แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0013 ตอนที่ 14
ตอนที่ 13 ระแวง
โหลวเยวี่ยนิ่งเงียบไม่พูดจา เย่อวี้ก็ไม่รู้จะัเริ่มพูดจากตรงไหน บรรยากาศจมอยู่ในความอึดอัดอีกครั้ง
สายตาของโหลวเยวี่ยหยุดอยู่บนหน้าเย่อวี้สักพักแล้วะก็หันไปทางอื่น จากนั้นนั่งลงบนโซฟาที่อยู่ตรงข้ามเย่อวี้และเริ่มทลายความอึดอัดนี้ก่อน
“ผมรู้ว่าคุณอยากจะถามอะไร ที่พาคุณมาวันนี้ก็เพื่อคือมาทำเรื่องเข้าทำงานจริงๆ ” โหลวเยวี่ยเปิดการสนทนา “ผมอยากให้คุณเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยตรวจสอบพิเศษ อย่างน้อยๆ ก็ชั่วคราว”
“ทำไมจู่ๆ ถึงอยากให้ผมเข้าร่วมกับพวกคุณด้วย?” เย่อวี้โยนคำถามออกไป
“เพื่อให้คุณมี `ยันต์กันภัย`” โหลวเยวี่ยพิงโซฟาเบาๆ ประสานมือไว้ข้างหน้า ค่อยๆ พูดขึ้นว่า “คุณกำลังถูกองค์กรอันตรายจับตามอง้องมองอยู่ และตอนนี้ด้วยคนของพวกเราที่มีอยู่ก็ไม่สามารถปกป้องคุณได้ 24 ชั่วโมง ดังนั้นการทำแบบนี้จึงดีที่สุดแล้ว”
“ผมไม่เข้าใจ...”
โหลวเยวี่ยก้มศีรษะ หัวคิดอยู่พักหนึ่ง “พูดอย่างนี้แล้วกัน ยังไม่พูดถึงที่อีกฝ่ายค้นพบเจอ `คุณสมบัติขับไล่` ของคุณ การที่คุณถูกเขาเพ่งเล็งเป็นเพราะอีกฝ่ายกลัวว่าคุณจะเปิดเผยตัวตนของเขา ถึงได้ร้อนรนและเลือกที่จะวางระเบิดเพื่อปิดปากคุณ”
ที่น่าตลกคือ เป็นเพราะความอยากปิดปากของอีกฝ่ายกลับทำให้เขาเผยตัวเองออกมา... เย่อวี้แอบทอดถอนหายใจอยู่ในใจเงียบๆ
“เมื่อดูจากคดีของเฉินเหยียน อีกฝ่ายพยายามที่จะสร้างอุบัติเหตุตบตา แอบวางแผนแย่งชิงหินรกุญแจเลือด คาดว่าไม่อยากให้ทางการเข้ามายุ่งเกี่ยว ถ้าหากว่าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ของประเทศอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ต้องระแวงกันบ้าง เพราะยังไงถ้าหากคุณเกิดเรื่อง ทางการต้องตรวจสอบอย่างละเอียดแน่นอน ซึ่งมันจะไม่เป็นผลดีกับสำหรับเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าหากคุณได้เข้าร่วมกับพวกเราแล้วล่ะก็ อีกฝ่ายจะไม่กล้าทำอะไรคุณ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ช่วงระยะเวลาใกล้ๆ นี้”
โหลวเยวี่ยเงยหน้าขึ้น “นอกจากนั้น การที่อยู่กับพวกเราย่อมมันจะปลอดภัยกว่าการที่คุณอยู่คนเดียว แต่การจะทำแบบนี้ได้คุณก็ต้องมีตำแหน่งรองรับ ดังนั้นผมเลยจัดตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้คุณ”
เย่อวี้ก้มหน้าลง มองแก้วน้ำชาที่อยู่ในมือ ในใจลังเลไม่รู้จะเลือกอะไร
เขาเข้าใจความตั้งใจของโหลวเยวี่ยที่จะปกป้องตัวเอง ถ้าหากเป็นคนอื่น ที่สามารถได้เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการและยังได้รับการปกป้องอีก แค่ดีใจยังน้อยไปเลย แต่บังเอิญเย่อวี้เป็นคนที่มีอุดมการณ์ในอาชีพ ตอนแรกเพื่อความฝันที่จะเป็นนักข่าวถึงได้อดทนตั้งแต่การฝึกงาน กว่าจะได้มาเป็นนักข่าวมืออาชีพก็ไม่ใช่ง่ายๆ แต่เพราะความโชคร้ายครั้งนี้ทำให้ตัวเองต้องละทิ้งความฝัน นี่ทำให้เขารู้สึกเสียใจมาก
สายตาของโหลวเยวี่ยกวาดผ่านหน้าเย่อวี้ไป ความลังเลใจของเย่อวี้ได้อยู่ในสายตาของเขาทั้งหมดแล้ว
“จะว่าไปแล้ว ถึงแม้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐจะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าทำอะไร แต่ผมก็ไม่กล้าไม่รับประกันารร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายจะหยุดอยู่แค่นี้ ดังนั้นวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือจับพวกเขาให้ได้เร็วที่สุด” โหลวเยวี่ยถอนหายใจเบาๆ “หลังจากจบเรื่องแล้ว ถ้าหากคุณยังอยากกลับไปเป็นนักข่าวผมจะจัดการให้เอง”
“จริงเหรอครับ? มันดีจังมากเลย...” พอได้ฟังคำตอบของอีกฝ่าย เย่อวี้พอวางใจลงได้บ้าง “จริงสิอ่อ ถ้าผมเข้าร่วมกับพวกคุณต้องการให้ผมทำอะไรบ้างไหม?”
“สำหรับสื่อภายนอก คุณเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของผม แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ต้องรับผิดชอบคดีอะไร แค่อยู่ที่นี่คอยช่วยเหลืองานเอกสารทั่วไปก็พอ หากหลังจากนี้คุณคิดจะกลับไปเป็นนักข่าวปกติ ผมไม่แนะนำให้คุณยุ่งเรื่องภายในหน่วยลึกเกิน” โหลวเยวี่ยพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แม้ครั้งนี้จะเป็นการอนุมัติพิเศษจากสำนักงานใหญ่ แต่ถ้าหากคุณรู้เรื่องเยอะเกินไป ถึงตอนนั้นผมก็ไม่รับประกันนว่าคุณจะไปได้”
“เรื่องนี้ผมเข้าใจ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับหินกุญแจเลือดผมจะเก็บรักษาเป็นความลับ” เย่อวี้รีบตอบตกลง ในใจเขาก็รู้ดีว่าความลับเหล่านี้ห้ามเผยแพร่เด็ดขาด
โหลวเยวี่ยพยักหน้าเบาๆ แล้วะก็ลุกขึ้น “การทำเรื่องขั้นตอนต่างๆ เดี๋ยวอาฉีกับเสี่ยวเหยียนจะจัดการให้เอง คุณแค่ช่วยเซ็นชื่อก็พอ วันมะรืนนี้ก็เริ่มทำงานได้ ส่วนเรื่องบริษัทของคุณผมจะจัดการให้”
“อ๊ะ่า งั้นตอนนี้ผมควรจะพักที่ไหนเหรอ?” เย่อวี้เพิ่งจะนึกคำถามนี้ขึ้นได้ทันที ด้วยนสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ย่อมไม่มาสามารถกลับไปอยู่กับพ่อแมได้่อย่างแน่นอน จะหาห้องเช่าแบบฉุกเฉินก็ไม่ใช่ที่ ตอนนี้อยู่ในสภาพที่เป็น `คนไร้บ้าน` ของแท้
“เสี่ยวเหยียนจะจัดการให้คุณเอง” โหลวเยวี่ยโยนคำตอบออกไป แล้วก็เปิดประตูเดินออกจากห้องรับรองแขกออกไป
---------
ในคืนวันนั้น ณ ที่ออฟฟิศใต้ดินหนึ่งแห่ง พี่มู่กำลังขมวดคิ้วดูเอกสารชุดหนึ่งอยู่
รูปในบนเอกสารเป็นผู้ชายหัวล้าน อายุสามสิบกว่าๆ ตาเล็กริมฝีปากหนา หน้ากลมเล็กน้อย ทำสีหน้าบอกบุญไม่รับ แม้จะเป็นแค่รูปติดบัตรทั่วไป แต่ก็ปิดความเป็นนักเลงไม่มิด
“จินเปียว ชื่อในวงการคือ `ไอ้เสือ` เมื่อก่อนเคยทำงานเป็นนักเลงให้กับ `สมาคมเซิ่งเหยียน` คอยสั่งสอนพวกผู้ติดตามลัทธิที่ `ไม่เชื่อฟัง` และลงมืออย่างโหดร้าย” ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ พี่มู่อธิบายว่า “หลังจากที่ `สมาคมเซิ่งเหยียน` ถูกกวาดล้าง เขาก็ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก แต่ประพฤติตัวดีเลยได้รับการปล่อยตัวก่อนเมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็อยู่ในสถานะว่างงานไม่มีงานทำมาตลอด”
พี่มู่วางเอกสารลง มองไปที่ชายหนุ่ม “พวกคุณได้ตรวจสอบความเกี่ยวข้องระหว่างเขากับเฉินเหยียนหรือยัง?”
ชายหนุ่มพยักหน้า “หลังจากที่จินเปียวออกจากคุกแล้ว ดูเหมือนจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสัศักที่ มีข่าวลือว่าเขาทำธุรกิจลักลอบนำเข้า รายได้ไม่แน่นอน แต่เมื่อปลายปีที่แล้ว พวกเราค้นพบว่าในบัญชีของเขาจะมีเงินก้อนหนึ่งถูกโอนเข้ามาประจำทุกเดือน คนที่โอนให้ทุกครั้งั้งหมดคือผู้หญิงที่ชื่อหลี่ลี่” ชายหนุ่มส่งเอกสารชุดหนึ่งให้พี่มู่ “และหลี่ลี่คนนี้ก็คือหนึ่งในชู้รักของเฉินเหยียน”
พี่มู่รับเอกสารมาพลิกดูไปบ้าง “หลี่ลี่คนนี้เป็นแค่นางแบบปลายแถวที่เพิ่งเข้าวงการไม่นาน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเงินเยอะขนาดนี้ เกรงว่าคนที่โอนเงินให้จินเปียวทุกเดือนจะเป็นคนอื่น หลี่ลี่มีเฉินเหยียนเป็นเสี่ยแค่คนเดียวเหรอ?”
“ใช่ครับ ฉะนั้นที่พวกเราสงสัยอยู่ก็คือเฉินเหยียนใช้บัญชีของหลี่ลี่โอนเงินกให้จินเปียว และ...” ชายหนุ่มหยุดลงครู่หนึ่ง “ช่วงเวลาที่เริ่มโอนเงินกับช่วงเวลาที่เฉินเหยียนได้แหวนวงนั้นใกล้เคียงกันมาก”
“เมื่อกี้คุณบอกว่าจินเปียวอาจจะทำธุรกิจลักลอบนำเข้า หรือว่าเฉินเหยียนได้แหวนวงนั้นจากผ่านจินเปียว?” พี่มู่ประสานแขนไว้ กอดอกพิงไปที่พนักพิงของเก้าอี้ ก้มลงใช้ความคิด “แต่ต่อให้เฉินเหยียนได้แหวนวงนั้นโดยผ่านตลาดมืดของจินเปียว ว่าตามด้วยเหตุผลแล้วก็ต้องจ่ายครั้งเดียวจบถึงจะถูก การโอนเงินทุกเดือนแบบนี้เหมือนโดนข่มขู่มากกว่า”
“แต่การโอนเงินหยุดลงตั้งแต่เดือนที่แล้ว” ชายหนุ่มพูดเสริม “ถ้าหากเป็นการข่มขู่จริง เกรงว่าจินเปียวคงไม่ยอมง่ายๆ แน่”
“ตอนนี้จินเปียวคนนี้อยู่ที่ไหน?” พี่มู่เงยหน้าถามขึ้น
สีหน้าชายหนุ่มแสดงอาการทุกข์ร้อน “เขาหายตัวไปในวันที่เฉินเหยียนเกิดเรื่อง”
“ท่าทางจินเปียวคนนี้มีความน่าสงสัยว่าจะที่เกี่ยวข้องกับคดีเฉินเหยียนอย่างมาก ติดต่อไปที่สำนักงานตำรวจให้ช่วยตรวจสอบด้วย” พี่มู่ลุกขึ้น แววตาคมกริบ “นอกจากนั้นยืนยันที่อยู่ของหลี่ลี่ตอนนี้ที ฉันจะไปพบเขาสักหน่อย”
ชายหนุ่มตอบรับและจากไปอย่างรวดเร็ว
---------
เวลาสามทุ่มครึ่ง เขตในเมืองธรรมดาแห่งหนึ่ง
เย่อวี้เปิดไฟดัง “พรึ่บ”ขึ้นมา ห้องเตียงเดี่ยวขนาดประมาณ 40 ตารางเมตรก็ปรากฎปรากฏอยู่ตรงหน้า
“นี่คือหนึ่งในห้องพักฉุกเฉินภายนอกชั่วคราวของหน่วยพวกเรา เมื่อก่อนเคยมีรุ่นพี่พักอยู่ที่นี่ชั่วคราว ถึงจะเล็กไปหน่อย แต่อุปกรณ์พื้นฐานก็มีครบนะ” เสี่ยวเหยียนยิ้มแนะนำให้เย่อวี้ “ระยะนี้คุณก็อยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน ยังไงที่นี่ก็ปลอดภัยอยู่”
ตั้งแต่หลังจบการสนทนาตอนกลางวัน เย่อวี้ก็ไม่เห็นโหลวเยวี่ยอีกเลย ต่อมาการทำขั้นตอนยุ่งยากเรื่องที่วุ่นวายในเวลาต่อมาก็มีอาฉีกับเสี่ยวเหยียนช่วยเขาตัวเองจัดการ ยุ่งมาทั้งวันเต็มๆ ส่วนอพาร์ตเมนท์ที่อยู่ตรงหน้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานประจำจังหวัดก็เป็นเสี่ยวเหยียนที่คอยจัดการให้อีก
“ขอบคุณจริงๆ !” เย่อวี้ขอบคุณเสี่ยวเหยียนไม่หยุด ยังไงซะเธอขาก็ช่วยเขาตัวเองทำธุระเรื่องต่างๆ มาทั้งวัน
“ฮ่าๆ จะเกรงใจไปทำไมกัน ยังไงพวกเราก็จะเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว” เสี่ยวเหยียนยิ้มเอามือปิดปาก “นี่ก็ดึกแล้ว คุณรีบพักผ่อนเถอะ ฉันไปก่อนแล้วกัน มีเรื่องอะไรโทรหาฉันได้”
“ดึกขนาดนี้แล้ว ให้ผมไปส่งไหม?” เย่อวี้รู้สึกเป็นห่วง
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง วางใจเถอะ ผู้หญิงในหน่วยตรวจสอบพิเศษไม่มีใครกล้ายุ่งเหรอก” เสี่ยวเหยียนพูดหยอกล้อใส่ก่อนจะบอกและลาเย่อวี้ แล้วเดินออกจากอพาร์ตเมนท์ไป
รอบข้างๆ กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เย่อวี้มองไปรอบๆ ห้อง
การจัดแต่งในห้องเรียบง่ายเข้าใจง่าย พอเข้าประตูมาซ้ายมือจะเป็นห้องครัวง่ายๆ แบบเปิด ขวามือเป็นห้องน้ำ ที่เหลือที่ก็คืออยู่เตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือและเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือและเก้าอี้ตัวหนึ่ง
แม้การจัดแต่งจะเรียบง่าย แต่ห้องก็สะอาดมาก น่าจะมีคนมาทำความสะอาดประจำ แค่นี้สำหรับเย่อวี้ก็เพียงพอแล้ว เพียงแต่ของใช้ส่วนตัวบางอย่างยังต้องไปซื้ออีก
เย่อวี้ก้มลงดูนาฬิกา สามทุ่มสี่สิบนาที ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ น่าจะยังไม่ปิดมั้ง?
เย่อวี้หยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา ตรวจสอบประตูหน้าต่างอย่างละเอียด ขณะกำลังจะเดินลงตึกไป เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้จึง หยุดเดินทันที
เย่อวี้ยืนนิ่งอยู่สามวินาที ถอนหายใจเบาๆ หันหลังกลับเปิดประตูเข้าห้องไป เอาพลาสเตอร์ยาที่อยู่ในกระเป๋าออกมา แปะไว้ตรงร่องหน้าต่างจากด้านใน หลังจากล็อกประตูเสร็จก็แปะอีกอันไว้ที่ร่องประตูข้างใต้
เย่อวี้รู้สึกตัวเองจะเป็นโรคประสาทแล้ว แต่เหตุการณ์แก๊็สระเบิดก่อนหน้านี้ยังทำให้เขายังกลัวไม่หาย ถึงแม้นี่จะเป็นห้องที่หน่วยงานจัดเตรียมให้ แต่ในสถานการณ์ก่อนที่คนร้ายจะถูกจับกุม เขาตัวเองก็ได้แต่ระวังมากขึ้น
หลังจากทำเสร็จแล้วเย่อวี้ก็ลงจากตึกไป เดินไปที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆ
ร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกล เดินไปใช้เวลาเพียงสิบนาทีโดยประมาณ เย่อวี้ซื้อของเสร็จก็รีบเดินกลับอพาร์ตเม้นท์ สิ่งแรกที่เขาทำคือตรวจสอบพลาสเตอร์ยาที่อยู่ตรงร่องประตู เป็นเแพราะวัสดุของพลาสเตอร์ยามีความพิเศษ ถึงแม้ฉีกออกแล้วแปะกลับที่เดิม ปีกสองด้านก็ต้องเปลี่ยนรูปไปบ้าง โชคยังดีที่ว่าพลาสเตอร์ยาที่ตรงร่องประตูยังคงอยู่ในสภาพเดิม
เย่อวี้ค่อยวางใจได้บ้าง พอเปิดประตูเข้าไปก็ เอาของโยนไว้ข้างหนึ่งแล้วรีบไปตรวจที่หน้าต่าง เนื่องจากห้องอยู่ที่ชั้นสอง ถ้าจะมีคนตั้งใจจะปีนเข้ามาจากด้านนอกก็มีความเป็นไปได้
หน้าต่างที่ห้องน้ำ ห้องครัวก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ที่เหลือก็แค่หน้าต่างบานใหญ่ตรงข้างเตียง
เย่อวี้ดึงผ้าม่านออก ตรวจอย่างละเอียด สองข้างของพลาสเตอร์ยายังคงติดอย่างเหนียวแน่นตรงสองข้างของขอบหน้าต่าง และไม่มีร่องรอยของการถูกฉีก ดูเหมือนว่าช่วงที่ตัวเองออกจากห้องไป จะไม่มีใครเข้ามาภายในห้องไม่มีใครเคยเข้ามา
ถึงตอนนี้เย่อวี้ก็ได้วางใจลงทั้งหมด เขาถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองดูหนังแนวสืบสวนสอบสวนเยอะเกินไปหรือเปล่าถึงได้ระแวงขนาดนี้ จากนั้น และเขาก็ได้นวดหน้าผากตัวเองเบาๆ
ยังไม่ทันจะนวดไปได้เท่าไหร่ การกระทำของเย่อวี้ก็หยุดชะงัก นิ้วมือเริ่มสั่น หัวใจเต้นแรงขึ้น
เห็นเพียงหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้าปรากฎปรากฏเงาคนคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ข้างหลังเย่อวี้อย่างเงียบๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------