แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0010 ตอนที่ 11
ตอนที่ 10 นักผู้ลอบสังหาร
เย่อวี้นึกถึงความรู้สึกที่ถูกบุกรุกในตอนนั้นทันที ที่แท้ตอนนั้นก็ถูกผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ค้นสมองไปแล้ว!?
“คุณ... คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้!?” เย่อวี้รู้สึกโมโห เสียงเริ่มดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เพื่อหาบุคคลต้องสงสัยที่อยู่ในฉากหลังของรูปใบนั้น” โหลโหลวเยวี่ยสีหน้าเรียบเฉย “คุณกับเขาปรากฎปรากฏตัวในสถานที่เดียวกัน ถึงแม้คุณจะไม่สังเกต แต่ความทรงจำที่ซ่อนอยู่ของคุณอาจจะมีเบาะแสของคนคนนี้”
“แต่ที่น่าเสียดาย คือ ที่ผมยังไม่ทันได้เข้าไปในสมองของคุณก็ถูกไล่ออกมาแล้ว ว่าแต่ก็การทำให้ผมค้นพบ `ผู้ขับไล่` อีกคนหนึ่งโดยบังเอิญ ถือว่าได้ผลลัพธ์ไม่เลว” โหลโหลวเยวี่ยยังคงดื่มกาแฟต่อโดย ไม่สนใจความโกรธของเย่อวี้
“ถึงแม้จะต้องการตรวจสอบ แต่ คุณก็ไม่สามารถบุกรุกสมองของคนอื่นโดยพลการไม่ได้สิ! หรือว่าตอนนั้นคุณค้นทุกคนที่อยู่ในออฟฟิศตของพวกเราเลยทั้งหมด!?”
“ผมต้องแก้ไขคุณสองจุด เรื่องแรก ถึงแม้หินกุญแจเลือดสามารถเพิ่มคลื่นสมองของมนุษย์คนได้ แต่การจะบุกรุกสมองของคนอื่นได้ยังต้องการการสัมผัสทางร่างการเป็นตัวเชื่อม หรือก็คือผมต้องแเตะอีกฝ่ายโดยตรงถึงจะได้ เรื่องถัดมา การจะใช้หินกุญแจเลือดจะสร้างภาระที่หนักมากให้กับสมอง ถ้าหากผมค้นคนเยอะขนาดนั้นทำเหมือนอย่างที่คุณพูดเมื่อครู่ กี้ค้นคนเยอะขนาดนั้น ตอนนี้ผมคงมีสภาพที่ไม่ต่างจากเฉินเหยียนแล้ว” พูดจบโหลโหลวเยวี่ยก็ถอนหายใจ เหมือนอีกฝ่ายถามคำถามที่โง่มาก
“งั้นที่คุณทำกับผมต่อจากนั้นทั้งหมดก็เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าผมเป็น `ผู้ขับไล่` โดยธรรมชาติหรือเปล่าสินะ?” เย่อวี้พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง
“ถูก” โหลโหลวเยวี่ยตอบสั้นๆ
“...”
เย่อวี้คิดจะพูดบางอย่างอะไร แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน ถึงแม้ปฏิกิริยาของเขาตอนที่อยู่ใน `โลกเสมือนจริง` จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้แล้ว แถมการเป็น `ผู้ขับไล่` ก็ทำให้ไม่ต้องกังวลว่า `พื้นที่ปลอดภัย` ของตัวเองจะถูกบุกรุก แต่เขายังคงจำความเจ็บปวดขณะตอนที่ต่อต้านการบุกรุกของคลื่นสมองเขายังคงจำได้อย่างชัดเจน
พูดถึงการบุกรุก... เดี๋ยวก่อน ความรู้สึกนั้นไม่ได้ใช่มีแค่ครั้งเดียว!
เย่อวี้นึกถึงเมื่อตอนบ่ายตอนที่กลับไปที่พักเมื่อตอนบ่ายทันที ผู้ชายที่ใส่เสื้อกันลมที่ชนเขาคนนั้น!
“ผมนึกเบาะแสอะไรออกแล้ว! เอารูปถ่ายใบนั้นให้ผมดูอีกครั้งเร็ว!” เย่อวี้ตะโกนใส่โหลโหลวเยวี่ยด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเย่อวี้ โหลโหลวเยวี่ยก็ไม่รอช้า รีบ เปิดจอภาพเสมือนจริงขึ้นมาแล้วทันที ดึงรูปออกมา
“คนที่อยู่ตรงฉากหลังคนนั้น ขยาสยให้หน่อย!”
บางส่วนของรูปถ่ายถูกขยายให้ใหญ่ที่สุด เผยให้เห็นการแต่งตัวของคนที่แอบซ่อนอยู่ถูกแสดงออกมา คนคนนั้นใส่เสื้อกันลมสีเข้ม หมวกแก็ปถูกกดต่ำมากๆ เพื่อซ่อนใบหน้าของตัวเอง ดูจากรูปร่างและการแต่งตัวแล้ว คล้ายๆ กับผู้ชายที่เจอเมื่อบ่ายวันนี้ตอนบ่าย
เย่อวี้เล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่อพาร์ทเม้นท์เมื่อตอนบ่ายให้โหลโหลวเยวี่ยฟัง ยิ่งเย่อวี้เล่าต่อไป สีหน้าของโหลโหลวเยวี่ยก็ค่อยๆ จริงจังซีเรียสขึ้นมา
“เรื่องอาจจะมีพลิกผัน” พี่มู่ที่อยู่ข้างๆ พูดด้วยเสียงต่ำด้วยที่มีสีหน้าหนักใจ
“คืนนี้ให้คุณพักอยู่ที่นี่ และภายใน 24 ชั่วโมงตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปภายใน 24 ชั่วโมงนี้ คุณห้ามกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์นั้นไม่ได้” โหลโหลวเยวี่ยมองไปที่เย่อวี้ น้ำเสียงไม่อาจขัดได้จน แทบจะเป็นคำสั่ง
“ทำไม...?” เย่อวี้ถามเสียงอ่อยๆ
“คุณยังไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองอีกรึไง?” โหลโหลวเยวี่ยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณมีปัญหาแล้ว”
เย่อวี้ถูกจ้องจนเหงื่อตก ถึงขนาดการทำให้โหลโหลวเยวี่ยแสดงสีหน้าแบบนี้ทั้งๆ ที่ปกติจะมีสีหน้าเรียบเฉยได้ สงสัยคำว่า `ปัญหา` ในปากของเขาจะไม่เล็กเลยทีเดียว
“ถ้าหากชายชุดกันลมที่คุณเจอเมื่อตอนบ่ายวันนี้พยายามค้นสมองของคุณ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนคนนี้จะต้องมีหินกุญแจเลือดอยู่ในมือ” โหลโหลวเยวี่ยยืนขึ้นพูดต่อ “และเมื่อดูจากเบาะแสที่มีอยู่ในตอนนี้ เขามีโอกาสที่จะเป็นคนที่ซ่อนอยู่ในรูปสูงมาก ถ้าอย่างนั้นจุดมุ่งหมายที่เขาจะค้นสมองของคุณคงเหมือนพวกเรา คือให้แน่ใจว่าในสมองของคุณจะมีความทรงจำเกี่ยวกับเขาในตอนนั้นหรือเปล่า”
“แต่ว่าเขากลับถูกร่างกายของผมเรา `ขับไล่` ออกไป จนค้นสมองและไม่สำเร็จ...”
“ใช่แล้ว เขาก็เลยพบ `คุณสมบัติขับไล่` ของคุณ และจุดนี้ที่ทำให้คุณตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก” โหลโหลวเยวี่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“นี่มัน.... หมายความว่ายังไง?”
“เหตุผลก็ง่ายๆ ถ้าหากคนธรรมดารู้ว่าหินกุญแจเลือดมีความพิเศษที่สามารถอ่านความทรงจำของคนอื่นได้ และเขาก็เจอคนที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีหินกุญแจเลือด ปฏิกิริยาแรกของเขาจะทำยังไง?” โหลว่เยวี่ยกอดอก รอคำตอบจากเย่อวี้
“ห่างจากเขา หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเขา” เย่อวี้พูดโดยไม่คิด
“แล้วถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ล่ะ?”
“งั้น...” เย่อวี้ลังเลสักพัก คำพูดอยู่ที่ปากแล้วแต่ก็พูดไม่ออก จมอยู่ในความเงียบ
“คงแค้นจนอยากจะฆ่าเขา” โหลโหลวเยวี่ยตอบคำถามนั้นแทนเขา “คนเรามักจะเลือกวิธีที่สุดโต่งเพื่อป้องกัานร `ความลับ` ที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจ มักจะเลือกวิธีที่สุดโต่ง”
เย่อวี้ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขารู้ว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร
คนที่มี `คุณสมบัติขับไล่` นอกจากเป็น `ผู้ขับไล่` หนึ่งในหมื่นที่มาจากธรรมชาติแล้ว ก็มีแต่คือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหินกุญแจเลือด ถึงแม้เย่อวี้จะเป็น `ผู้ขับไล่` โดยธรรมชาติ แต่ในสายตาอีกฝ่ายเกรงว่าจะเป็นอีกแบบหนึ่งมากกว่า แถมอีกฝ่ายยังเชื่อว่าเย่อวี้ตัวเองเห็นเขาในคืนที่เฉินเหยียนเกิดเหตุอีก ถ้าหากชายชุดกันลมคือคนร้ายในคดีของเฉินเหยียน เมื่อดูจากลักษณะการทำงานของเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตัวเองคงจะเป็นเป้าหมายในการลอบสังหารรายต่อไปของอีกฝ่าย
เมื่อนึกถึงตอนนี้ เย่อวี้ก็เริ่มเศร้าขึ้นมา ว่าไปแล้วจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็คือการทำงานล่วงเวลาของเมื่อคืน ถ้าหากตอนนั้นไม่กลับบริษัทล่ะก็ ตัวเองก็ยังคงยังมีชีวิตธรรมดาๆ แบบนักข่าวทั่วไป ไม่ต้องจมอยู่กับปัญหาที่ลึกแบบนี้
แต่ว่าวิถีชีวิตของเย่อวี้ไม่มาสามารถสงบได้อีกต่อไป
“ปังๆ ๆ ...” ภายในห้องพักมีเสียงเคาะประตูดังถี่ๆ ขึ้น คนที่เข้ามาคือเป็นอาฉีซึ่งที่เป็นบาร์เทนเดอร์ที่เย่อวี้เคยเจอก่อนหน้านี้
“พี่มู่ เกิดเรื่องแล้ว” สีหน้าของอาฉีดูมีความตึงเครียดเล็กน้อย “รีบมาดูข่าวก่อนเร็ว!” ขณะพูดก็เปิดจอภาพที่อยู่บนกำแพงขึ้น “ข่าวใหม่ล่าสุด เมื่อสิบห้านาทีก่อน หรือก็คือคืนวันนี้ตอนห้าทุ่มสามสิบนาที ตึกอพาร์ทเม้นท์ที่ถนนน xx ในเมืองได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น จุดที่เกิดการระเบิดอยู่ที่ชั้นสามของอพาร์ทเม้นท์ ห้อง 302 จากการคาดการณ์เดาช่วงต้น สาเหตุมาจากแก๊สรั่ว ไฟที่เกิดจากการระเบิดได้ลุกลามไปทั้งชั้น ตอนนี้ได้ทำการอพยพฉุกเฉินผู้พักอาศัยโดยด่วนแล้ว ยังไม่ทราบว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต...”
เย่อวี้ลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน จ้องหน้าจอเหมือนคนไร้วิญญาณ ร่างการเริ่มสั่นขึ้นมา
สถานการณ์บนหน้าจอเห็นไฟลุกโชน ผู้คนวิ่งหนีกันแตกตื่น รถดับเพลิงมาคันแล้วคันเล่าคอยฉีดน้ำในสถานที่เกิดเหตุ อพาร์ทเม้นท์ที่ถูกไฟคลรอกบอยู่ที่บนจอนั้น ก็คืออพาร์ทเม้นท์ของเย่อวี้ และห้อง 302 ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการระเบิดนั้น ก็คือห้องของเขา
“นี่เป็น... อพาร์ทเม้นท์...ของผม...” เย่อวี้ที่อยู่ในอาการตกใจไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว
“เชอะ... เริ่มลงมือแล้วหรอเหรอ?” โหลโหลวเยวี่ยขมวดคิ้ว แต่เหมือนจู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงทันที หันไปถามเย่อวี้ว่า “วันนี้คุณขับรถมาที่นี่สินะนิ? รถอยู่ไหน?
“ใช่... ก็จอดอยู่ที่ลานจอดรถกลางแจ้งที่อยู่ซอยตรงข้ามของบาร์ ทำไมหรอเหรอ?”
โหลโหลวเยวี่ยกับพี่มู่ที่อยู่ข้างๆ สบตากัน พี่มู่เข้าใจรับรู้ทันทีแล้วรีบพาอาฉีวิ่งออกจากห้องไป
“คุณอยู่ที่บาร์นี้ชั่วคราวก็แล้วกัน ที่นี่เป็นคนของเราทั้งหมด คุณมีปลอดภัยมากแน่นอน แต่จำไว้ว่าอย่าพบเจอติดต่อคนอื่นและอย่าบอกใครคนอื่นด้วยว่าคุณอยู่ที่ไหน” โหลโหลวเยวี่ยพูดกับเย่อวี้
เย่อวี้พยักหน้าเงียบๆ ในใจเขาก็รู้ดีว่า ยังไงตัวเองก็ถูกคนเพ่งเล็งอยู่ การระเบิดครั้งนี้คงจะเป็นฝีมือของนักผุ้ลอบสังหารคนนั้น ถ้าหากตอนนี้เขาปรากฎปรากฏตัวแบบตามใจตัวเอง อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์รอบๆ ตัวเดือดร้อนก็ได้
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เย่อวี้รับสายแบบไม่คิดอะไร ยังไม่ทันได้อ้าปาก ในโทรศัพท์มือถือก็มีเสียงกระวนกระวายของเสี่ยวฮวาที่กระวนกระวายดังขึ้นจาก โทรศัพท์มือถือ “ฮัลโหลโหลว เย่อวี้หรอเหรอ! แกอยู่ที่ไหน?! ไม่เป็นไรใช่ไหม! รีบพูดเร็วๆ สิ!!”
น่าจะเป็นเสี่ยวฮวาน่าจะเห็นข่าว เลยรีบโทรศัพท์มาหา เย่อวี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ
“เอ่อิ่ม... ฉันเราอยู่ข้างนอก ไม่ได้เป็นอะไร...” เย่อวี้สูดลมหายใจลึกๆ พูดอย่างแเผ่วเบา
“ฉันเราตกใจแทบแย่... กลัวแกจะเป็นอะไรไป...” พอได้ยินเสียงของเย่อวี้ เสี่ยวฮวาเหมือนจะวางใจลงได้บ้าง “จะว่าไปแล้ว แกได้รับบาดเจ็บไหม? ให้ฉันเราไปหาแกเปล่า?”
“ไม่ ไม่ต้อง!” เย่อวี้ฟังแล้วเริ่มตึงเครียดขึ้นมา “เอ่อ... ฉันเรากำลังอยู่กับตำรวจ... ไม่ได้รับบาดกเจ็บ ในสถานการณ์แบบนี้คนเยอะจะยิ่งยุ่ง แกอย่าเพิ่งมาเลย”
“แก...ไม่มีปัญหาแน่นะ?” เสี่ยวฮวายังเป็นห่วงอยู่
“ไม่เป็นไร ตอนนี้ฉันเราปลอดภัยมาก... ว่าแต่ล้วก็ พรุ่งนี้ลางานให้ฉันเราหน่อยสิ” เย่อวี้พูดเหมือนทำตัวผ่อนคลาย
พรุ่งนี้คงไม่สามารถไปที่บริษัทไม่ได้แน่อยู่แล้ว แถมในสถานการณ์ที่มีอันตรายต่อชีวิตทุกเวลาแบบนี้ ต่อไปจะได้ไปทำงานอีกหรือเปล่ายังไม่รู้เลย
“... งั้นก็ได้” เมื่อฟังเย่อวี้แน่วแน่ขนาดนี้ เสี่ยวฮวาได้แต่สั่งอีกสองสามประโยค “แกต้องระวังความปปลอดภัยไว้ด้วย ถ้าต้องการอะไรก็มาหาฉันเราได้”
“ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง” เย่อวี้พยายามควบคุมอารมณ์ มือซ้ายกดมือขวาที่สั่นไม่หยุดไว้ เขารู้สึกว่าตัวเองแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือก็ถือไม่อยู่แล้ว
พอวางสายลง เย่อวี้ก็นั่งกลับลงไปที่เก้าอี้ กดหัวลงที่ในแขนทั้งสองข้าง ทำไมเรื่องถึงเปป็นแบบนี้ได้?!
“กริ๊ง...” เสียงจากมือถือที่ดังขึ้นช่วยดึงเย่อวี้ออกจากความรู้สึกตกต่ำ ครั้งนี้เป็นพ่อแม่ของเขา เย่อวี้พยายามแกล้งวทำเป็นไม่ด้เกิดเรื่องอะไรเพื่อปลอบใจพ่อแม่ให้พวกเขาสบายใจ หลังจากนั้นก็มีคนโทรศัพท์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นพวกญาติสนิทมิตรสหายที่เป็นห่วงเย่อวี้ แม้กระทั่งหัวหน้าหวังยังโทรมาเลย
ในขณะที่เย่อวี้ทั้งรู้สึกซาบซึ้งและแต่ก็ยังมีความรู้สึกผิดกับคำพูดของตัวเองเขาไปพร้อมกัน เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะโกหก เขาแค่ไม่อยากให้ครอบครัวและเพื่อนต้องเป็นห่วง ยิ่งไม่อยากเห็นคนสำคัญรอบๆ ตัวเขาต้องเจออันตรายโดยไม่จำเป็น ถ้าหากนี่คือสิ่งที่ชะตาของเขาที่ต้องเจอ เขาก็ยอมที่จะรับกรรมคนเดียว นี่คือความดื้อรั้นของเย่อวี้ แต่ก็เป็นความอบอุ่นของเขาเช่นกัน
“คุณมีความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่เลว แต่เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา ช่วงระยะเวลานี้อย่าติดต่อพวกเขาจะดีที่สุด” แววตาของโหลโหลวเยวี่ยเหมือนจะแสดงอารมณ์ที่ซับซ้อนที่สังเกตได้ยาก แต่ชั่วพริบตาก็กลับมาสงบเหมือนเดิม “ส่วนทางฝั่งบริษัทของคุณนั้น ผมจะจัดการให้คุณ...”
พูดยังไม่จบก็มีเสียงดังสนั่นเกิดขึ้น ห้องทั้งห้องก็สั่นไหวไปด้วย เหมือนมีที่มาไม่ไกลจากบาร์เหล้า
“แย่แล้ว” โหลโหลวเยวี่ยสีหน้าเปลี่ยนไป แล้วหันหลังวิ่งออกจากห้องไป
------------------------------------------------