แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0007 ตอนที่ 8
ตอนที่ 7 องค์กรลับ
โลกทั้งใบเงียบสงัด
3 วิฯ... 5 วิฯ... 7 วิฯ...
ความรู้สึกเจ็บปวดของการถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ยังไม่มาสักที แม้กระทั่งความรู้สึกกดดันที่อยู่ใต้น้ำก็หายไป
เย่อวี้ทนถึงที่สุดแล้วหายใจเข้าอย่างกระทันหันกะทันหัน แต่ปรากฏฎว่า... สามารถหายใจได้อย่างปกติ!?
เย่อวี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ไม่มีน้ำ ไม่มีปลาฉลาม ไม่มีเชือกป่าน ตัวเขาเองกำลังพิงอยู่บนเก้าอี้หนัง ที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงห้องพักธรรมดาทั่วงไปและแผ่นหลังอันของคนที่คุ้นตา
“ยินดีต้อนรับกลับ” คนคนนั้นค่อยๆ หันกลับมา นัยน์ตาสีดำคู่นั้นมองมาที่เย่อวี้คล้ายหัวเราะ “ได้ยินว่าคุณกำลังตามหาผม?”
“ไอ้คนแซ่โหลโหลว!!” เย่อวี้เลือดขึ้นหน้าทันที อยากลุกขึ้นมาแต่ออกแรงไม่ได้ จึงนั่งกลับลงบนเก้าอี้อีกครั้ง
ใบหน้าที่ขาวสะอาด แววตาที่เฉยเมย แล้วยังเครื่องแบบสีดำนั่้นอีก ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็คือผู้การโหลโหลวคนนั้น
“ฮ่าๆ ๆ โหลโหลวเยวี่ย ดูเหมือนว่าไอ้น้องชายคนนี้จะเห็นคุณเป็นศัตรูซะแล้ว” ข้างๆ มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง เย่อวี้หันไปมอง คือพี่มู่นี่เอง พี่มู่ยืนพิงกำแพง ใช้มือปิดปากหัวเราะด้วย ท่าทางชอบใจที่คนอื่นโดนแกล้ง
“ผมขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณต้องเจอประสบการณ์แย่ๆ แบบนี้” โหลโหลวเยวี่ยไม่สนใจคำพูดหยอกล้อของพี่มู่ “แต่ขอให้คุณเชื่อว่า ผมไม่มีเจตนาร้าย”
นี่มันคือเรื่องอะไรกัน?! ที่แท้คนสร้างเรื่องก็คือคนคนนี้หรอเหรอ!
เย่อวี้พยายามอดกลั้นทนความอยากที่จะต่อยหน้าเขาสักหมัด แล้ว กัดฟันพูดว่า “คุณควรจะมีคำอธิบายดีๆ ให้ผมซะ”
“เมื่อครู่กี้ที่คุณเห็นแท้จริงแล้วเป็นการจำลองความเป็นจริง” โหลโหลวเยวี่ยลากเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ นั่งลงตรงหน้าเย่อวี้ ”หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเราใช้เทคนิคบางอย่าง ทำให้คุณคิดว่าคุณกำลังอยู่ในฉากที่พวกเราเตรียมเอาไว้”
“การจำลองความเป็นจริง? หรือก็คือว่าทุกอย่างเมื่อกี้ล้วนจะเป็นของปลอม!? เป็นไปได้ยังไง!” เย่อวี้จำความรู้สึกกดดันขณะที่อยู่ใต้น้ำ ความเจ็บปวดที่ถูกมัดมือเท้า กับเสียงกระซิบข้างหูของบันนี่เกิร์ลได้อย่างแม่นยำว่าและเป็นสมจริงมากแค่ไหนๆ
“ไม่เชื่อหรอเหรอ คุณดูเวลาตอนนี้สิ” พี่มู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เย่อวี้รีบดูนาฬิกา สี่ทุ่มสี่สิบห้านาที
เขามาถึงที่บาร์ตอนสี่ทุ่ม ดื่มเบียร์คุยกับพี่มู่ประมาณสิบห้านาที หรือก็คือว่าตั้งแต่ที่หมดสติไปจนถึงตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง?
แล้วมาดูชุดที่อยู่บนตัวยังคงเป็นชุดเดิม ไม่ได้เปลือยกาย เสื้อผ้ายังแห้งอยู่
“นี่... นี่มันอะไร...” เย่อวี้ไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิด
“คุณรู้ไหมว่าคนเรารับรู้โลกใบนี้ได้ยังไง?” โหลโหลวเยวี่ยไม่ได้ตอบคำถามของเย่อวี้ตรงๆ แต่กลับโยนคำถามออกไป
“มันก็คือใช้อวัยวะในบนร่างกายรับรู้ไม่ใช่หรอเหรอ?” เย่อวี้รู้สึกงุนงง
“จะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ พวกเราที่สามารถ `เห็น` โลกใบนี้ได้ เพราะดวงตาได้รับแสงสะท้อนจากวัตถุ ที่สามารถ `ได้ยิน` เพราะหูได้รับการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง อวัยวะต่างๆ ของพวกเราบนร่างกายเราเหมือนเครื่องรับตัวรับรู้สัญญาณ คอยพวกมันนำสัญญาณต่างๆ ที่รับรู้ได้ส่งต่อให้สมอง ฉะนั้นถึงมีภาพของโลกใบนี้ปรากฎปรากฏอยู่ในสมองของพวกเรา
“แล้วถ้าหากว่า เราทำให้สัญญาณแบบนี้ถูก `ตัดขาดกลางทาง` ล่ะ?” โหลโหลวเยวี่ยเปลี่ยนหัวเรื่องกระทันหันกะทันหัน
“หมายความว่าไง?”
“ถ้าหากเราปิดกั้นสัญญาณทั้งหมดในโลกความเป็นชีวิตจริง แล้วส่งเอาสัญญาณพิเศษบางอย่างส่งให้อวัยวะรับความรู้สึกทั้งหมดของคุณ อย่างเช่นว่า แสงสะท้อนที่ตาคุณรับรู้เกิดจากการจัดเตรียมของผม คลื่นเสียงที่หูได้รับเกิดจากที่ผมกำหนดให้ สัญญาณที่เซลล์การรับรู้ของร่างกายได้รับเกิดจากผมบังคับ... งั้นพูดได้ใช่ไหมว่าโลกใบนี้ที่ปรากฎปรากฏในสมองของคุณใบนี้ เกิดจากที่มีผมเป็นคนสร้างขึ้น?”
“นี่...” เย่อวี้พูดไม่ออก “เรื่องแบบนี้.. ทำได้จริงๆ หรอเหรอ?”
“ฮ่าๆ เทคโนโลยีบนโลกนี้เกินจินตนาการของคนทั่วไปไปไกลมาก เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่มีอยู่เฉยๆ แต่แถมยังพัฒนาไปหลายรุ่นแล้ว” โหลโหลวเยวี่ยลุกขึ้นยืน เข้าใกล้เย่อวี้ “ตอนนี้ ขอแค่มีตัวควบคุมเล็กๆ ก็สามารถทำได้แล้ว”
เห็นเขายื่นมือมาปลดสร้อยที่อยู่บนคอคิเย่อวี้ออก มันเป็นสร้อยเนื้อเงินที่ บนนั้นมีห่วงโลหะคล้ายแหวนคล้องอยู่คล้ายแหวน “นี่คือที่มาของ `ภาพหลอน` ของคุณเมื่อครู่กี้ พวกเราใช้ตัวควบคุมนี้ ปิดกั้นการรับรู้ของคุณชั่วคราว แล้วส่งสัญญาณของฉากภาพเหตุการณ์พวกนั้นให้กับคุณ ดังนั้นในสมองของคุณจึงปรากฎปรากฏภาพเหตุการณ์ฉากที่อันคมชัดพวกนั้นเหมือนได้อยู่ในนั้นจริงๆ ”
“แน่นอนว่า ถ้าหาก `เปลี่ยน` กลับไปเป็นสัญญาณของโลกความเป็นจริงอย่างกระทันหันกะทันหัน ความรู้สึกที่เปลี่ยนอย่างกระทันหันกะทันหันจะทำให้คุณรู้สึกผิดสังเกต พวกเราก็เลยต้องใช้เบียร์แก้วนั้นทำให้คุณหมดสติชั่วคราว” โหลโหลวเยวี่ยเอาห่วงโลหะนั้นส่งให้พี่มู่ที่อยู่ข้างๆ แล้วนั่งกลับลงไปที่เก้าอี้
เย่อวี้ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นี่มันเกินความรู้ที่เขามีอยู่ทั้งหมด แต่ที่น่าตกใจคือเรื่องต่อไปที่อีกฝ่ายเล่า
“ที่จริงแล้วสมองของคนเรายิ่งใหญ่มาก มันไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางที่รับรู้และจัดการสัญญาณที่ได้รับ จริงๆ แล้วคลื่อนสมองที่ถูกปล่อยออกมาตอนที่สมองทำงานยังสามารถควบคุมสิ่งของอื่นๆ ได้ แต่โดยทั่วไปคลื่อนสมองมีสัญญาณของคลื่นสมองจะที่อ่อนมาก ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำได้แค่อ่านคลื่นสมองตอนทำงานแล้วอาศัยเครื่องมือช่วยบังคับให้เป็นจริงขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราลองคิดลึกกว่านี้ดู ถ้าหากมีใครบางคนที่มีคลื่นสมองแรงมาก แรงพอที่จะไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเครื่องมือ ทำได้แม้กระทั่งบุกรุกสมองของคนอื่น ถ้าอย่างนั้นการที่เขาจะรับรู้ถึงการทำงานของสมองของคนอื่นหรือทำการการแทรกแซงก็ย่อมที่จะทำได้ และความทรงจำก็เป็นการทำงานของสมองในรูปแบบหนึ่ง”
“หรือก็คือว่า... เขาสามารถอ่านความทรงจำของคนอื่นได้?!” เย่อวี้พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว เขานึกถึงสิ่งที่บันนี่เกิร์ลคนนั้นพูดกับเขาใน `โลกแห่งความฝัน` เมื่อก่อนหน้านี้สิ่งที่บันนี่เกิร์ลคนนั้นได้พูดกับเขาทันที “เป็นไปได้ยังไง!”
“ไม่ใช่แค่ `ได้อ่าน` ในทางทฤษฎีแล้วการ `เขียนเข้า` หรือ `ลบออก` ก็สามารถทำได้ ก็เหมือนกับการใช้งานคอมพิวเตอร์” โหลโหลวเยวี่ยค่อยๆ เล่าต่อ “แน่นอนว่า การทำแบบนี้จะสร้างภาระที่หนักมากให้กับสมอง โดยเฉพาะสองอย่างหลัง”
ตั้งแต่ต้นมาสมองของคนเป็นป้อมปราการสุดท้ายในการรักษาความเป็นส่วนตัวมาตั้งแต่อดีต และยังเป็นที่พึ่งพิงพื้นที่ปลอดภัยให้พึ่งพิง แต่ถ้าหาก `ป้อมปราการแห่งความปลอดภัย` นี้ถูกตีแตกล่ะก็ สถานการณ์แบบนั้น... ไม่กล้าคิดต่อเลย! เย่อวี้เริ่มรู้สึกสยองขึ้นมา
“หรือว่าบนโลกนี้จะมีคนที่คลื่นสมองแรงถึงระดับนั้นจริงๆ หรอเหรอ?!”
“คนทั่วไปทำไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นโลกนี้ก็คงวุ่นไปหมดแล้ว” โหลโหลวเยวี่ยหัวเราะเบาๆ แต่รีบทำหน้าจริงจังก่อนจะคืนสีหน้าเดิม พูดต่อว่า ”แต่ว่า... ถ้าหากมี `เครื่องขยาย` ชนิดหนึ่งที่สามารถขยายคลื่นสมองนี้ได้ล่ะก็ นั่นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย”
“`เครื่องขยาย?”`
“ใช่แล้ว อย่างเช่นว่า... `หินกุญแจเลือด` แบบนี้” พูดไปโหลโหลวเยวี่ยพูดพลรางหมุนกำไลห่วงข้อมือเบาๆ จอภาพเสมือนจริงก็ปรากฏขึ้นแสดงต่อหน้าเย่อวี้ ภาพเคลื่อนไหวของหินที่ใหญ่ประมาณเท่านิ้วโป้ง ทั้งก้อนเป็นมีสีแดงเลือดแสดงอยู่บนจอ บนผิวหน้าของหินมีแสงแวววาวประหลาด
เย่อวี้ทำตาโต เป็นก้อนเดียวกับที่ตัวเองเคยเห็นใน `โลกแห่งความฝัน` ไม่ใช่หรอเหรอ!
“เท่าที่รู้อยู่ตอนนี้ หินชนิดนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นสมองได้เท่าที่รู้อยู่ตอนนี้ และสิ่งนี้แต่เดิมไม่ได้ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่บนโลกนี้”
“คุณจะบอกว่า... มาจากอวกาศ?!”
“ถูกต้อง มันมาจากอุกกาบาต” โหลโหลวเยวี่ยเก็บจอภาพเสมือนจริง “สิบปีที่แล้ว มีโจรปล้นขโมยสุสานคนหนึ่งค้นพบพวกมันที่สุสานโบราณแห่งหนึ่ง เมื่อดูจากภาพวาดบนผนังสุสาน พวกมันเป็นเศษซากที่หลงเหลือจากฝนอุกกาบาตที่ตกในประเทศเมื่อหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีก่อน เมื่อตอนนั้นในฐานะที่เป็นสมบัติจากฟ้า จึงถูกชนชั้นสูงในยุคนั้นผลิตเป็นเครื่องประดับ ฝังลงสุสานร่วมกับศพและสิ่งของชิ้นอื่นๆ ”
“เดี๋ยวๆ คุณพูดว่า`พวกมัน` ? หรือว่าหินแบบนี้ที่พบในสุสานไม่ได้ใช่มีแค่ก้อนเดียว?”
“ใช่แล้ว ในตอนนั้นพบเครื่องประดับที่ทำจากหินแบบนี้รวมทั้งหมดเจ็ดชิ้น ถูกพวกโจรปล้นขโมยสุสานแบ่งกันไปหมด แต่ในตอนหลังพวกเขาได้พบความสามารถพิเศษของหินเหล่านี้โดยบังเอิญ ไม่ต้องถามก็รู้ หินชนิดนี้มีค่ามหาศาล พวกเขาต่างเพื่อแย่งชิงหินเหล่านี้จนเกิดเรื่องราวมากมาย ต่อจากนั้นทางการได้เข้ามาจัดการ เริ่มพยายามสุดกำลังเพื่อเก็บกู้หินกุญแจเลือด”
หินที่สามารถควบคุมความทรงจำของคนอื่น ถ้าหากตกอยู่ในมือของคนคิดไม่ซื่อ สงสัยจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ ไม่แปลกเลยที่ทางการจะตัดสินใจยื่นมือจัดการ “ยังดีที่คนที่รู้ความลับของหินกุญแจเลือดยังอยู่ในปริมาณที่ควบคุมได้ ทางการเก็บกู้ได้สำเร็จสี่ก้อนจากเจ็ดก้อนแล้ว แต่ว่า ที่เหลือสามก้อนที่เหลือนั้นเหมือนจะได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย หายังไงก็หาไม่พบ มีข่าวลือว่าอาจจะอยู่ที่ประเทศอื่นแล้ว และอาจจะ... ถูกคนที่คิดไม่ซื่อหรือบางองค์กรแอบซ่อนเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนมันก็สร้างปัญหาใหญ่ที่แอบซ่อนไว้ให้กับประเทศ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ ทางการจึงยอมสละทุกอย่างเพื่อเก็บกู้หินกุญแจเลือดสามก้อนนั้นที่เหลืออยู่่ ฉะนั้นโดยจึงตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมา”
“หน่วยตรวจสอบพิเศษ...” เย่อวี้พูดต่อ “พวกคุณก็คือองค์กรพิเศษที่คอยติดตามหินกุญแจเลือด ใช่ไหม?”
โหลโหลวเยวี่ยพยักหน้าเบาๆ “ผมเป็นหัวหน้าหน่วยตรวจสอบพิเศษสาขาตะวันออก โหลโหลวเยวี่ย ข้างๆ นี้คือมู่อวิ๋น เป็นผู้ตรวจการระดับสูง ดูจากภายนอกพวกเราเป็นเพียงหน่วยงานช่วยการตรวจสอบ แต่แท้จริงแล้วหน้าที่หลักของพวกเราในตอนนี้คือการคอยติดตามที่อยู่ของหินกุญแจเลือดและเก็บกู้กลับมานั้นเป็นหน้าที่หลักของพวกเราในตอนนี้”
หน่วยงานตรวจสอบลับหรอเหรอ... ก็จริงอยู่ เพราะความพิเศษของหินกุญแจเลือด ทำให้เรื่องแบบนี้ไม่สามารถตรวจสอบอย่างเปิดเผยได้
“แต่ว่าคุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมพวกคุณถึงต้องทำเรื่องแบบนี้กับผม ผมมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยกับเรื่องที่พวกคุณบอกนี้ผมมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย?” ถึงแม้จะรู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่ายแล้ว แต่เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่พวกเขากลั่นแกล้งตัวเองเป็นเเหมือนลิง เย่อวี้ก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
“มันเป็นการ `ทดสอบ` เพื่อพิสูจน์ว่าคุณ `บริสุทธิ์`” โหลโหลวเยวี่ยเงยหน้ามองตรงไปที่เย่อวี้ นัยน์ตาสีดำแฝงด้วยความคมกริบ “จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ก็คือรูปถ่ายใบนั้นที่เฉินเหยียนถ่ายไว้ในคืนเกิดเหตุ”
---------------------------------------------------------------------------------------------