข่าว จะไม่ยอมเป็นปาปารัสซีไปตลอด แต่ว่านับวันคนที่เรียกก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เขาก็เลิกที่จะต่อต้านอีก
ในตอนแรกเสี่ยวฮวากับเย่อวี้เป็นนักศึกษาจบใหม่ที่เข้ามาบริษัทนี้ในรุ่นเดียวกัน ถึงแม้จะรับผิดชอบในงานคนละส่วน แต่ทั้งสองคนนิสัยคล้ายกัน ความสัมพันธ์จึงดีมาก ต่างล้อเล่นเกรียนใส่กันเป็นเรื่องปกติ
แต่วันนี้เย่อวี้ไม่มีอารมณ์ที่จะล้อเล่นกับเขา เพียงเขาตอบว่า “อืม” อย่างเลื่อนลอย ในสมองยังคงคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“แกเป็นอะไรไป?” เสี่ยวฮวาหุบยิ้มเมื่อสัมผัสรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของเย่อวี้ เสี่ยวฮวาหุบยิ้ม พูดด้วยความกังวลว่า “ถึงแม้หัวหน้าหวังจะมีนิสัยอารมณ์ร้อน แต่ก็เจาะจงที่งานไม่ใช่ที่ตัวบุลคล แกก็อย่าใส่ใจเกินไปนัก”
“วางใจเถอะ ฉันเราไม่ได้เป็นอะไร นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนเขาด่าครั้งแรกสักหน่อย” เย่อวี้ยิ้มพลางตบไหล่เสี่ยวฮวา กลับไปเป็นคนเดิมอีกครั้ง
“ก็ดีแล้ว” เสี่ยวฮวาวางใจลงเล็กน้อย “จะว่าไปแล้ว เมื่อกี้ไอ้รูปหล่อชุดดำที่ประชุมกับแกเป็นใครหรอเหรอ? ดูหัวหน้าหวังช่างมีมารยาทกับเขาเหลือเกิน ท่าทางจะไม่ธรรมดา พวกแกคุยอะไรกันบ้าง?”
นิสัยความเป็นนักข่าวของเสี่ยวฮวาเริ่มทำงานอีกแล้ว
“คนนั้นหรอเหรอ... เอ่อ... น่าจะเป็นลูกค้าของหัวหน้าหวัง รายละเอียดกฉันเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาก็แค่ถามรายละเอียดเรื่องข่าวก่อนหน้านี้ที่ฉันเรานำเสนอไป”
เย่อวี้โกหกตีเนียนแบบขอไปที
เขาก็ไม่ได้กลัวว่าเสี่ยวฮวาจะไปเล่าให้คนอื่นฟัง แต่เรื่องนี้มีจุดน่าสังสัยอยู่หลายอย่าง เขาไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะเพื่อนสนิทของตัวเองตัวเอง
เมื่อเห็นว่าเย่อวี้ไม่อยากพูด เสี่ยวฮวาก็ไม่ถามต่อแล้วเปลี่ยนเรื่อง “วันนี้เรื่องของประธานเฉินสร้างปัญหาได้ดุเดือดมาก อย่าคิดว่าบริษัทดูเหมือนจะไม่มีอะไร แท้จริงๆ แล้วตอนนี้ไร้ระเบียบวุ่นวายสุดๆ ”
“หมายความว่าไง”
“นู่น แกดูข้างนอกสิ” เสี่ยวฮวาบุ้ยปากใช้ปากชี้ไปที่นอกหน้าต่าง
เย่อวี้เข้าใกล้หน้าต่าง มองไปที่ข้างล่างตึก ปรากฏฎว่าประตูที่อยู่รอบบริเวณรอบบริษัทเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ต่างถูกฝ่ายรักษาความปลอดภัยบของบริษัทกันไว้อยู่ข้างนอก ที่ประตูมีแม้กระทั่งรถถ่ายทอดสดยังมาเลย ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมอาชีพนักข่าวที่เป็นอาชีพเดียวกับของพวกเขา
ตอนก่อนที่จะเข้าบริษัท เย่อวี้ก็เห็นนักข่าวของสำนักข่าวอื่นอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เยอะเท่าตอนนี้ หรือว่า... พวกเขาได้ข่าวอะไรไป?
“เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ตำรวจเพิ่งจะได้ประกาศสาเหตุการตายของเฉินเหยียน” เสี่ยวฮวาทำตัวลึกลับ พูดขึ้นมาว่า “แกลองเดาดูสิว่า เป็นอะไร”
ตกใจตาย เย่อวี้แอบบ่นในใจ
แต่เขาก็ยังแกล้งทำท่าเหมือนอยากรู้ “เอ่อ? เป็นเพราะอะไรล่ะ?”
“ทางการบอกว่าเป็นอาการช็อกจากการกระตุ้นภายนอก แต่ว่าบนตัวเขาไม่มีบาดแผลภายนอก และก็ไม่ได้ถูกวางยา การกระตุ้นที่ว่าจึงต้องเป็นการกระตุ้นเป็นได้ทางประสาทเท่านั้น พูดอีกแบบก็คือหรือก็คือว่า” เสี่ียวฮวาเข้าใกล้เย่อวี้ ทำหน้าตกใจกลัว “เขาตกใจตาย!”
เรารู้แล้วน่าหน่ะ เย่อวี้ยังคงบ่นอยู่ในใจ
อาจเป็นเพราะปฏิกิริยาการตอบสนองของเย่อวี้ไม่เป็นที่พอใจ เสี่ยวฮวาเลยพูดอย่างไม่ตายพอใจว่า “ได้ข่าวว่าตอนที่ประธานเฉินถูกพบทำหน้าหวาดกลัวสุดขีด แกว่านะ ประธานเฉินของพวกเราก็เป็นคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ จะมีอะไรที่ทำให้เขาตกใจตายได้? ก็เลยมีข่าวลือว่า บริษัทพวกเรามีผะ...”
“พอๆ ๆ ! แกจะเล่าเรื่องผีรึไง!” จริงๆ แล้วเย่อวี้กลัวที่ฟังเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้มาก เลยรีบหยุดเสี่ยวฮวาไว้
“ฮ่าๆ ๆ เขารู้กันทั้งบริษัทแล้ว นักข่าวที่อยู่ข้างนอกก็น่าจะได้ข่าวเลยแห่กันมาสัมภาษณ์ ผู้บริหารระดับสูงตอนนี้วุ่นกันไปหมด” เสี่ยวฮวาเห็นท่าทางหวาดกลัวของเย่อวี้ก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ฟังถึงตอนนี้ แล้วยังนึกถึงเรื่องที่เฉินเหยียนแอบถ่ายตัวเองตัวเองก่อนหน้านี้ด้วย เย่อวี้ก็ยิ่งไม่อยากอยู่ที่ออฟฟิตออฟฟิศอีก
วันนี้กลับบ้านไวๆ เถอะดีกว่า
หลังจากทักทายเสี่ยวฮวาสั้นๆ เย่อวี้ก็หกาข้ออ้างไปที่จะสัมภาษณ์ข้างนอก แล้วยื่นให้หัวหน้าหวังที่เพิ่งกลับมาจากการส่งลูกค้าออกไป หัวหน้าตอบตกลงโดยไม่ไม่ได้คิดแม้แต่น้อยเลย คาดว่าวันนี้คงก็ไม่มีอารมณ์ที่จะมาใส่ใจเขา
เย่อวี้รีบแบกกระเป๋าแล้วรีบ ‘หนี‘ ออกจากบริษัท
กว่าจะขับรถไปถึงที่พักก็ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว
ตั้งแต่จบออกมาจากมหาวิทยาลัย เย่อวี้ก็ได้ย้ายออกจากบ้านมาเช่าอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ อยู่คนเดียว ถึงแม้ปกติจะต้องดูแลตัวเองตัวเอง แต่ก็มีีความเป็นอิสระที่มากขึ้น
เมื่อเย่อวี้จอดรถเสร็จก็เดินเข้าอพาร์ทเม้นท์
ปกติช่วงเวลาเที่ยงของวันทำงานปกติที่ล็อบบี้จะไม่ค่อยมีคนแทบจะไม่มีคนเลย ยามแอบหลับอยู่ที่ป้อมยาม ไม่ได้สังเกตเห็นการกลับมาของเย่อวี้เลย ขณะกำลังจะเดินขึ้นบันไดไป อยู่ๆ ก็มีผู้ชายสวมเสื้อแจ็คเก็ตโผล่พรวดออกจากบันได มาชนเย่อวี้ที่หลบไม่ทันจนเกือบล้มลงไป “อ๊ะ่า ขอโทษครับ...” ชายคนนั้นผู้ชายพยุงเย่อวี้ ใช้เสียงที่แหบแห้งกล่าวคำขอโทษ
มีกลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยมา เหมือนจะมาจากผู้ชายคนนี้
ยังไม่ทันที่เย่อวี้จะอ้าปาก ความรู้สึกอันที่คุ้นเคยก็พุ่งขึ้นสมองอย่างกระทันหัน
มาอีกแล้ว!!
มันเป็นความรู้สึกที่ถูกรุกรานบุกรุกเหมือนเมื่อเช้าในห้องประชุม เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่าเมื่อตอนเช้า
ครั้งนี้เย่อวี้ไม่รู้สึกตกใจกลัว เพราะเขารู้ว่าเดี๋ยวความรู้สึกนี้จะถูกไล่ออกไป
ว่าแล้วเหตุการณ์เดิมก็กลับมาอีกครั้ง ั้งแต่และครั้งนี้รวดเร็วกว่า เพียวเสี้ยววินาทีเท่านั้น ความรู้สึกรุกรานดังกล่าวบุกรุกก็ถูกพายุพลังงานในร่างการกวาดไปเรียบร้อย
“อืม... ผมไม่เป็นไร...” หลังจากเย่อวี้ทรงตัวได้ก็ เงยหน้าขึ้นกล่าว
ผู้ชายหนุ่มอึ้งเล็กน้อย ยังไม่ทันที่เย่อวี้จะได้มองหน้าเขาชัดก็กดหมวกแก็ปลงแล้วรีบเดินมจากไป
กลิ่มน้ำหอมของผู้ชายคนนี้คุ้นๆ .. เหมือนว่าจะ... เคยได้กลิ่นแบบนี้ที่ไหนมาก่อน?
แต่ว่าเย่อวี้ยังนึกไม่ออกในตอนนั้น ก็เลยไม่พยายามคิด แล้วขึ้นบันไดไปกลับห้องของตัวเองตนเอง
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เย่อวี้โยนกระเป๋าทิ้งออกไปแล้วล้มตัวนอนลงบนโซฟา เมื่อเช้านี้ผ่านเรื่องแปลกๆ มาเยอะมาก เขาอยากอยู่เงียบๆ จัดการความคิดของตัวเองตัวเอง
เฉินเหยียนเป็นประธานบริษัทใหญ่ที่ไม่เลือกวิธีทำงาน แต่กลับตกใจตายในบริษัทตัวเองตัวเองอย่างปริศนา สำหรับคนที่เข้าบริษัทใหม่อย่างเขา การเกิดเหตุกับผู้บริหารระดับสูงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา แต่เพราะรูปถ่ายใบเดียวทำให้ตัวเองตนเองต้องมีเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเต็มๆ แถมยังถูกผู้การปริศนาเรียกไปสอบถาม.. นี่มันสถานการณ์อะไรเนี่ย รู้อย่างนี้เมื่อวานก็ไม่ทำงานล่วงเวลาก็ดีแล้ว!
พูดตามตรงถึงจะพูดไป ในฐานะเป็นหน้าใหม่ของสำหรับบริษัทแล้ว เขากับเฉินเหยียนแทบจะไม่เคยได้เจอกันโดยตรง แต่เลขาอู๋ของบอสใหญ่กลับได้เจออยู่บ้าง เพราะมีบางเวลาที่ต้องยื่นเอกสารให้เขาส่งไปให้บอสใหญ่เซ็นชื่อ
ในหัวของความคิดเย่อวี้มีภาพหนึ่งลอยมา เป็นภาพของเลขาอู๋ผู้คนที่ใส่แว่นกรอบบางแว่นเส้นสีทอง กับใบหน้าที่ยิ้มอย่างมีมารยาทตลอดเวลาและ แต่งตัวอย่างพิถีพิถันของเลขาอู๋ เย่อวี้มีทัศนคติที่ไม่เลวกับเขา เพราะว่าเลขาอู๋คนนั้นไม่ว่าเจอใครก็จะทำตัวมีมารยาทเป็นแบบสุภาพบุรุษ แม้จะเป็นกระทั่งเขาที่เป็นเด็กใหม่ของบริษัทเขาก็ไม่วางมาดใส่ แต่ว่าได้ข่าวว่าเขาหายไปอาทิตย์กว่าๆ แล้ว ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง
ในทางกลับกัน ทัศนคติของเขาต่อเฉินเหยียนกลับธรรมดา เรื่องที่เฉินเหยียนมักจะทำงานมักจะไม่เลือกวิธีมีให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ ศัตรูแน่นอนว่าไม่น้อย ถ้าหากถูกใครสักคนใช้วิธีบางอย่างลอบสังหาร เขาก็ไม่รู้สึกแปลกเลยสักนิด แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจคือ ทำไมเฉินเหยียนถึงต้องถ่ายรูปของเขาในวันนั้น แถมยังตรวจดูอีกหลายรอบด้วย
เย่อวี้ลุกขึ้นยืน เขาที่ใจเย็นลงแล้วได้นึกถึงคำถามคำถามหนึ่งขึ้นมาอย่างกระทันหัน
ถ้าหาก ก็เป็นแค่ถ้าหาก เพราะว่าเฉินเหยียน... เหตุผลบางอย่าง... อยากได้รูปถ่ายส่วนตัวของเขา... เพราะเหตุผลบางอย่าง ด้วยความสามารถของเขาย่อมสามารถหารูปถ่ายของตัวเองตนเองที่ชัดกว่าและดีกว่านี้ได้อย่างแน่นอน ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเลือกมาแอบถ่ายตจอนกลางคืนมืดๆ แบบนี้ นอกจากนั้นเขาก็คิดไม่ออกว่ายังจะมีเหตุผลอะไรอีกที่จะทำให้เฉินเหยียน `สะสม` รูปถ่ายของตัวเองตนเอง ยังไงตัวเองเขาก็เป็นแค่คนใหม่ของบริษัท ไม่ได้มีความเกี่ยวโยงอะไรกับบอสใหญ่เลย
งั้นคำถามก็คือมาแล้ว ทำไมเฉินเหยียนถึงต้องแอบถ่ายตัวเองเขา ณ เวลานั้นและสถานที่ตรงนั้น?
เย่อวี้มั่นใจว่าการแต่งกายของตัวตัวเองเองและสิ่งของติดตัวไม่ต่างอะไรจากปกติ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจให้ต้องถ่าย ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่อย่างหนึ่ง สิ่งที่รูปถ่ายใบนั้นต้องการจะถ่ายไม่ใช่ตัวเองเขาตั้งแต่แรก
เย่อวี้เริ่มรู้สึกเริ่มหนาวขึ้นมา ถ้าหากเป็นไปตามสิ่งที่ตัวเองตัวเองคิด วันนั้นสิ่งที่เฉินเหยียนอยากถ่ายคงเป็นอย่างอื่นที่ซ่อนอยู่ข้างหลังของเขา ตัวเองเขาแค่บังเอิญนเดินเข้ามาในเฟรม สิ่งที่เฉินเหยียนขาตรวจดูอยู่หลายครั้ง จริงๆ แล้วเป็นสิ่งนั้นที่อยู่ในฉากหลัง
---------------------------------------------------------------------------------------------