แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0011 ตอนที่ 12
ตอนที่ 11 เบาะแส
พอเห็นการกระทำของโหลวเยวี่ย เย่อวี้ไม่รู้จะทำยังไงได้แต่วิ่งตามออกจากห้องไป แต่แค่ไม่กี่ก้าวก็เห็นโหลวเยวี่ยหยุดอยู่ที่ประตูบาร์เหล้า คนที่เดินสวนมาคือพี่มู่กับอาฉีคนนั้น ทั้งสองคนสภาพดูไม่จืดเลย แต่สีหน้าสงบ
“มีข่าวร้าย รถระเบิดไปแล้ว ถูกใครบางคนวางยาไว้” พี่มู่บัดฝุ่นที่บนตัวออก มองไปที่เย่อวี้ที่อยู่ข้างหลังโหลวเยวี่ย
เย่อวี้ตะลึงแล้วก็ยิ้มแบบขมขื่น ไอ้คนชั่ว ระเบิดบ้านไปแล้วยังไม่พอ ยังจะมาระเบิดรถเขาตัวเองอีกเหรอ? คนคนนั้นมันต้องการจะฆ่าให้ตายเลยจริงๆ
โหลวเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินขึ้นไปถามว่า “พวกคุณไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม?”
พี่มู่ส่ายหน้าเบาๆ เดินเข้าไปในบาร์ หันไปส่งสัญญาณมือให้ `ลูกค้า` ที่มีอยู่ไม่กี่คนในร้าน ส่วน `ลูกค้า` พวกนั้นเหมือนกำลังรอคำสั่งจากพี่มู่อยู่แล้ว ต่างพากันทำตามสัญญาณมือ เพียงไม่นานในบาร์ก็เหลือแค่พวกเขาสี่คน
“ก่อนที่พวกเราจะเข้าใกล้ได้สแกนรถไปแล้ว จึงได้เห็นระเบิดเวลาทันที แต่เสียดายตอนที่ได้เห็นก็ไม่มีเวลาเก็บกู้แล้ว” พี่มู่ปิดประตู หันหลังกลับไปพูดกับโหลวเยวี่ยว่า “แต่ระเบิดทำได้หยาบมาก นอกจากการตั้งเวลาแล้วก็ไม่มีระบบควบคุมอย่างอื่น เหมือนว่าคนร้ายไม่ได้มีการวางแผนที่ละเอียด น่าจะเป็นการลงมืออย่างกระทันหัน”
เมื่อดูจากตรงนี้ นักผู้ลรอบสังหารคนนั้นเพียงแค่อาศัยตารางเวลาที่ผ่านมาของตัวเอง ไปวางยาเตาแก๊สที่ห้องก่อนหน้านี้ และเพื่อป้องกันความผิดพลาด ยังติดตั้งระเบิดเวลาไว้ที่รถ ถ้าหากวันนี้ไม่ใช่คิดจะมาที่บาร์ ตัวเองคงจะหนีไม่พ้น... เมื่อนึกถึงตอนนี้ เย่อวี้ก็เริ่มรู้สึกกลัว
“แต่ยังมีข่าวดีอยู่ เราได้เจอเบาะแสแล้ว” พูดจบพี่มู่ก็กดโทรศัพท์มือถือ ฉายภาพโฮโลแกรมของรถยนต์คันหนึ่งขึ้นมา เย่อวี้เห็นแวบตาเดียวก็รู้ว่าเป็นรถของตัวเอง
“นี่เป็นภาพสแกนสามมิติของรถที่พวกเราสแกนมาเมื่อครู่กี้พวกเราได้สแกนมา” พี่มู่ปรับภาพหมุนไปที่ถังน้ำมันของรถแล้วขยาย มีระเบิดเวลาขนาดเล็กปรากฎปรากฏอยู่ที่ข้างใต้ถังน้ำมัน
มันคือเป็นระบบจุดชนวนระเบิดขนาดเท่าเหรียญ เชื่อมต่อกับเครื่องนับเวลาขนาดเล็ก ที่น่าสนใจคือตรงกลางจานโลหะนี้มีภาพประหลาดพิมพ์อยู่ เหมือนจะถูกพ่นด้วยสีน้ำมันสีแดง
ทั้งรูปมีลักษณะเป็นวงกลม ตรงกลางดาวหกแฉกที่เป็นพื้นหลังมีคฑาคทาอันหนึ่งตั้งอยู่ บนยอดของคฑาคทาเป็นดวงลูกตาหนึ่งดวงหนึ่ง งูตัวตัวหนึ่งเลื้อยตามคฑาคทาขึ้นไป กัดเข้าไปที่ดวงตาที่อยู่บนยอดคฑาคทา มีเลือดสดไหลออกจากหางตาทำให้รู้สึกน่ากลัวยิ่งขึ้น
“สมาคมเซิ่งเหยียน” โหลวเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย “พวกเขาหายไปนานมากแล้วไม่ใช่เหรอ?”
สมาคมเซิ่งเหยียน... เหมือนจะคุ้นๆ หู? เย่อวี้พยายามนึกอยู่ และนึกขึ้นมาได้ทันที
มันคือเป็นลัทธิซาตานที่ถูกทางการกวาดล้างเมื่อหลายปีก่อน นับถือปีศาจตัวหนึ่งในตำนานตะวันตก หลักคำสอนก็เป็นพวกการหลอกลวงว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ แต่แท้จริงแล้วคอยปล้นทรัพย์สินของผู้ติดตาม มีผู้ติดตามลัทธิไม่น้อยที่ถูกล้างสมองจนสิ้นเนื้อประดาตัว ดังนั้นทางการเลยยื่นมือเข้ามาจัดการ ผู้นำและบุคคลสำคัญล้วนถูกศาลพิพากษา ตอนนั้นเรื่องราวใหญ่โตมาก แต่ตอนหลังก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย สัญลักษณ์ของสมาคมเซิ่งเหยียนก็คือรูป `งูกัดตา` อันแปลกประหลาดนี้ แต่ทำไมถึงปรากฎปรากฏอยู่ที่นี่? หรือว่า... พวกเขาได้กลับมาอีกครั้ง?
“ฉันเราให้ลูกน้องคนข้างล่างไปหาข้อมูลแล้ว ไม่นานก็น่าจะได้ผล” พี่มู่เก็บภาพโฮโลแกรม พูดกับโหลวเยวี่ยว่า “ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ มีโอกาสที่องค์กรนี้จะกลับมาอีกครั้ง และมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะมีหินกุญแจเลือดอยู่ในมือด้วย”
โหลวเยวี่ยพยักหน้าเบาๆ “ผู้นำและบุคคลสำคัญของสมาคมเซิ่งเหยียนยังอยู่ในคุก ไม่น่าจะทำอะไรได้ แต่ก็อาจจะมีคนที่เหลือรอด เริ่มสืบจากคนที่เคยเป็นผู้ติดตามลัทธิก่อนแล้วกัน โดยเฉพาะพวกที่ถูกล้างสมองอย่างหนัก”
หลังจากที่สมาคมเซิ่งเหยียนถูกกวาดล้าง ทางการได้ดำเนินการเยียวยาบำบัดให้ผู้ติดตามลัทธิที่ถูกล้างสมอง มีคนไม่น้อยที่กลับใจแล้วกลับสู่สังคมปกติได้ แต่ก็อาจจะมีผู้ติดตามลัทธิอดำเนินงานต่ออย่างลับๆ
“นอกจากนั้น...” โหลวเยวี่ยเอามือเท้าคาง พูดเสริมว่า “ไปตรวจสอบอีกครั้งว่ารอบๆ ตัวเฉินเหยียนมีคนหรือเบาะแสของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมเซิ่งเหยียนที่อยู่รอบๆ ตัวเฉินเหยียนหรือไม่” ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ คนที่ลอบสังหารเย่อวี้ก็น่าจะเป็นคนร้ายของคดีเฉินเหยียน เริ่มตรวจสอบจากรอบๆ ตัวเฉินเหยียนจึงน่าจะสมเหตุสมผล
“วันนี้คุณก็พักที่นี่ก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าผมจะมาหา” โหลวเยวี่ยพูดกับเย่อวี้ที่อยู่ข้างๆ
“งั้นเรื่องเหตุการณ์ระเบิด... ทางตำรวจต้องการคำให้การของผมหรือเปล่า?” เย่อวี้ถามด้วยความกังวล
“เรื่องนี้คุณไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะจัดการเอง” พูดจบโหลวเยวี่ยก็ส่งสัญญาณให้อาฉีที่อยู่ข้างๆ อาฉีก็จึงได้พาเย่อวี้ไปที่ห้องนอนพนักงาน
ก็ดี... งั้นก็ไม่คิดอะไรเลยแล้วกัน
ภายในคืนเดียว ทั้งบ้านและรถของตัวเองก็ถูกระเบิด ภายในคืนเดียว ยังไม่พูดถึงเรื่องไปทำงานไม่ได้ แม้กระทั่งความปลอดภัยยังไม่มีเลย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำให้เย่อวี้รู้สึกปวดหัว หนีปัญหาไปก่อนแล้วกัน นอนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
เย่อวี้นวดๆ ขมับแล้วก็ตามอาฉีออกจากห้องไป ตอนนี้จึงเหลือแค่โหลวเยวี่ยกับพี่มู่สองคน
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม ลำพังเพียงแค่สมาคมเซิ่งเหยียนไม่น่าจะสามารถก่อเรื่องแบบนี้ได้ แถมครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับหินกุญแจเลือดอีก...” พี่มู่เอามือกอดอก พิงไปที่เคาน์้าเตอร์ “คุณว่า จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกมันเขาหรือเปล่า?”
“เฮ้อ ผมกลับหวังว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกมันเขา” โหลวเยวี่ยกำมือหลวมๆ แววตาแสดงความดุร้ายนิดๆ “ผมยังมีหนี้แค้นที่ต้องชำระกับพวกมันอยู่”
พูดจบก็หันหลังผลักประตูบาร์ออก จากไปโดยไม่หันกลับมามอง
พี่มู่มองไปที่แผ่นหลังของโหลวเยวี่ย ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
---------
วันที่สองตอนเช้าเก้าโมง เย่อวี้ที่อยู่ในสภาพหมีแพนด้ต้าได้โผล่ไปอยู่ที่ห้องโถงของบาร์ `Memories` ดูจากสภาพแล้วก็รู้ว่าเมื่อคืนแทบจะไม่ได้นอน
ถึงแม้จะอยากจะหนี แต่เจอเรื่องใหญ่แบบนี้ ต่อให้เย่อวี้จะพยายามไม่คิดแค่ไหน เมื่อคืนก็ได้แต่นอนพลิกไปพลิกมา
บาร์ในตอนเช้าช่างว่างเปล่าเหลือเกิน แต่เขากลับเจอโหลวเยวี่ยนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ไปเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกลับไปที่หน่วยงานกับผมเรา” โหลวเยวี่ยเงยหน้ามองเย่อวี้ ลุกขึ้นเดินไปที่ข้างนอกบาร์เหล้า เย่อวี้รีบใส่เสื้อแจ็คเก็ตแล้วตามออกไป
ที่ประตูบาร์เหล้ามีรถจอดรถอยู่คันหนึ่ง คนขับรถก็คืออาฉี แต่กลับไม่เจอพี่มู่
“ไปกลับหน่วยพวกคุณไปทำไม?” เย่อวี้ถามขึ้น
“ถึงแล้วก็จะรู้เอง” ขณะพูดไปโหลวเยวี่ยก็ขึ้นรถไปด้วย เย่อวี้ได้แต่ขึ้นรถนั่งตามไป
ระหว่างทาง อาฉีกับโหลวเยวี่ยพร้อมใจกันเงียบตลอด มีหลายครั้งที่เย่อวี้อยากจะถามว่าหลังจากนี้ตัวเองจะต้องทำยังไงต่อ แต่พอเห็นหน้าด้านข้างที่ดูจริงจังซีเรียสของโหลวเยวี่ยก็ได้แต่ปิดปากเงียบ ไม่รู้ว่าทำไม ถึงแม้สีหน้าของโหลวเยวี่ยจะสงบเหมือนปกติ แต่เย่อวี้กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีเรื่องอยู่ในใจ
การจราจรตอนเช้าไม่แย่นัก ถึงแม้จะอยู่บริเวณตัวเมืองก็รถไม่ติด ผ่านไปไม่นานรถของพวกเขาก็จอดอยู่ตรงหน้าอาคารทรงอันวิจิตรที่อยู่ตรงใจกลางเมือง
เย่อวี้มองอาคารที่อยู่ตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ “ที่แท้หน่วยของพวกคุณก็อยู่ตรงสำนักงานราชการประจำจังหวัดนี่เอง?!”
“ไม่อย่างนั้นคุณคิดว่ายังไงล่ะ” โหลวเยวี่ยชำเลืองมองเย่อวี้อย่างด้วยความเย็นชาและลงจากรถกับอาฉี
ผมก็นึกว่าเป็นฐานทัพใต้ดินลับอะไรอย่างนั้น... ในหนังมันก็แสดงอย่างนั้นนี่ิ? เย่อวี้แอบบ่นในใจ แต่ก็รีบตามหลังสองคนนั้นติดๆ
“ไอ้หยา นี่ไม่ใช่ผู้การโหลวหรือ? นานๆ จะเจอคุณกลับมาที” เพิ่งลงจากรถก็เห็นคนเรียงแถวเดินมา ในนั้นมีชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนนิดๆ ทำหน้ายิ้มเดินมาที่โหลวเยวี่ย ทักทายกับเขาด้วยความกระตือรือร้น
“สารวัตรเจ้านี่เอง ไม่เจอตั้งนาน ช่วงนี้รบกวนคุณไม่น้อย ยังไม่ได้กล่าวขอบคุณกับคุณเลย” สีหน้าของโหลวเยวี่ยจากแต่เดิมที่เย็นชาเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มที่สดใส จากนั้น เดินขึ้นไปจับมือกับอีกฝ่าย สไตล์เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ทำให้เย่อวี้ตาค้าง
ว่าแล้ว พวกทำงานราชการนี่ช่างประจบจริงๆ ! เย่อวี้แอบถอนหายใจ
แต่ว่าเมื่อกี้โหลวเยวี่ยเรียกอีกฝ่ายว่า `สารวัตรเจ้า`? เย่อวี้มองไปที่ชายวัยกลางคนคนนั้น นึกขึ้นได้มาทันทีได้ว่าเขาอคือหัวหน้าสำนักงานตำรวจไม่ใช่เหรอ? ภายในสำนักงานราชการประจำจังหวัดมีหน่วยงานอยู่ในนั้นไม่น้อย สำนักงานตำรตวจย่อมอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน เย่อวี้อารมณ์เสียกับความช้าของสมองตัวเอง ไม่ว่ายังไงตัวเองก็เป็นนักข่าวอยู่ แต่แม้กระทั่งหัวหน้าสำนักงานตำรวจยังดูไม่ออก
“ที่ไหนกันเล่า ผู้การโหลวยังหนุ่มยังแน่น หลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้ยังต้องพึ่งคุณอยู่เลย!” น้ำเสียงของสารวัตรเจ้าเต็มไปด้วยความชื่นชม “ว่าไปแล้ว คนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ของหน่วยพวกคุณเหรอ?” เขาสังเกตเห็นเย่อวี้ที่อยู่ข้างหลังโหลวเยวี่ย
เย่อวี้ทำหน้างงๆ มองไปที่โหลวเยวี่ยด้วยความกังวล เห็นเพียงโหลวเยวี่ยยิ้มตอบกลับไปว่า “ใช่แล้ว พาเขามาทำเรื่องนิดหน่อย”
“ถึงขนาดต้องทำให้ผู้การโหลวพามาด้วยตัวเองได้ เขาต้องให้ความสำคัญกับคุณมากแน่ๆ !” สารวัตรเจ้ายื่นมือตบไหล่เย่อวี้ “ไอ้หนุ่มเอ้ย ไม่เลวนี่ิ!”
“อ๊ะ่า? เอ่อา... ใช่ครับ ขอบคุณครับสารวัตรเจ้า!” เย่อวี้ตอบไปโดยสัญชาติญาณ แต่สมองเหมือนยังคิดไม่ทัน
“ฮ่าๆ งั้นผมก็ไม่รบกวนพวกคุณแล้ว ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสมากินข้าวด้วยกันสิ” สารวัตรเจ้าหันไปยิ้มพูดกับโหลวเยวี่ย
“แน่นอนๆ ” โหลวเยวี่ยยิ้มอย่างจริงใจ
ทักทายกันเสร็จ ทั้งสองคนต่างคนต่างไป สีหน้าของโหลวเยวี่ยกลับไปเย็นชาเหมือนเดิม จากที่ให้ความรู้สึกสบายๆ กลายเป็นเยือกเย็นทันที
ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้ายิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสืออีก... เย่อวี้แอบคิดในใจพร้อมนึกย้อนกลับไปถึงบทสนทนาเมื่อสักครู่
เจ้าหน้าที่ใหม่? มาทำเรื่อง? นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เย่อวี้มองไปที่โหลวเยวี่ยที่เดินอยู่ข้างหน้า เขาไม่มีความคิดที่จะอธิบายเลย ก็เลยได้แต่แอบถามอาฉีที่อยู่ข้างๆ
“รายละเอียดผมก็ไม่ทราบ แต่ว่าผู้การโหลวเขาน่าจะมีความตั้งใจของเขาตัวเอง คุณทำตามที่เขาพูดก็แล้วกัน”พอถามแล้วไม่ได้ความ เย่อวี้ก็เลยเลิกถาม ได้แต่เดินตามสองคนนั้นเข้าไปที่สำนักงานราชการประจำจังหวัดด้วยความกังวล
รูดบัตร เข้าลิฟต์ ขึ้นตึก... ระหว่างทางเจอบางคนทักทายโหลวเยวี่ย ดูเหมือนทุกๆ คนจะประหลาดใจกับการปรากฎปรากฏตัวของเขา
“ผมว่า พี่ใหญ่พวกคุณไม่ค่อยได้กลับหน่วยใช่ไหมม่ใช่? เย่อวี้ทนไม่ไหว หันไปถามอาฉีด้วยเสียงเบา “ทำไมทุกคนที่นี่ทำเหมือนเห็นแขกที่นานๆ จะมาครั้งแบบนี้ล่ะคนแปลกหน้า”
“ผู้การโหลวก็ไม่ค่อยกลับมาที่นี่จริงๆ ออฟฟิศตที่สำนักงานราชการหลัก ส่วนมากๆ จะเป็นพวกเจ้าหน้าที่สนับสนุนเบื้องหลัง เพราะความพิเศษของหน่วยพวกเรา เวลาที่ปฏิบัติงานข้างนอกจะเยอะกว่า” อาฉีตอบกลับไป
ยังไม่ทันที่เย่อวี้จะถามต่อ โหลวเยวี่ยที่อยู่ข้างหน้าก็ได้หยุดเดิน ข้างหน้าเห็นเพียงบริเวณสำนักงงานแบบปิด ที่ประตูมีป้ายเขียนตัวอักษรใหญ่ๆ ชัดเจนว่า `หน่วยตรวจสอบพิเศษภาคตะวันออก`
“เข้ามาเลย” โหลวเยวี่ยหันไปมองเย่อวี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พาคุณมารู้จักเพื่อนร่วมงานใหม่”
------------------------------------------------