แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด

แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0005 ตอนที่ 6

#6Chapter0005

ตอนที่ 5 กับดัก

เวลาชี้ไปที่สี่ทุ่มตรง เย่อวี้ยืนอยู่หน้าบาร์ `Memories` ด้วยท่าทางลังเล

เหมือนที่ค้นเจอในตอนเย็น บาร์เหล้านี้ไม่ใหญ่เท่าไหร่ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบบ้านไม้ย้อนยุค ได้รับการตกแต่งแบบสไตล์ห้องเก็บไวน์ตะวันตกยุคกลางตะวันตก

แม้บาร์เหล้าจะอยู่ในตัวเมือง แต่ก็ซ่อนอยู่ในตรอกเล็กๆ เย่อวี้ขับรถมาใช้เวลาหาอยู่พอสมควร

กว่าจะหาเจอแต่กลับพบว่าบาร์เหล้านี้ปิดประตูหน้าต่างเอาไว้ ไม่มีคนเฝ้าประตู ไม่มีคนเรียกลูกค้า ดูไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ ดูจากภายนอกก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าหากไม่ได้แขวนป้าย `เปิดบริการ` ที่ประตู เย่อวี้เกือบจะคิดว่าบาร์เหล้านี้ปิดกิจกรรมไปแล้ว

ผู้การโหลวอยู่ข้างในหรือเปล่านะ? เย่อวี้สูดบลมหายใจลึกๆ แล้วผลักประตูเข้าไป

“อ๊ะ่า ยินดีต้อนรับ”

เพิ่งเดินเข้าประตูไปก็ มีเสียงทักทายที่น่ารักๆ ดึงดูดความสนใจของเย่อวี้ เห็นหญิงสาวหน้าตาดีอายุราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบปีเดินมาทางเขาอย่างสบายๆ

“สวัสดีค่ะ ร้านของพวกเราเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน ลูกค้ายังไม่เยอะ เชิญนั่งได้ตามสบายเลย อยากดื่มอะไรไหม?”

เขาเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์คนหนึ่ง ผมยาวสีน้ำตาลเป็นลอน ดวงตาคู่นั้นที่มีหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยช่างมีเสน่ห์และอ่อนโยน ผิวขาวละเอียดอ่อน สวมใส่เสื้อยืดสีขาวแนบเนื้อและกางเกงยีนต์ ถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่สามรถแสดงถึงรูปร่างที่มีเสน่ห์ได้อย่างลงตัว และแน่นอนว่าที่แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้รู้สึกสบายใจก็นั้นคือรอยยิ้มกับท่าทางอารมณ์สง่างามของเธอเขา แถมยังดูมีความเป็นมิตร เย่อวี้มีความรู้สึกดีต่อเธอขาในทันทีอย่างกระทันหัน

“งั้นผมขอเบียร์แก้วหนึ่งแล้วกัน ขอบคุณ” เย่อวี้หาที่นั่งที่เคาน์เตอร์บาร์แล้วนั่งลง ในบาร์แห่งนี้มีลูกค้าเพียงสองสามคน เย่อวี้กวาดสายตาไปรอบๆ แต่ไม่พบเจอผู้การโหลว

ยังมาไม่ถึงอีกหรอเหรอ? หรือว่าเรามาเร็วเกินไป? เย่อวี้คิดในใจ

“อาฉี เอาเบียร์ซิกเนเจอร์ของเราให้ลูกค้าหน่อย” ผู้หญิงคนนี้นั่งลงที่ข้างๆ เย่อวี้ โบกมือให้บาร์เทนเดอร์ คนที่ชื่ออาฉีตอบรับและไปเตรียมตัว

การตกแต่งภายในของบาร์คล้อยตามกับสไตล์ภายนอก ให้ความรู้สึกแบบยุคกลางของยุยูโรปตะวันตก ในเคาน์เตอร์บาร์มีถังไม้เรียงรายอยู่ดูสะดุดตา กำแพงตรงข้ามเคาน์เตอร์บาร์มีชั้นวางไวน์ที่ทำจากไม้ บนนั้นมีไวน์หลากหลายชนิด ภายในร้านมีการแกะสลักลวดลายตะวันตกอยู่ทั่ว แม้กระทั่งโต๊ะเก้าอี้ก็ยังเป็นสไตล์ยุคกลาง ผสมกับบรรยากาศในร้านที่เปิดเพลงชิลๆ กับแสงไฟสีนวล ให้ความรู้สึกที่สงบและสะดวกสบาย

“ฉันเป็นเถ้าแก่ที่นี่ เรียกฉันว่าพี่มู่ก็ได้แล้ว” พี่มู่ยิ้มและพูดกับเย่อวี้ว่า “ดูหน้าไม่คุ้นเลย เพิ่งมาครั้งแรกหรอเหรอ?”

“ใช่ ผมไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลย ที่มาครั้งนี้เพราะคือมีคนนัดผมไว้ที่นี่” เย่อวี้หยุดชะงัก “แต่ว่า ดูเหมือนเขายังมาไม่ถึง”

อาจจะเพราะเขายุ่งเกินไป ก็อย่างว่าคนมียศมีตำแหน่ง เย่อวี้แอบคิดในใจ แต่ด้วยนิสัยของอาชีพนักข่าว เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ช่วงเวลาขณะที่ต้องรอคนมาคุยกับเถ้าแก่คนสวย ดีไม่ดีอาจได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นไปได้

“พี่มู่ ร้านของคุณมันหายากจริงๆ ผมใช้เวลาตั้งนานกว่าจะหาเจอ”

“ฮ่าๆ ๆ ลูกค้าที่มาครั้งแรกก็มักจะพูดแบบนี้ประจำ เพราะตำแหน่งบาร์ของพวกเรามันอยู่ห่างไกล แต่พอมาครั้งต่อไปพวกเขาก็คุ้นทางเองแหละ”

“ถ้าอย่างนั้น ลูกค้าที่กลับมาใหม่ก็ไม่น้อยล่ะสิ” เมื่อนึกถึงภายนอกร้านที่ดูโทรมๆ เย่อวี้ก็รู้สึกประหลาดใจ

“อ๊ะ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะร้านของเรามี `การแสดงพิเศษ` ที่หาดูที่อื่นไม่ได้นะ” พี่มู่กล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับ

“`การแสดงพิเศษ`? มันคือ...?” คำพูดของพี่มู่กระตุ้นความอยากรู้ของเย่อวี้

“เมื่อถึงเวลาเที่ยงคือคืนุณก็จะรู้เอง อย่าเห็นว่าตอนนี้ที่ร้านคนน้อย พอถึงห้าทุ่มครึ่คร่งคนก็จะมากันเต็มเลย” พี่มู่จงใจปล่อยให้เป็นปริศนาไว้ ยื่นมือรับเบียร์จากอาฉี ส่งไปให้เย่อวี้ “ลองดื่มดูสิ นี่เป็นเบียร์ซิกเนเจอร์ของร้านเราเลยนะ รสชาติไม่เลวทีเดียว”

`การแสดงพิเศษ` อย่างเป็นปริศนา... หรือว่าผู้การโหลวนัดเราไว้ที่นี่เพื่อสิ่งนี้ถึงนัดเราไว้ที่นี่?

เย่อวี้ปล่อยวางความสงสัยในใจชั่วคราว ถือแก้วขึ้นมาดื่มไปอึกหนึ่ง กลิ่นหอมของข้าวมอลต์นำพาความขมนิดๆ แผ่ซ่านไปทั่วอยู่ในปาก พร้อมกันนั้นมีความหวานแบบพิเศษที่เบาบางๆ ผสมอยู่ เย่อวี้ไม่สามารถอธิบายไม่ได้ว่ามันคือรสชาติอะไร อย่างไรก็ตามเบียร์นี้มีรสชาติที่ยอดเยี่ยม ภายใต้ความกลมกลืนของรสหวาน ทำให้ทนไม่ไหวอยากที่จะดื่มอีก

“ยอดเยี่ยม!” เย่อวี้ชื่มชมจากใจ

“ฮ่าๆ ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหม ลูกค้าที่มาที่นี่แทบทุกคนจะสั่งมาดื่ม” พี่มู่แสดงความดีใจ “เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณลูกค้าที่มาครั้งแรก แก้วนี้ถือว่าฉันเลี้ยงแล้วกัน”

“ขอบคุณคุณมากเลย” เย่อวี้รีบกล่าวงขอบคุณ “จะว่าไปแล้ว มีอยู่คนคนหนึ่งไม่รู้ทราบว่าคุณรู้จักหรือเปล่าไม่”

ถ้าหากร้านนี้ลูกค้าเก่าเยอะล่ะก็ ไม่แน่ผู้การโหลวก็อาจจะเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ก็เป็นไปได้ ไม่รู้ว่าพี่มู่จะรู้จักเขาหรือเปล่า?

“คุณว่ามาเถอะ ถ้าหากฉันจำได้นะ” พี่มู่ตอบอย่างตรงไปตรงมาง่ายดาย

“คนคนนั้นอายุภายนอกดูเท่าๆ กับผม ผมสั้นสีดำ รูปร่างค่อนข้างผอม ความสูงน้อยกว่าผมนิดหน่อย ประมาณ 178 เซนติเมตรcm ผิวค่อนข้างขาว หน้าตาดี แต่สายตา... เอ่อิ่ม... ดูน่าจะคมๆ เหมือนให้ความรู้สึกที่เย็นชา”

“อ๋่อ ที่คุณว่ามานั่้น คือเสี่ยวโหลวใช่ไหม?” พี่มู่ตอบทันที

“คุณรู้จักเขาจริงๆ ?” เย่อวี้รู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์

“เขาเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ แถมยังเป็นหนุ่มหล่อที่สะดุดตา ใครจำไม่ได้ก็ยากแล้ว คุณเป็นเพื่อนของเขาหรอเหรอ?”

“เอ่อิ่ม.. ถือว่าเป็นมั้ง คือเขานัดผมไว้ที่นี่” เย่อวี้ละอายใจเล็กน้อย “ว่าไปแล้ว คุณสนิทกับเขาหรอเหรอ?”

“ฮ่าๆ จะว่าสนิทก็ไม่เชิง แต่ก็เคยคุยกันสองสามครั้ง เขาชื่นชอบเบียร์ของที่นี่มาก ทุกครั้งที่มามักจะสั่งมาแก้วหนึ่ง แล้วหามุมสงบๆ นั่งดื่มคนเดียว ฉันเพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรกว่าเขานัดคนอื่นมาดื่มด้วย” พี่มู่เอามือเท้าแก้มไว้ ใช้รอยยิ้มเชิงลองใจหยั่งเชิงมองไปที่เย่อวี้

“อ่า... อย่างนี้นี่เอง ที่จริงแล้วผมกับเขาเพิ่งรู้จักกัน เป็นแค่เพื่อนธรรมดา” เย่อวี้ถูกเธอขามองจนเริ่มเขิน ก้มหน้าไปดื่มอีกหลายอึก

กลิ่นหอมของเบียร์ยังคงแผ่ซ่านอยู่ที่ปลายลิ้น ทำให้เย่อวี้รู้สึกมึนๆ เหมือนว่าดีกรีจะแรงไม่ใช่น้อย

แต่เดี๋ยวก่อน ตัวเองกลายเป็นคนคออ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่?

“อย่างนี้นี่เอง แต่ว่าคุณได้อยู่เป็นเพื่อนเขาก็ดี ทุกครั้งเห็นเขานั่งดื่มที่มุมอยู่คนเดียว รู้สึกเหงาแทน” พี่มู่หันสายตาไปมองมุมหนึ่งที่อยู่ด้านขวาของเคาน์เตอร์ พูดคล้ายๆ บ่น

ภายในร้านมีลูกค้าคนอื่นทยอยเดินเข้ามาหันมาทักทายพี่มู่ เหมือนจะเป็นลูกค้าประจำของที่ร้าน

“เอ พี่มู่ น้องคนนี้ไม่คุ้นเลยแฮะอ่ะ?” ลูกค้าไว้เคราคนหนึ่งมองเย่อวี้ด้วยความอยากรู้

“เขาเพิ่งจะมาครั้งแรก ต้องเทคแคร์ดีๆ หน่อย” พี่มู่ยิ้มตอบ

“อ๋่อ เข้าใจแล้วๆ ” ลูกค้าคนนั้นใช้่สายตาแฝงความนัยมด้วยความหมายมองที่เย่อวี้ ทำให้เย่อวี้รู้สึกไม่สบายใจ

“ไอ้น้องชายสู้ๆ ผมจะเอาใจช่วย” ผู้ชายไว้เคราพูดไปพร้อมเดินมาตบไหล่เย่อวี้ แล้วยิ้มเดินจากไป

สู้ๆ ? หมายความว่าไง... เย่อวี้สงสัยรู้สึกว่านี่มันเรื่องอะไรกัน แต่ก็ไม่อยากรู้ต่อ เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะมึนหัว

“พี่มู่ไปทำธุระของพี่เถอะม่เป็นไร ผม... ผมจัดการเองรอคนเดียวได้”

พูดไปเย่อวี้ก็คิดจะลุกขึ้นไปนั่งตรงมุม แต่ปรากฎปรากฏว่าขาทั้งสองขาหนักอึ้งเหมือนใครเอาลูกตุ้มมาถ่วงเอาไว้ ไม่สามารถขยับได้ สติก็เริ่มจะเลือนลางไป

ไม่น่าใช่มั้ง... ดื่มไปแค่นี้เองก็เมาแล้วหรอเหรอ?

“งั้นก็ดี หากยังต้องการอะไรก็เรียกฉันได้” พี่มู่ลุกขึ้น “จะว่าไปแล้ว เสี่ยวโหลวก็ไม่ได้มานานแล้วนะ ถ้าได้เจอเขาฝากทักทายด้วย บอกว่า...”

เสียงของพี่มู่เหมือนไกลออกไป เริ่มจะไม่ชัด สายตาของเย่อวี้ไม่สามารถรวมจุดโฟกัสได้

“คุณ... คุณ... พูดอะไร... ผม...”

ยังไม่ทันพูดจบ เย่อวี้ก็ล้มตึงไม่ได้สติลงที่เคาน์เตอร์ไม่ได้สติ

“ว่าไป ถ้าหากคุณตายไปก็เป็นความรับผิดชอบของเขาทั้งหมด” รอยยิ้มที่เป็นมิตรได้หายไป สายตาของพี่มู่เปลี่ยนเป็นสายตาที่เยือกเย็น

ขณะพูดก็ไปเขาส่งสัญญาณให้คนข้างๆ ชายฉกรรจ์หลายคนรีบพยุงเย่อวี้ขึ้น ลากเข้าห้องทำงานภายในบาร์

“หึหึุหุ มีมาอีกแล้วหรอเหรอ? ได้มีโชว์เด็ดๆ อีกแล้ว “ ลูกค้าหลายคนสังเกตเห็นเหตุการณ์ตรงเคาน์เตอร์ กล่าวงด้วยน้ำเสียงสงสารและตั้งตารอ แล้วจากนั้นดื่มเหล้าคุยกันต่อ

ภายในร้านกลับสู่บรรยากาศสนุกสนานสบายชิลๆ เหมือนเมื่อสักครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

---------------------------------------------------------------------------------------------

devc-75d0bbbd-32992แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0005 ตอนที่ 6