แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0020 ตอนที่ 21
ตอนที่ 20 ขัง
ในบ้านที่มืดอมิดเงียบเหมือนป่าช้า มองไม่เห็นสิ่งใดๆ เลย เย่อวี้ก้มตัวลง เงียบฟังความเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวเอง
ทันทีที่รู้ตัวว่าหลงกล เย่อวี้รีบปิดไฟฉายที่กำไลห่วงข้อมือ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าคนที่วางแผนมาคงมีเจตนาไม่ดีมากกว่า ไม่แน่ตัวเองอาจจะติดอยู่ในกับดักไปแล้วก็ได้ การเปิดไฟในความมืดไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็นเป้าเล็งแน่ๆ
ในเย็น ใจเย็นลงให้ได้!
เย่อวี้พูดซ้ำอยู่ในใจ เขาไม่รู้เลยว่าคนที่ลอบจะลอบทำร้ายวางแผนตัวเองคือใคร และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือพยายามปกปิดการเคลื่อนไหวของตัวเอง พยายามยื้อเวลาให้กับตัวเอง
“ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...” เวลาค่อยๆ ผ่านไป ท่ามกลางในความเงียบ เสียงหัวใจเต้นถี่ของเย่อวี้เหมือนดั่งฟ้าร้องสั่นสะเทือนแก้วหูของตัวเอง เขาเอามือกดที่อกของตัวเอง แต่ดูเหมือนการกระทำแบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
แสงจันทร์สีขาวเงินค่อยๆ ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา เย่อวี้ตระหนักขึ้นได้รู้สึกตัวว่าหากทันทีตัวเองที่นั่งยองๆ อยู่ตรงประตูต่อไป จะเหมือนถูกแสงจันทร์อ่อนบางๆ นั้นส่องจนเกิดมีเงา จึงกำลังรีบลุกขึ้นจะย้ายตัวเองที่ออกมา ในทันใดนั้นเอง เย่อวี้ก็เหมือนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายคุ้นๆ ที่ตัวเองคุ้นเคยได้กลิ่นมาก่อน
แย่แล้ว!
เย่อวี้ตอบสนองทันทีโดยการกลิ้งหลบไปด้านข้าง ลมแรงๆ สายหนึ่งพัดมีของบางอย่างผ่านหัวตัวเองไป ได้ยินเสียงดัง `ปัง` ประตูที่อยู่ด้านหลังเย่อวี้เหมือนถูกของแข็งกระแทกหนักๆ กระแทกจนเป็นรู
เย่อวี้ที่ยังตกใจอยู่รีบหันกลับไปดู แสงจันทร์ที่ลอดออกส่องจากรูได้เผยให้เห็นคนร้ายในที่ใส่เสื้อกันลมอยู่ เหมือนว่าในมืออีกฝ่ายยังถือค้อนเหล็กไว้ด้วย
“เฮ้อ โชคดีจริงนะ” เสียงที่แหบแห้งมาจากเงาร่างสยคนนั้น
เสียงแหบแบบนี้ เสื้อกันลม ยังมีกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยนี้อีก... เป็นเขาจริงๆ ด้วย! เย่อวี้นึกขึ้นมาได้ทันที เขาคือผู้ชายที่เคยค้นสมองตัวเองที่อพาร์ทเม้นท์ หรือก็คือคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าเฉินเหยียนนั่นเอง!
แต่ชายคนนี้ไม่คิดที่จะให้เย่อวี้มีโอกาสได้พัก เขาได้รีบออกจากบริเวณที่แสงส่องอยู่แล้ว กลับสู่ความมืดอีกรอบครั้ง เหมือนต้องการจะลอบทำร้ายอีกครั้ง
เย่อวี้ที่รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีได้แต่รีบออกจากจุดเดิม ล้มลุกคลุกคลานหนีไปทางบันได หวังจะไปหลบอยู่ที่ชั้นสอง แต่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวเย่อวี้ก็ถูกกระชากจากด้านหลัง เย่อวี้ที่ทรงตัวไม่อยู่ได้เอื้อมมือไปดึงกลับ เหมือนอีกฝ่ายก็คาดไม่ถึง พากันล้มลงที่พื้นพร้อมกับเย่อวี้
“เแคร้ง...” เสียงค้อนเหล็กร่วงลงพื้นดังมาจากไม่ไกล เหมือนว่าค้อนเหล็กในมือเขาจะกระเด็นออกไป เย่อวี้สบโอกาสเข้าสู้กับเขาทันที
“ตกลงแกคุณเป็นใครกันแน่!” เย่อวี้ตะโกน ในความมืดเย่อวี้มองไม่เห็นอีกฝ่าย ในความมืดไม่ชัด ได้แต่ใช้ความรู้สึกออกหมัดอย่างมั่วๆ แต่อีกฝ่ายกลับใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็กดตัวเองไว้ข้างใต้ได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างต่อสู้ ชายหนุ่มเขาหยิบสิ่งของออกมาชิ้นหนึ่ง เย่อวี้รู้สึกลำคอเย็นเฉียบ เหมือนมีรลวดเหล็กกำลังรัดคอตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“ผมเป็นใครเหรอ? ฮ่าๆ ไว้หลังจากคุณตายก็จะรู้เอง” เขาแสยะยิ้ม ออกแรงรัดลวดเหล็กที่อยู่ในมือแน่นขึ้น
สีหน้าเย่อวี้ค่อยๆ เขียวขึ้น รู้สึกหายใจลำบากขึ้นทุกขณะมากขึ้น เขาพยายามดิ้น แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเป็นผลเลย
“แค่ก... ปล่อยฉันเราไป...” สติของเย่อวี้เริ่มจะเรือนลาง ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ได้ผุดขึ้นมา
หรือว่าจะต้องตายทั้งๆ อย่างนี้เหรอ? ไม่... ไม่เอา! โหลวเยวี่ย...
`กำไลห่วงข้อมือนี้ยังมีฟังก์ชันพิเศษอย่างหนึ่ง...` ช่วงเวลาความเป็นความตาย คำพูดประโยชคหนึ่งของโหลวเยวี่ยได้ปรากฏขึ้นฏในสมองเย่อวี้
...ไฟช็อตฟ้า... เปิดระบบช็อตไฟฟ้าใช้ไฟช็อต!
ห่วงกำไลข้อมือที่อยู่บนมือซ้ายส่องมีแสงสีฟ้าสว่างขึ้นั้น เย่อวี้ใช้แรงเฮือกสุดท้าย เอากำไลห่วงข้อมือไปแเตะที่หลังมือของอีกฝ่ายงเขา
“อ๊ะ!!” เสียงร้องตะโกนดังขึ้น ลวดเหล็กที่คอเย่อวี้คลายลง อีกฝ่ายล้มลงกับพื้น เย่อวี้รีบเอาลวดเหล็กที่พันคออยู่ออกแล้ว คลานไปข้างๆ หอบหายใจพร้อมไอ
ทางด้านอีกฝ่ายเหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหว เย่อวี้ไออยู่นานถึงจะรู้สึกดีขึ้นสุดท้ายก็กลับมาได้
เย่อวี้พยายามลุกขึ้น เปิดไฟฉายบนห่วงกำไลข้อมือ เห็นชายชุดกันลมล้มคว่ำหน้าลงอยู่ตรงหน้าตัวเอง ร่างกายยังคงชักกระตุกอยู่ไม่หยุด
“แค่กๆ ... เฮ้ห้อ... ขอดูหน่อยซิเราจะดูสิว่า ว่าตกลงแล้วแกคุณเป็นใครกันแน่!” เย่อวี้หอบหายใจ เดินโซซัดโซเซเข้าขึ้นไปอยากจะพลิกดูหน้าชายคนนั้น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เห็นได้ชัดๆ จู่ๆ เสียง `ปึัง` ก็ดังขึ้น เย่อวี้รู้สึกว่าหลังศีรษะหัวตัวเองถูกคนทุบอย่างแรง โลกเบื้องหน้าหมุนในชั่วพริบตาเกิดอาการมึนงงทันทีก่อนจะ ล้มลงกับพื้นไปทั้งๆ ยังยืนอยู่
“ฮึหืม ระวังตัวน้อยไปนะ คุณกับคนคนนั้นยังห่างชั้นไกลอีกมากเลย” ระหว่างหมดสติ มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งลอยเข้ามาในหู เย่อวี้ที่ล้มอยู่บนที่พื้นเ้ห็นภาพเลือนรางของรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่หนึ่งอยู่ตรงหน้าอย่างพร่ามัว หลังจากนั้นก็หมดสติไป
------------------
“ได้รับสัญญาณระบุตำแหน่งครั้งสุดท้ายตอนกี่โมง?” โหลวเยวี่ยมองไปรอบๆ บ้านที่เละเทะ ถามเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่อยู่ข้างๆ
“ประมาณห้าทุ่ม หลังจากนั้นสัญญาณก็หายไปเลย อาจเป็นไปได้ว่ากำไลจะเป็นห่วงข้อมือถูกทำลาย หรือถูกรบกวนบดบังสัญญาณไว้” เจ้าหน้าที่เครายาวที่อยู่ข้างๆ รีบตอบทันที “พวกเราได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือตอนประมาณสี่ทุ่มครึ่ง จากนั้นพวกเราก็รีบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม และส่งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดมาที่นี่ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
เจ้าหน้าที่เครายาวแสดงสีหน้าที่ซับซ้อน “แต่ว่า... ระหว่างทางเจอกลลวงของอีกฝ่ายเข้า”
โหลวเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย หันกลับไปมองเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
“จากจุดที่ใกล้ที่สุดมาถึงที่นี่จริงๆ แล้วก็ไม่เกินยี่สิบนาที แต่ตอนที่เดินผ่านซอยที่ถูกทิ้งร้างใกล้ๆ ที่นี่้ พวกเราได้หลงกลเข้าไปในเขาวงกตที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น มีคนฉายภาพโฮโลแกรมที่ทางเข้าออกของซอยเพื่อหลอกตาพวกเรา มันก็เลยเสียเวลาไปนิดหน่อย พอมาถึงที่บ้านตะวันตกหลังนี้คนก็หายไปหมดแล้ว” เจ้าหน้าที่เครายาวพูดอย่างอารมณ์เสีย
“ภาพโฮโลแกรม?” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยหรี่ตาลง “ตรวจสอบรุ่นกับสถานที่จำหน่ายอุปกรณ์หรือยัง?”
เจ้าหน้าที่เครายาวลังเลขึ้นมา พูดอย่างอึกอักลังเลว่า “อุปกรณ์พวกนี้... เอ่อ... ถูกคนติดตั้งระบบทำลายตัวเองไว้... ตอนที่พวกเราไปด้เจอก็... หัวหน้า ผมขอโทษ!”
โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยไม่ได้พูดอะไร รวบรวมสายตาไปที่จุดจุดหนึ่งบนพื้นในบ้าน เขาเดินไปแล้วย่อตัวลง ยื่นมือไปปาดรอยสีแดงเข้มที่พื้น ใช้จมูกดมเบาๆ
“เลือด” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยพูดเสียงต่ำ “ดูจากสีและสภาพการแข็งตัวแล้ว เวลาน่าจะผ่านไปไม่นาน”
โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยลุกขึ้นยืน หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ที่อยูุ่่ด้านหลังว่า “ในบ้านมีร่องรอยการต่อสู้ แสดงว่าตอนนั้นในบ้านไม่ได้ใช่มีแค่เย่อวี้คนเดียว แม้รอยเท้าจะถูกทำลาย แต่พวกเขาน่าจะยังไปได้ไม่ไกล”
“คนของพวกเรากำลังตรวจสอบบริเวณรอบๆ แล้ว ไม่นานน่าจะได้มีข้อมูลอะไรบ้าง” เจ้าหน้าที่เครายาวรีบพูดขึ้น
“รีบส่งเจ้าหน้าที่ไปอีกชุดหนึ่งไปทำการตรวจค้นอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่บ้านร้าง นอกจากนั้นติดต่อทางตำรวจให้ช่วยตรวจสอบอีกแรงด้วย” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยกำสองมือแน่น สีหน้ากังวล “ถึงแม้ตอนนี้เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าช้ากว่านี้ก็ไม่แน่แล้ว...”
“ครับท่าน!” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรับคำสั่ง และแยกย้ายกันทันที หายเข้าไปในความมืด
------------------
มืดมิด... ความมืดที่ไร้ขอบเขต
“เย่อวี้... เย่อวี้! คุณตื่นเร็วๆ สิ!”
... ใครเรียกเรา?
“ตื่นเร็วๆ สิ อย่าหลับต่อเลย!”
เสียงที่ข้างหูค่อยๆ ชัดขึ้น ฟังแล้วเหมือนจะคุ้นหูๆ
อ๊ะ... ปวดหัวจัง...
ตรงหน้าค่อยๆ มีจุดแสงปรากฏขึ้นมา จากนั้นแล้วขยายใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆ เย่อวี้พยายามลืมตา ได้เห็นรูปร่างที่งดงามอยู่ตรงหน้า
“คุณตื่นได้สักทีนะ”
เห็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยิ้มให้ตัวเองอย่างอบอุ่น
ผิวสีขาวราวหิมะ ดวงตากลมโตสีดำเป็นที่เปล่งประกาย ริมฝีปากเล็กๆ บนใบหน้ารูปไข่ที่ได้ส่วนโค้งที่งดงาม เย่อวี้พอได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ ก็ตกใจ รีบลุกขึ้นนั่งบนเตียง
“เสี่ยว... เสี่ยวเหยียน!” เย่อวี้พูดติดอ่าง “ผมเรานี่คือ...?”
“คุณอย่าเพิ่งตกใจ ที่นี่คือโรงพยาบาล” เสี่ยวเหยียนกระพริลิบตา ยิ้มพูดยิ้มๆว่า “คุณถูกคนร้ายทุบจนสลบไป ยังดีที่หัวหน้าของพวกเราไปเจอคุณเข้าแล้วเลยช่วยคุณกลับมา”
อ๋่อ... อย่างนี้นี่เอง... สุดท้ายพวกเขาก็มาถึงทันสินะหรอ?
เย่อวี้ลูบกหลังศีรษะหัวที่ยังเจ็บอยู่ นึกถึงตอนที่ถูกลอบโจมนตีจากด้านหลัง รองเท้าส้นสูงที่เห็นตอนสุดท้าย... หรือว่าชายชุดกันลมนั่น้นจะยงัมีพรรคพวกที่เป็นผู้หญิงด้วย?
“โหลว... หัวหน้าเขาอยู่ที่ไหน? ผมอยากเจอเขา” เย่อวี้ถามขึ้น
เสี่ยวเหยียนยิ้มแล้วเข้ามาใกล้ใกล้ขึ้นมา นั่งอยู่บนเตียงคนไข้ของเย่อวี้ ใช้นิ้วที่ขาวและเรียวขาวยาวจิ้มไปที่หน้าผากเย่อวี้เบาๆ “ตอนนี้ยังไปคิดถึงหัวหน้าอะไรอีกล่ะ เขาเป็นคนยุ่งมาก คุณแค่นอนพักผ่อนดูแลตัวเองดีๆ ก็พอแล้ว”
รอยยิ้มของเสี่ยวเหยียนเหมือนมีมนตร์สะกดเวทมนต์ เย่อวี้ยิ่งดูก็ยิ่งเคลิ้ม
“คุณ... จ้องเค้าขาทำไมเหรอ” เมื่อสังเกตเห็นแววตาของเย่อวี้ ใบหน้าขาวใสซีดของเสี่ยวเหยียนก็แดงขึ้นมา ท่าทางเขินขี้อายแบบนี้ยิ่งดูทำให้รู้สึกมีเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม
“อ๊ะ่า... ขอ... ขอโทษ!” พอรู้ตัวเองว่ากำลังเสียมารยาท เย่อวี้รีบย้ายสายตา นั่งตัวตรง แต่อาจเป็นเพราะความประหม่า ท่าทางเลยออกเยอะไปหน่อย ทำให้หลังศีรษะหัวเลยไปชนขอบเตียง
“โอ๊ย!” เย่อวี้กุมศีรษะหัวไว้ แสดงอาการท่าทางดูเจ็บปวด
“คุณไม่เป็นไรใช่ไหม! ฉันช่วยดูให้” เสี่ยวเหยียนหน้าถอดสีเสีย รีบเข้าใกล้แล้วลูบหัวของเย่อวี้เบาๆ
เย่อวี้รู้สึกที่แขนเหมือนมีสัมผัสสิ่งของก้อนอะไรนุ่มๆ นุ่มนิ่มสองก้อนสัมผัสอยู่ กลิ่นหอมลอยมาจากตัวเสี่ยวเหยียนลอยมา ผมยาวสีดำยาวดั่งม่านน้ำตกกวาดผ่านใบหน้าเย่อวี้อย่างอ่อนโยน ทั้งเย็นสบาย ทั้งนุ่มนวลและรู้สึกดี ทำให้เย่อวี้เคลิบเคลิ้มไปโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็นไร... ผม... ผมไม่เป็นไร! ไม่ต้องสนใจผมหรอก!” เย่อวี้เขินหนัก รีบคว้าผ้าห่มแล้วย้ายตัวเองไปข้างๆ หัวใจเต้นแรงสุดขีด
“ไม่เป็นไรจริงๆ นะ?” เสี่ยวเหยียนถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรจริงๆ ! เอ่อ... จะว่าไปแล้ว ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่ล่ะ?” เย่อวี้ที่ยังเขินอยู่รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“หัวหน้าให้ฉันมาดูแลคุณไง” เสี่ยวเหยียนลุกขึ้น พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ยังไงคุณก็เป็นเพื่อนร่วมงานใหม่ของพวกเรา ก็ต้องดูแลให้ดีอยู่แล้ว”
“งั้นเหรอ? เขาช่างเป็นห่วงผมเราจัง...”
“แน่นอนอยู่แล้ว หลังจากคุณเกิดเรื่องเขาเป็นห่วงแทบแย่ ส่งคนตั้งเยอะแยะเพื่อไปช่วยคุณเลยนะ”
“งั้นก็ขอบคุณเขาจริงๆ ...” นึกไม่ถึงว่าโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยที่ปกติที่ดูเย็นชาจะแต่กลับใส่ใจตัวเองขนาดนี้ ในใจเย่อวี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา
“ฮ่าๆ จริงๆ แล้วแน่นอนว่าเขาอาจจะกลัวคุณคายข้อมูลออกไปก็ได้มา ถึงต้องรีบพหาคุณกลับมาไงล่ะให้เจอ”
“คายข้อมูล? ข้อมูลอะไร?” เย่อวี้ทำหน้างงๆ
“ก็ต้องเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับหินกุญแจเลือดอยู่แล้วไง” เสี่ยวเหยียนกระพริลิบตา “ในมือคนร้ายยังมีหินกุญแจเลือดอีกก้อนนี่ิ ถ้าหากพวกเขาอ่านสมองของคุณ ข้อมูลที่เกี่ยวกับหินกุญแจเลือดของหน่วยพวกเราก็รั่วไหลออกหมดล่ะสิ?”
เย่อวี้แข็งทื่อทันที เขาเปิดตากว้างเล็กน้อย จ้องมองเสี่ยวเหยียนที่อยู่ตรงหน้า
“คุณพูดว่า... อะไรนะ...?”
“ฉันพูดว่า ถ้าหากพวกเขาอ่านความทรงจำของคุณ พวกเราก็ยุ่งหน่ะสิ” `เสี่ยวเหยียน` เผยรอยยิ้มที่อบอุ่นไร้เดียงสา
เย่อวี้นิ่งอึ้งมึนอยู่สองวินาที จากนั้นแล้วเหมือนนึกรู้อะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงคว้ากล่องยาที่อยู่ข้างเตียงโยนใส่ `เสี่ยวเหยียน` พร้อมลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ตั้งท่าป้องกันตัวเอง
`เสี่ยวเหยียน` ขยับตัวหลบกล่องยาที่ลอยมาอย่างง่ายดาย
“แกคุณไม่ใช่เสี่ยวเหยียน!” เย่อวี้ตะโกน “แกคุณเป็นใครกันแน่!”
---------------------------------------------------------------------------------------------