แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0018 ตอนที่ 19
ตอนที่ 18 ผีบังตาหลงทาง
“ติ๊ดกๆ ๆ ... ติ๊ดกๆ ๆ ...”
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นปลุกหลี่ลี่ขึ้นมาจากความฝันขึ้นมา หลี่ลี่ขมวดคิ้ว เธอขาปิดเสียงด้วยท่าทีรังเกียจ ตอนนี้เป็นเวลาตอนเช้าเก้าโมงครึ่ง
“ใครมันช่างกล้าเหลือเกินโทรมาตั้งแต่เช้า... ไม่รู้เหรอว่ากูนี่ตีห้าเพิ่งจะนอน!” หลี่ลี่ด่าอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ไม่ยอมลุกขึ้นมารับสายสักที ดูเหมือนปาร์ตี้ตลอดค้างคืนที่ผ่านมาจะใช้พลังงานของเธอไปขาทั้งหมดไปเลย
แต่เสียงของโทรศัพท์กลับดังไม่ยอมหยุด ยังคงส่งเสียงอยูุ่่เรื่อยๆ หลี่ลี่ทนไม่ไหวลุกขึ้นมา หยิบโทรศัพท์์ตรงหัวเตียงโยนใส่พื้น โทรศัพท์แตกกระจายทันที แม้กระทั่งแบตเตอรี่ยังหลุดออกมาเลย แต่ที่แปลกคือ เสียงเมื่อสักครู่ยังดังอยู่
หลี่ลี่เหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นเล็กน้อย เธอขาแยกแยะเสียงโทรศัพท์อย่างละเอียด เหมือนเสียงจะมาจากในลิ้นชักหัวเตียง
ร่างกายหลี่ลี่สั่นสะท้าน ความง่วงหายไปหมดสิ้น เธอขารีบเปิดลิ้นชักออก เห็นจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าเครื่องนั้นกำลังแสดงเบอร์ที่คุ้นเคย เสียงมาจากมือถือเครื่องนี้นี่เอง
“ฮัลโหลโหลๆ ? ที่รัก คุณใช่ไหม?” หลี่ลี่รีบรับสาย สีหน้าทั้งกลัวและดีใจ “ขอโทษด้วยนะ! เมื่อกี้ฉัน... เอ่อิ่ม... ไม่ได้ยินหน่ะ” หลี่ลี่พยายามขอโทษ กลัวว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์เสียที่ตัวเองรับสายช้า
“ทำไมอยู่ๆ คุณถึงโทรมาล่ะ? คุณจะมาแล้วใช่ไหม? จะพาฉันไปด้วยใช่หรือเปล่า?” หลี่ลี่ท่าทางดีใจ ถามไม่ยอมหยุด แต่คำตอบที่ได้จากอีกฝ่ายกลับทำให้เธอขาผิดหวัง หลี่ลี่รู้สึกอารมณ์เสียเล็กน้อย
เธอขาทำปากจู๋ น้ำเสียงขี้อ้อน “ฮื้อ! ตอนแรกคุณบอกว่าพอจัดการเรื่องของเฉินเหยียนเสร็จก็จะมารับฉันไป! ตอนนี้เฉินเหยียนก็ตายไปแล้ว สายตาของตำรวจก็ไปอยู่ที่จินเปียวหมด! ทำไมคุณถึงยังไม่กลับมา...” พูดไปก็แกล้งร้องไห้ไปด้วย “คุณหลอกฉัน... คุณหลอกฉันมาตลอด! ฮืหือๆ ...”
ขณะที่หลี่ลี่กำลังจมอยู่ในความเศร้า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างรีบร้อนที่ห้องรับแขก “หลี่ลี่! หลี่ลี่คุณอยู่ไหม! พวกเราเป็นตำรวจ มีเรื่องสำคัญจะมาถามคุณ ขอให้คุณเปิดประตูให้หน่อย!”
หลี่ลี่ตกใจ เธอขารีบลงจากเตียงไปปิดประตูห้องนอน “ทำไมตำรวจถึงมาหาฉันอีก!? พวกเขา... พวกเขาเจออะไรแล้วใช่ไหม?” หลี่ลี่ที่ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ร้องเรียกอีกฝ่าย ตอนนี้อีกฝ่ายเป็นที่พึ่งพิงทั้งหมดของหลี่ลี่แล้ว
“ปึังๆ ๆ !” เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่เรื่อยๆ “หลี่ลี่! รีบเปิดประตูหน่อย! ตอนนี้คุณอยู่ในอันตรายมาก!”
นายตำรวจผู้หมวดหวงกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหนุ่มสองคนเรียกอย่างร้อนใจ หลังจากที่พวกเขารับคำสั่งจากพี่มู่ก็รีบมาโดยทันที
“เธอขาอาจจะไม่อยู่ห้องหรือเปล่า?” นายตำรวจผู้หมวดหวงมองไปที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่อยู่ข้างๆ
“ไม่น่าจะใช่้ คนของพวกเราหลังจากเห็นเธอขากลับมาตอนกลางดึกก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่อยู่ข้างๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ
“เมื่อครู่กี้เหมือนเราจะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างในมีความเคลื่อนไหว หลี่ลี่น่าจะอยู่ในห้อง” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกคนที่อยูุ่่ข้างๆ พูดขึ้น “งั้นพวกเราพังเข้าไปเลยไหม?”
“มันไม่น่าจะดี... พวกเราไม่มีหมายค้น ไม่สามารถเข้าไปโดยพลการได้” เหมือนนายตำรวจผู้หมวดหวงจะกังวล “ลองเคาะอีกทีดู เธอขาอาจจะยังนอนหลับอยู่”
หลี่ลี่แอบย่องไปที่ประตูห้องนอน ฟังการเคลื่อนไหวของข้างนอก ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น “เหมือนพวกเขาจะพังเข้ามาแล้ว ฉัน... ฉันควรจะทำยังไงดี!” หลี่ลี่ประคองจับมือถือไว้ ย่ำเท้ากระโดดไปมาอย่างร้อนรน แต่วินาทีถัดมาการกระทำของเธอขาก็หยุดลงและแข็งอยู่กับที่
“คุณ... คุณว่าอะไรนะ...” เสียงของหลี่ลี่สั่นเครืลือ
“ผมพูดว่า งั้นคุณก็ไปตายซะเถอะ” อีกฝั่งของโทรศัพท์ได้โยนคำพูดที่เยือกเย็นกลับมา แล้วละวางสายทันที
“เสียงระเบิดดังขึ้นจากห้องของหลี่ลี่ กระจกหน้าต่างแตกในทันที พวกนายตำรวจผู้หมวดหวงสามคนที่ไม่ทันป้องกันต่างถูกแรงระเบิดกระแทกจนล้ม พอลุกขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เหลือเพียงไฟที่ลุกโหมลุกกระหน่ำ
------------------
หลังเลิกงาน เย่อวี้เดินอยูุ่่คนเดียวบนถนนอย่างไร้จุดหมาย
มาทำงานที่หน่วยตรวจสอบพิเศษก็อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ แล้ว เหมือนว่าช่วงนี้ในหน่วยเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทุกคนยุ่งวุ่นวายกันหมด พอได้เห็นพี่มู่เป็นครั้งคราวบ้างแต่ก็ขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียดอยู่ตลอด แน่นอนว่าทุกครั้งที่เย่อวี้สอบถามสถานการณ์ืกับเสี่ยวเหยียน คำตอบที่ได้จะมีแต่รอยยิ้มแต่ไม่มีคำพูด
ก็ไม่รู้ว่าคดีของเราไปถึงไหนแล้ว... หาคนร้ายเจอหรือยัง? เย่อวี้คิดไป
ถึงแม้จะทำงานที่หน่วยตรวจสอบพิเศษ แต่เย่อวี้กลับไม่ได้แเตะข้อมูลที่เกี่ยวกับคดีของตัวเองเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโหลโหลวเยวี่ยสั่งเอาไว้หรือไม่ ระหว่างนี้งานของเขามีเพียงอย่างหนึ่งเดียวคือจัดเตรียมข้อมูลที่มาไม่หยุด ทำให้เย่อวี้ปวดหัวจริงๆ
ถึงจะน่าเบื่อแค่ไหน ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ เย่อวี้ยังคงจัดเตรียมและแยกแยะข้อมูลเหล่านี้อย่างระมัดระวังและขยันขันแข็ง เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่โหลโหลวเยวี่ยให้เขาทำต้องมีเหตุผลของเขา ถึงแม้เหตุผลอาจจะแค่ไม่อยากให้เย่อวี้ว่างก็เถอะ
เฮ้ห้อ วันแบบนี้เมื่อไหร่จะจบสักทีเนอะ...
เย่อวี้ถอนหายใจ หยิบมือถือออกมาพลิกดูสมุดรายชื่อผู้ติดต่อ คิดจะหาคนบ่นให้ฟังเพื่อระบายความทุกข์ที่อยู่ในใจ แต่พอนึกขึ้นได้ถึงว่าสถานการณ์ของตัวเองตอนนี้เป็นยังไง เย่อวี้ก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดนั้นไป เขาในตอนนี้ยิ่งติดต่อกับคนน้อยยิ่งดี
ตอนสามทุ่มของใจกลางเมืองเซี่ยหยางยังคงมีผู้คนหนาแน่น คึกคักไม่เบา สำหรับเมืองใหญ่ระดับประเทศแล้วล่ะก็ ช่วงเวลาแบบนี้เหมือนจะเป็นจุดเริ่มเพิ่งเริ่มต้นของชีวิตยามราตรีกลางคืน เย่อวี้เดินอยู่บนถนน มองไปยังที่ผู้คนที่มากันเป็นทั้งกลุ่ม สามคนห้าคนหรือบ้างก็มากันเป็นคู่ๆ พูดคุยสนุกสนานผ่านตัวเองไป ตึกสูงข้างทางต่างส่องแสงเป็นสีสันระยิบระยับเมื่ออยู่ภายใต้การตกแต่งด้วยไฟนีออนส่องแสงที่น่าหลงไหล เสียงแซ็กโซโฟนที่กระฉับกระเฉงของศิลปินข้างถนนกับเสียงพูดคุยหัวเราะของผู้คนประสานเป็นบทเพลงอันที่ไพเราะ ทุกอย่างมันดูคึกคักไปหมด แต่สิ่งที่เย่อวี้รู้สึกได้เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ในความคึกคักนี้กลับเป็นความอ้างว้างที่อยู่ลึกๆ ในจิตใจ
เป็นถึงพลเมืองที่เกิดและเติบโตในเมืองนี้ เย่อวี้มีบ้านแต่กลับไม่ได้ ตั้งแต่ที่ตัวเองเข้ามาพัวพันกับเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ โลกของเย่อวี้ก็ได้พลิกกลับด้านไปเลย สถานการณ์ตอนนี้เขาได้แต่เลือกที่จะจากครอบครัวและเพื่อนฝูงไปชั่วคราว ไม่มีใครให้ระบายได้และไม่สามารถหาใครมาระบายให้ใครได้ด้วย แม้จะมีความทุกข์มากมายขนาดไหนก็ได้แต่กล้ำกลืนลงไปเพียงลำพังด้วยตัวเอง เพราะตัวเขาเองไม่สามารถกลับไปมีชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว
เหมือจจะราวกับถูกเป็นจิตใต้สำนึกสั่งให้ที่หลบเลี่ยงกลุ่มผู้คนอันครึกครื้น เย่อวี้เดินมาที่เขตบ้านตะวันตกแบบเก่าโดยอย่างไม่รู้ตัว ใจกลางเมืองเซี่ยหยางยังคงรักษาสิ่งก่อสร้างแบบเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วแบบนี้เอาไว้ แต่สิ่งก่อสร้างประเภทนี้ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนไปเป็นบาร์เหล้าดนตรี ต่างจากเขตในเมืองก่อนหน้านี้ ที่นี่มีแสงไฟมีเพียงน้อยนิด แทบจะไม่เห็นคนเดินบนท้องถนน
เย่อวี้เดินในซอยอันเงียบเหงาเงียบๆ นี้อย่างช้าๆ กำลังคิดเรื่องในใจอยู่ จู่ๆ ข้างๆ หูก็ได้มีเสียงร้องเพลงของผู้หญิงลอยมา
“... คุณเพลิดเพลินอยู่กับความทุกข์ที่ไม่อาจบอกใคร ความทุกข์ที่อยู่ในใจอันเปล่าเปลี่ยว ดื่มด่ำอยู่เพียงคนเดียวภายในความคึกครื้นนี้ใช่หรือไม่อยู่คนเดียวในเมืองคึกคักนี้กำลังเพลิดเพลินกับความทุกข์ของใจที่เปล่าเปลี่ยวไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ใช่ไหม...”
เสียงร้องเหมือนจะดังมาจากบาร์ที่ไหนสักที่ อ่อนโยน ไพเราะ แต่กลับแฝงมาความรู้สึกเศร้าปนอยู่ เหมือนกำลังล่อลวงให้เย่อวี้ไปพบเจอที่ข้างหน้า เพียงแต่เย่อวี้ในตอนนี้ไม่อยากที่จะเข้าบาร์เหล้า ตั้งแต่ครั้งก่อนที่แล้วที่ถูกพี่มู่วางยาในบาร์ `Memories` ถูกพี่มู่วางยา เขาก็มีความรู้สึกฝังใจกับสถานที่แบบนั้น แถมตอนนี้ยังมีคนร้ายลึกลับซ่อนอยู่หลังม่านคอยตัวจริงที่จ้องจะมาเล่นงานตัวเอง ในสถานการณ์ที่อยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ยิ่งไม่กล้าไป แต่ว่าอาจเป็นเพราะว่าเสียงเพลงวกับจิตใจของเขาตอนนี้มันช่างตรงกันเสียเหลือเกิน เย่อวี้ที่รู้สึกคล้อยตามไปกับเสียงเพลงได้ก้าวเท้าไปโดยไม่รู้ตัว ค้นหาที่มาของเสียงเพลง
“...ในลมพายุฉันได้ยื่นมือทั้งสองพยายามควบคุมหางเสือแห่งโชคชะตาท่ามกลางลมพายุ...”
เสียงเพลงที่ขาดๆ หายๆ ยังคงลอยมา เย่อวี้พยายามฟัง เดินผ่านซอยที่ตัดกันไปมา เหมือนถูกผีเข้าสิง ยิ่งเดินก็ยิ่งลึก
“...เรื่องราวงมากมายไม่มีทางเลือก บนโลกนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนใบนี้ มากมายฉันได้แต่เดินไปคนเดียวไปสู่อนาคตที่ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเพียงลำพัง...”
เสียงเพลงได้หยุดชะงักลง
เย่อวี้หยุดเดิน เงียบตั้งใจฟัง แต่รอบๆ กลับมีแต่ความเงียบ เขาในตอนนี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองเดินมาถึงหน้าบ้านแบบตะวันตกที่ไม่คุ้นเคยหลังหนึ่ง
นี่เป็นกลุ่มบ้านแบบตะวันตกที่ถูกทิ้งร้างไว้เกือบครึ่ง สองข้างซ้ายขวาเป็นสิ่งก่อสร้างที่คล้ายๆ กันเรียงเป็นแถว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสร้างต่อ อยู่ในสภาพที่ถูกทิ้งร้าง บ้านตะวันตกที่อยู่ตรงหน้าเย่อวี้นี้กำแพงด้านนอกทาสีไปแล้วครึ่งหนึ่ง ภายในบ้านไม่มีแสงไฟ ไม่มีวี่แววว่าที่จะมีคนอยู่เลย
“เรามานี่ได้ยังไง...” เย่อวี้ที่ตื่นจากภวังค์ส่ายหน้าไปมา กำลังหันหลังจะเดินกลับไป แต่ปรากฏฏว่าข้างหน้ามีซอยเล็กๆ อยู่หลายซอย และเขาก็จำไม่ได้ด้วยว่าตัวเองเดินมาจากซอยไหน
เย่อวี้หยิบมือถือขึ้นมา ไม่มีสัญญาณ สงสัยจะใช้วิธีค้นหาด้วยแผนที่นำทางไม่ได้แล้ว เย่อวี้ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
ช่างมันเถอะ งั้นก็ลองเดินไปสักซอยเส้นก่อนแล้วกัน ยังไงก็ต้องออกไปได้ เย่อวี้คิดไปแล้วก็เดินเข้าไปในซอยที่อยู่ตรงหน้า
ในซอยไม่กว้างแต่คดเคี้ยวและ ทอดยาวออกไป แสงไฟสลัวข้างถนนที่สลัวกระพลิริบติดๆ ดับๆกอยู่ เหมือนว่าไม่ได้ซ่อมมาหลายปี แสงไฟที่กระพริบลิกทำให้ในซอยมีบรรยากาศสยองและแปลกประหลาด ภายในซอยไม่มีผู้คน เงียบผิดปกติ ที่มากับเสียงฝีเท้ามีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นของเย่อวี้ บรรยากาศแบบนี้ทำให้เขาอึดอัดมากจน รีบเร่งเดินอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากเลี้ยวไปตามทางสักพัก ตรงข้างหน้าของซอยเหมือนจะมีแสงไฟหน่อยๆ เย่อวี้โล่องใจขึ้นมา สุดท้ายก็ดูเหมือนจะออกไปได้สักที เลยรีบเดินขึ้นไป แต่พอออกจากซอย เย่อวี้กลับรู้สึกว่าภาพที่อยู่ตรงหน้ามันคุ้นตามาก สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือบ้านตะวันตกที่ถูกทาสีไปครึ่งหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าแท้จริงแล้วตัวเองจะกลับเดินย้อนกลับมาอีก!
เดี๋ยวก่อน หรือว่าเมื่อกี้จะเดินผิด!?
เย่อวี้ที่กำลังสงสัยเลือกเดินซอยที่อยู่ข้างขวา ทางที่ทอดยาวออกไปเหมือนกัน ไฟข้างถนนที่สลัวเหมือนกัน และทางออกกที่เหมือนกัน เย่อวี้เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว เขารีบเดินเข้าไปในซอยที่เหลืออยู่ แต่ไม่ว่าเขาจะเดินซอยไหน เมื่อเขาออกจากซอยก็จะพบว่าเห็นตัวเองกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เหมือนกับว่าเมื่อมิติของซอยบริเวณนี้บิดเบี้ยว ขังเย่อวี้ไว้อยู่ข้างในอย่างแน่นหนา ไม่สามารถก้าวออกไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
นี่มัน...เรื่องอะไรกัน!? เย่อวี้เริ่มจะเสียวสันหลัง
เมฆดำยามราตรีในตอนกลางคือค่อยๆ บดบังแสงจันทร์ รอบๆ เริ่มมืดลง แสงไฟข้างถนนที่กระพริบไปมาลิกทำให้เงาสะท้อนของต้นไม้รอบๆ ดูเหมือนปีศาจที่กำลังแยกเขี้ยวเต้นรำ เย่อวี้รู้สึกว่าในความมืดเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังแอบจ้องมองตัวเองอยู่ เหงื่อที่หน้าผากเริ่มไหลไม่หยุด
หรือว่า... ตัวเองกำลังเจอ `ผีบังตาหลงทาง` ที่เขาร่ำลือกัน ?!
---------------------------------------------------------------------------------------------