แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0009 ตอนที่ 10
ตอนที่ 9 คุณสมบัติขับไล่
“เป็นไปได้ไหมที่เฉินเหยียนจะถูกคนข่มขู่หรือทำให้สลบจน ไม่สามารถต่อต้านไม่ได้?” เย่อวี้ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมเฉินเหยียนถึงมีการกระทำที่แปลกประหลาดแบบนี้ เลยตั้งสมมติฐานขึ้นมา
“การที่อยากจะหลบพ้นกล้องวงจรปิดไม่ใช่เรื่องง่าย หากเฉินเหยียนถูกข่มขู่จริง คนที่รู้ตำแหน่งกล้องวงจรปิดแบบเขาย่อมมีวิธีที่จะทำให้กล้องเห็นตัวเอง การทำให้เขาสลบแล้วพาเข้าไปยิ่งเป็นไปไม่ได้ การต้องลากคนที่หมดสติหลบพ้นกล้องวงจรปิดเป็นเรื่องที่ยากมาก แถมเฉินเหยียนยังเป็นคนผู้ใหญ่ที่หนักตั้งร้อยกว่ากิโลกรัม”
“ดังนั้นที่เป็นไปได้คือเฉินเหยียนจงใจหลบเองสินะหรอ... แต่ทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น? หรือว่า... เขาเข้าใจว่ามีคนเฝ้าดูเขาตัวเองผ่านกล้องวงจรปิด?” เย่อวี้หาเหตุผลอื่นไม่เจอแล้ว นี่เป็นคำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้
“ก็เข้าใจได้แต่แบบนี้ พวกเราลองเชื่อมโยงกับการกระทำอันแปลกๆ ประหลาดของเฉินเหยียนก่อนหน้านี้ดู” โหลวเยวี่ยปรับกำไลห่วงข้อมือ ดึงรูปแอบถ่ายที่เย่อวี้ถูกแอบถ่ายที่เขาตัวเองเคยเห็นก่อนหน้านี้ออกมา “แต่เดิมที่เฉินเหยียนควรจะออกจากประตูทิศเหนือไปทางอาคารรองตรงๆ กลับเปลี่ยนเส้นทางอย่างกระทันหัน อ้อมไปที่ประตูทิศใต้แล้วแอบถ่ายรูป คุณคิดว่าเพราะเหตุผลอะไรที่เขาถึงต้องทำอย่างนั้น?”
“เอ่อิ่ม... เพราะเขาเจอใครบางคนก่อนที่เขาจะเข้าอาคารรองเขาพบเจอใครบางคน?”
“และเฉินเหยียนไม่อยากถูกคนคนนั้นเห็นตัวเอง” โหลวเยวี่ยพูดเสริม “แต่เขากังวลมากเรื่องกี่ยวกับการกระทำของคนคนนั้นมาก ถึงได้อ้อมกลับไปที่ประตูทิศใต้แล้วแอบถ่ายรูปไว้ตรวจสอบอยู่หลายรอบ ถ้าเป็นแบบนี้พฤติกรรมที่เขาจงใจหลบกล้องวงจรปิดก็จะได้รับคำอธิบายด้วย สำหรับคนที่สมองมีความประสาทสัมผัสอ่อนไหวมากอย่างเฉินเหยียน เขาคงคิดว่ากล้องวงจรปิดเป็น `ตา` ของคนนั้น เพื่อจะไม่ให้อีกฝ่ายพบเจอตัวเอง จิตใต้สำนึกงของเขาจึงสั่งให้เขาหลบกล้องวงจรปิดทั้งหมด”
“แต่สุดท้ายเฉินเหยียนก็โดนคนวางแผนลนงานจนและตายในรถของตัวเอง...”
“ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่เฉินเหยียนจงใจหลบซ่อนและแอบถ่ายมีความน่าสงสัยที่จะเป็นคนร้ายสูงมาก” โหลวเยวี่ยพูดต่อ “คนร้ายเพื่อที่จะเก็บหินกุญแจเลือดกลับหลังสำเร็จแผนการ จะต้องไปแอบซ่อนที่บริเวณสถานที่เกิดเหตุก่อน แต่ที่เขาคาดไม่ถึงคือตัวเองไม่ทันระวังแล้วถูกเฉินเหยียนพบเจอ แถมยังโดนถ่ายรูปไว้ นี่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขา”
เย่อวี้รู้สึกตึรึงเครียดขึ้นมาทันที รีบพูดต่อว่า “เกี่ยวกับรูปถ่ายใบนั้น เป็นไปได้ไหมว่าคนที่จะถ่ายไม่ได้ใช่จะถ่ายผม แต่เป็นอย่างอื่นที่อยู่ข้างหลัง? ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องฆ่าเฉินเหยียนเลยนะ!”
โหลวเยวี่ยไม่มีคำตอบ แต่ขยายมุมหนึ่งของรูป เห็นเพียงว่าที่ข้างหลังยังมีเงาคนอยู่หนึ่งคน เหมือนใส่เสื้อกันลม สวมหมวกแก๊ป เห็นหน้าไม่ชัด
เย่อวี้อึ้งอยู่พักหนึ่ง เงาคนนี้... เหมือนจะคุ้นๆ ตา?
“ตอนที่ผมได้รูปถ่ายใบนี้ล่ะก็สังเกตเห็นแล้วว่าในรูปมีคนซ่อนอยู่สองคน ในตอนแรกผมได้ตัดคุณออกไปแล้ว ยังไงซะคุณก็เพิ่งจะปรากฎปรากฏตัวในอีกทิศทางหนึ่งหลังจากที่เฉินเหยียนเดินออกจากตึกหลักผ่านไปสิบนาที พูดในเชิงตรรกะแล้ว ตอนนั้นคนที่เขาย่องตามไม่น่าจะเป็นคุณ แต่เมื่อพิจารณาว่าคุณกับคนที่แอบซ่อนอยู่ปรากฎปรากฏตัวพร้อมกัน เพื่อพิสูจน์เรื่องบางอย่างกับคุณ จึงมีการพบกันครั้งนั้นของพวกเรา”
“เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้คุณพูดว่า `ในตอนแรก`?” เย่อวี้สังเกตการใช้คำของโหลวเยวี่ย “หรือก็คือว่าตอนหลังคุณก็ยังสงสัยผมอยู่ดี??”
“ใช่ ก็หลังจากตอนเช้าที่ได้พบคุณ” โหลวเยวี่ยไม่แสดงสีหน้า ดูไม่ออกว่ามีอารมณ์แบบไหน
“คุณแน่ใจได้ยังไงว่าผมมีปัญหา? จากสมมติฐานพวกนี้หรอเหรอ? พูดตรงๆ พวกคุณก็ไม่มีหลักฐานไหนมายืนยันคำพูดของพวกคุณเลย จะว่าไปโลกเสมือนจริงฆ่าคนได้ก็ดี หินกุญแจเลือดกก็แล้ว แต่มันก็ไม่มีหลักฐานอะไรหลงเหลืออยู่ในสถานที่เกิดเหตุเลยนี่?” การที่อยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยทำให้ เย่อวี้รู้สึกไม่พอใจ
“หลักฐานไม่ใช่ว่าไม่มี ยังจำเบียร์ก่อนหน้านั้นที่คุณดื่มไปได้ไหม?” โหลวเยวี่ยลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะน้ำชาข้างๆ เทกาแฟสองแก้ว ยื่นแก้วหนึ่งไปให้เย่อวี้
เย่อวี้มองแล้วมองอีก ไม่กล้ารับไป
“วางใจเถอะ รอบนี้ไม่ได้วางยา” โหลวเยวี่ยมุมปากเชิดขึ้นนิดๆ มองอีกฝ่ายแบบล้อเลียนหยอกล้อ
เย่อวี้ถูกมองจนไม่สบายตัวจึง รับแก้วมาอย่างลังเล แต่ก็ไม่มีความคิดที่จะดื่มเลยแม้แต่นิด
โหลวเยวี่ยก็ไม่ใส่ใจ นั่งลงแล้วจิบกาแฟ พูดต่อไปว่า
“เรื่องของการฆ่าคนด้วย `โลกเสมือนจริง` ผมก็ได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้ว จะต้องมีเงื่อนไขสามอย่างถึงจะทำได้คือ หนึ่ง สถานที่จะต้องเป็นมีสภาพแวดล้อมแบบปิด พยายามลดการรบกวนจากภายนอก สอง สมองของคนที่ถูกกระทำจะต้องได้รับภาระถึงจุดพังทลายในระดับหนึ่ง ถึงจะ `จุดชนวนระเบิด` ได้ สุดท้าย ต้องให้คนที่ถูกกระทำอยู่ในสภาวะหมดสติชั่วคราว ถึงจะทำได้แบบ `เชื่อมติดสนิท` ข้อแรกกับข้อที่สองได้ตรงเงื่อนไขแล้ว สำหรับข้อที่สามนั้น พวกเราก็มีหลักฐานยืนยัน”
“ที่จริงแล้วพวกเราตรวจเจอยาสลบปริมาณเล็กน้อยในร่างยกายเฉินเหยียน พร้อมกันนั้นยังมีจุดเล็กๆ อยู่จุดหนึ่ง” พี่มู่ลุกขึ้นเรียกจอภาพจากกำแพงข้างๆ ดึงรูปถ่ายใบหนึ่งออกมา
มันเป็นภาพขยายบริเวณมือ คล้ายๆ ภาพถ่ายชันสูตรศพของเฉินเหยียน เย่อวี้มองอย่างละเอียด ปรากฎปรากฏว่าที่นิ้วชี้ข้างขวามีจุดแดงๆ เล็กมากๆ อยู่จุดหนึ่ง เหมือนจะเป็น... รูเข็ม?
“ตำแหน่งของจุดสีแดงนี้ แต่เดิมน่าจะเป็นตำแหน่งซึ่งที่สวมแหวนที่สงสัยว่าจะเป็นหินกุญแจเลือด หรือว่าในแหวนถูกคนแอบซ่อนเข็มยาสลบเอาไว้?”
“ฮ่าๆ ๆ ความสามารถในการใช้เหตุผลและการสังเกตของคุณไม่เลวเลยจริงๆ เป็นนักข่าวคงน่าเสียดายแย่ ลองพิจารณามาเป็นผู้ตรวจสอบฝึกหัดที่หน่วยงานของพวกเราดูไหม”
พี่มู่หัวเราะขึ้นมา เอามือาลูบหัวเย่อวี้แบบชื่นชม
เย่อวี้รีบจับแก้วกาแฟในมือแน่น สีทำหน้าทำตัวไม่ถูก “งั้น... ถึงแม้เงื่อนไขพวกนี้จะตรงกันหมด แต่ที่สำคัญ คือตัวควบคุมโลกเสมือนจริงนั่้นล่ะ? พวกคุณก็ไม่เจอในสถานที่เกิดเหตุนี่ิ?”
“เหมือนอย่างที่คุณเห็นเมื่อสักครู่ ตัวควบคุมแบบนั้นอาจเล็กใหญ่เท่าเพียงเครื่องประดับก็ได้ และในสถานที่เกิดเหตุมีเพียงสิ่งเดียวที่หายไปก็คือแหวนวงนั้น” โหลวเยวี่ยไม่ได้พูดต่อ
“ส่วนที่ห่วงเของป็นห่วงของแหวน... หรือว่าแหวนวงนั้นจะเป็นเครื่องมือในการก่อคดีที่อาชญากรรมสมบูรณ์แบบ !?” เย่อวี้ถึงบางอ้อเลยทีเดียว
โหลวเยวี่ยพยักหน้าเบาๆ วางแก้วกาแฟลง
“เอาล่ะ ถึงแม้เฉินเหยียนจะถูกคนวางแผนเล่นงานโดยใช้โลกเสมือนจริงฆ่าตาย แต่ทำไมคุณถึงสงสัยผมในตอนหลัง? ทำไมถึงต้องล่อผมมาที่นี่แล้วทำกับผมแบบนี้?”
“มันก็ย่อมต้องมีเหตุผลของมัน” โหลวเยวี่ยหมุนกำไลห่วงข้อมือ จอภาพที่อยู่ตรงหน้าเย่อวี้แสดงข้อมูลชุดหนึ่งและเส้นโค้งที่ซับซ้อน “นี่คือเส้นโค้งคลื่นสมองของคุณตอนที่อยู่ในที่อยู่ในระหว่างกระบวนการของของคุณตอนที่อยู่ใน `โลกเสมือนจริง` ก่อนหน้านี้ เนื่องจาก `โลกเสมือนจริง` เกิดจากการที่พวกเราตั้งค่าไว้ ฉะนั้นพวกเราจึงสามารถเห็นกระบวนการทำงานในสมองของคุณที่มีต่อภาพเหตุการณ์ฉากที่เกิดขึ้นได้ และ้วตัดสินว่าคุณจะมีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจริงๆ ต่อบางสิ่งบางอย่าง”
“บางสิ่งบางอย่าง?”
“ใช่แล้ว ถ้าหากคุณเคยสัมผัสหรือใช้หินกุญแจเลือด จะต้องอ่านความทรงจำของต่อ `โลกเสมือนจริง` ได้ และมีปฏิกิริยาต่อภาพเหตุการณ์ฉากของหินกุญแจเลือด สิ่งเหล่านั้นจะแสดงออกมาผ่านการทำงานของคลื่นสมอง”
“พวกคุณสงสัยว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับหินกุญแจเลือด?” เย่อวี้พอนึกถึงตัวเองความรู้สึกที่ทั้งไร้ความช่วยเหลือและสิ้นหวังของตัวเองตอนอยู่ใน `โลกเสมือนจริง` ที่รู้สึกไร้การช่วยเหลือแถมสิ้นหวัง ในใจก็เริ่มมีความไม่พอใจเกิดขึ้น “ในตอนนั้นผมไม่เคยรู้เลยว่ามีของอย่างหินกุญแจเลือดแบบนี้ ไม่มีทางที่จะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในมือพวกคุณก็มีหินกุญแจเลือดของจริงอยู่แล้ว ค้นสมองของผมโดยตรงก็ได้แล้วนี่ิ? จะเล่นใหญ่แบบนี้ไปทำไม?”
“เพราะความ `พิเศษ` ของคุณ ซึ่งมันก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงสงสัยคุณในตอนหลัง” โหลวเยวี่ยมองตรงไปที่เย่อวี้ แววตาเหมือนมีแสงวิ่งผ่าน “คุณมี `คุณสมบัติขับไล่` ”
“ `คุณสมบัติขับไล่` ??” เย่อวี้ฟังแล้วงงไปหมด “มันคืออะไร?”
โหลวเยวี่ยมองไปที่แก้วกาแฟในมือนิ่ง เงียบไปสักพัก เหมือนกำลังคิดอยู่ว่าจะอธิบายยังไง แต่ก็รีบละสายตาแล้ว พูดว่า “คุณคงรู้ว่าในตัวของคนเรามีระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าหากมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย กลไกการขับไล่จะทำงาน เซลล์ของพวกเราจะพยายามขับไล่ผู้บุกรุกออกไป ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากคลื่นสมองภายนอกต้องการอยากจะรบกวนสมองของพวกเรา มันก็จะทำให้กลไกการขับไล่ของพวกเราทำงานเหมือนกัน แต่ด้วยความพิเศษของมัน การทำงานนี้เห็นได้ไม่ชัดเหมือนการขับไล่ของร่างกาย และคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถต่อต้านการบุกรุกของคลื่นสมองได้”
“แต่ว่า...” โหลวเยวี่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หันไปมองที่เย่อวี้ “มีกลุ่มคนประเภทหนึ่งที่มีความพิเศษด้านร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาสามารถป้องกันการบุกรุกของคลื่นสมองภายนอกและขับไล่ออกไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขับไล่ออกไป ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีการช่วยเหลือจากหินกุญแจเลือดก็ไม่สามารถรบกวนสมองของพวกเขาได้ พวกเราเรียกคนประเภทนี้ว่า `ผู้ขับไล่` แต่ `ผู้ขับไล่` มีน้อยมาก ในอัตราส่วนประชากรมีไม่ถึงหมื่นต่อหนึ่ง”
“ตั้งแต่ที่ความพิเศษของหินกุญแจเลือดถูกค้นพบ ทางการก็นึกถึงความปลอดภัยของประเทศ เบื้องบนหวังว่านักการเมืองคนที่สำคัญๆ ก็มีระบบภูมิคุ้มกันแบบ `ผู้ขับไล่` เพื่อป้องกันการรบกวนจากของคลื่นสมองภายนอกที่คาดไม่ถึง ต้องรู้ว่าในตอนนี้ยังมีหินกุญแจเลือดอยู่สามก้อนที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของทางการ ถ้าหากถูกองค์กรไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ ผลที่ตามมาอาจเป็นเรื่องร้ายแรง ฉะนั้นช่วงหลายปีมานี้ทางการจึงได้ลงทุนดำเนินการวิจัยยาป้องกันคลื่นสมองอย่างลับๆ และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ถึงแม้ระบบภูมิคุ้มกันจะไม่สมบูรณ์แบบเท่า `ผู้ขับไล่` แต่อย่างน้อยก็สามารถมีการป้องกันขั้นพื้นฐานในระยะเวลาหนึ่ง” โหลวเยวี่ยหยิบแก้วกาแฟขึ้นมา จิบไปนิดหน่อย
“งั้นพวกคุณก็ใช้ยานี้สร้างได้รับการป้องกันในระดับหนึ่งสินะหรอ?” เย่อวี้ถามต่อ
“คนของพวกเราจะมากจะน้อยก็มีความสามารถในการป้องกันคลื่นสมองในระดับหนึ่ง แถมเมื่อรู้ถึงความพิเศษของหินกุญแจเลือด ไม่ว่าใครก็ต้องมีความระแวงไม่ใช่หรอเหรอ?” โหลวเยวี่ยหลุบตาลง “ยังไงทุกคนก็มี `ความลับ` ที่ไม่อยากให้คนอื่นได้รู้”
“เมื่อคิดต่อจากแนวคิดนี้ ถ้ามีองค์กรอื่นได้ครอบครองหินกุญแจเลือด ก็ต้องคิดเหมือนพวกเราแน่นอน” คนที่พูดคือพี่มู่ที่อยู่ข้างๆ
“เพราะกลัวจะถูกอ่านสมอง ดังนั้นก็จะพยายามหาวิธีให้มี `คุณสมบัติขับไล่` แบบนี้ เพื่อให้ตัวเองปลอดภัยมากขึ้น?”
“ใช่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากใครบางคนมีภูมิคุ้มกันแบบนี้ แต่แถมไม่ใช่ `ผู้ขับไล่` โดยแบบธรรมชาติล่ะก็...” พี่มู่หยุดไปครู่หนึ่ง “งั้นเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับหินกุญแจเลือดสูงมาก”
การตั้งสมมติฐานแบบนี้ก็ดูสมเหตุสมผล... เย่อวี้ยังสงสัยอยู่ แต่ว่า...เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้พวกเขาบอกว่าเราก็มี ‘`คุณสมบัติขับไล่’ `?!
เหมือนเย่อวี้จู่ๆ ก็จะนึกอะไรขึ้นมาได้ทันที จึงถามด้วยแล้วอาการเคร่งเครียดว่า “พวกคุณรู้ได้ยังไงว่าผมมีความสามารถแบบนี้อยู่? หรือว่า... พวกคุณเคยลองพยายามอ่านสมองของผม?”
“คุณพูดถูกแล้ว” โหลวเยวี่ยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ก็คือวันนี้ตอนที่ได้พบกับคุณวันนี้ไงล่ะ”
------------------------------------------------