แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0014 ตอนที่ 15
ตอนที่ 14 ผู้มาเยือน
เย่อวี้แทบจะขนลุกไปหมดแล้ว เริ่มเสียวสันหลังขึ้นมา แต่วินาทีถัดมาเขาก็หันหัวไป คว้ากระเป๋าเป้ที่อยู่ข้างๆ คิดจะขว้างใส่อีกฝ่าย
แต่ยังไม่ทันที่จะขว้างออกไป เย่อวี้ก็หยุดชะงัก
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือเป็นรูปร่างอันที่คุ้นตาๆ กำลังยืนพิงขอบประตู สองมือกอดอก ใช้สายตาที่เยาะเย้ยมองมาที่ตัวเอง คนคนนั้นก็คือโหลวเยวี่ยนั่นเอง
“คุณ! คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?!“ เย่อวี้ตกใจจนแม้กระทั่งเสียงยังเพี้ยนเลย
“เมื่อครู่กี้” โหลวเยวี่ยมองเย่อวี้ด้วยหางตา “ถ้ามีเวลามาเล่นบทหนังสืบสวนแบบนี้ เอาเวลามาฝึกนิสัยปิดประตูทุกครั้งยังน่าจะดีกว่าอีก” พูดจบก็ยื่นมือไปปิดประตู “ถ้าเมื่อครู่กี้คนที่เข้ามาเป็นนักผู้ลอบสังหารคนนั้น คุณก็คงน่าจะตายไปแล้ว”
“ผม... เอ่อ... ขอโทษ... “ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าถึงการกระทำอันโง่เง่าทั้งหมดของตัวเองถูกอีกฝ่ายเห็นจนหมด เย่อวี้ก็อายจนแทบมุดดินหนี
“จะว่าไปแล้ว คุณมาที่นี่ทำไม?” เย่อวี้เอากระเป๋าที่อยู่ในมือวางกลับลงบนโต๊ะ ถามด้วยอาการร้อนรน
โหลวเยวี่ยก็ไม่ยอมตอบ แต่เดินตรงไปที่เย่อวี้แล้วยื่นสิ่งของชิ้นหนึ่งให้เขา
มันคือเป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าตาเหมือนกำไลห่วงข้อมือ หนาพอๆ กับที่อยู่บนมือของโหลวเยวี่ย
“นี่คืออะไร?”
“ของชั่วคราวที่ให้คุณใช้ในยามฉุกเฉิน” โหลวเยวี่ยพูดเรียบๆ “เมื่อเจออันตรายอาจจะช่วยชีวิตคุณได้”
เย่อวี้รับมาอย่างระมัดระวัง กำไลห่วงข้อมือทั้งอันเป็นสีเงิน ผิวหน้าเรียบเป็นเงา สัมผัสได้ถึงความเป็นโลหะ ความรู้สึกคล้ายกำไลข้อมือเงิน แต่น้ำหนักเบามาก ไม่รู้ทำมาจากวัสดุอะไร
“กำไลห่วงข้อมือนี้ได้ใส่ข้อมูลส่วนตัวของคุณไปแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีคุณใช้ได้แค่คนเดียว” โหลวเยวี่ยอธิบายให้เย่อวี้ฟัง “เมื่อเจออันตรายให้กดปุ่มฉุกเฉิน พวกเราจะระบุตำแหน่งแล้วไว้ ส่งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดไปช่วยคุณ”
เย่อวี้ลองเอาข้อมือซ้ายใส่เข้าไป ชั่วพริบลิกตาที่ใส่ห่วงกำไลข้อมือเข้าไปก็มีไฟแจ้งเตือนสว่างขึ้น บนกำไลห่วงข้อมือปรากฎปรากฏตัวอักษรชุดหนึ่ง บ่งบอกว่ากำลังแสดงเริ่มต้นการทำงาน ในเวลาเดียวกันกำไลห่วงข้อมือก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่น่าเชื่อ กำไลห่วงโลหะทั้งชิ้นอันได้ค่อยๆ หดเข้ามาจนพอดีกับข้อมือของเย่อวี้ เย่อวี้ลองสะบัดข้อมือดู แต่กำไลห่วงข้อมือก็ไม่มีทีท่าว่าที่จะหลุดออกเลย
“กำไลห่วงข้อมือนี้จะอ่านชีพจรและคลื่นสมองของคุณ เวลาปกติฟังก์ชันนี้จะอยู่ในสภาวะพัก แต่ถ้าร่างกายและคลื่นสมองของคุณเกิดอาการผิดปกติ มันจะทำงานอัตโนมัติและแจ้งเตือนเรา นี่เป็นการป้องกันไม่ให้คุณถูกวางแผนเล่นงานโดยดึงเข้าให้อยู่ใน `โลกเสมือนจริง`” โหลวเยวี่ยเสริมอีกว่า “แน่นอนว่า ถ้าหากคุณต้องการความเป็นส่วนตัวจะปิดฟังก์ชันนี้ก็ได้ แต่ความปลอดภัยของคุณผมก็จะไม่รับประกันด้วย”
เมื่อนึกถึงคนร้ายก่อนหน้านี้ที่เคยวางกับดัก `โลกเสมือนจริง` ใส่เฉินเหยียน การป้องกันแบบนี้จึงมันจำเป็นมาก เย่อวี้ก็เลยตัดสินใจเปิดทิ้งไว้แบบนั้นแหละ
“จะว่าไปแล้ว ผมจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองกำลังอยู่ใน `โลกเสมือนจริง` ?” เย่อวี้ถามคำถามนี้ออกมา
“ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกไปแล้วว่า มีแค่เวลาที่คุณหมดสติเท่านั้นโลกเสมือนจริงถึงจะสามารถเข้าไปในสมองของคุณได้อย่างไร้รอยต่อ ถ้าหากคุณตื่นจากการหมดสติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเชื่อมโยงความทรงจำของตัวเอง หากมีจุดที่เชื่อมไม่ติดหรือสถานการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลก็ต้องระวังแล้วล่ะ” โหลวเยวี่ยตอบกลับไป
“งั้นถ้าผมหลงกลของคนร้ายเข้าจริงๆ จะต้องทำยังไงถึงจะออกมาได้?”
“พูดตามหลักการแล้ว มีแต่การถอดเครื่องควบคุมออกเท่านั้น หรือไม่ก็อีกฝ่ายตั้งใจปลดการควบคุมกับคุณออกเองถึงจะออกจาก `โลกเสมือนจริง` ได้ แต่ว่า...” โหลวเยวี่ยมุมปากเชิดขึ้นนิดๆ หัวเราะเบาๆ ว่า “ถ้าหากมีการรบกวนจากภายนอกที่มากพอ ก็สามารถทำให้คุณออกมาได้ อย่างเช่นว่า มีคนกระทืบคุณอย่างรุนแรง”
เอ่อ... เราว่าตัวเองระวังตัวไว้จะดีกว่าแฮะนะ... เย่อวี้แอบคิดในใจ
“สุดท้าย อุปกรณ์นี้ยังมีฟังก์ชันพิเศษอยู่หนึ่งอย่าง ถ้าหากโชคไม่ดีเจอคนร้าย มันสามารถช่วยคุณได้ชั่วคราวก่อนที่พวกเราจะมาถึง” โหลวเยวี่ยยื่นมือแสดงให้ดูเห็นกำไลห่วงข้อมือของตัวเอง ทันใดนั้น บนกำไลก็ห่วงเกิดแสงสีน้ำเงินจางๆ เมื่อดูอย่างละเอียดเหมือนจะมีไฟฟ้าไหลอยู่ที่ผิวหน้า “ฟังก์ชันนี้สามารถปล่อยไฟฟ้าแรงสูงได้ แรงพอที่จะช็อตให้ผู้ใหญ่สักคนสลบได้ทันที แน่นอนว่ากระแสไฟฟ้านี้ผ่านการจัดการแบบพิเศษ ไม่มีผลต่อเจ้าของกำไลห่วงข้อมือ”
“แต่ว่า... คุณควบคุมมันได้ยังไง?” เย่อวี้มองอย่างงงๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ง่ายมาก แค่คุณคิดว่า `เปิดใช้ไฟการช็อต` ก็ได้แล้ว“ แสงสีน้ำเงินของห่วงกำไลข้อมือค่อยๆ หายไป โหลวเยวี่ยวางแขนลง “อุปกรณ์นี้สามารถอ่านคลื่นสมองของคุณได้ คุณก็ย่อมสามารถควบคุมมันผ่านคลื่นสมองได้”
“คุณบอกว่า แค่คิดๆ ในสมองก็ได้แล้วเหรอ!?”
“ใช่แล้ว ตอนนี้คุณก็ลองดูสิ”
เย่อวี้รวบรวมสมาธิ ในสมองหัวท่องอ่านคำว่า `เปิดใช้ไฟการช็อต` สี่คำซ้ำไปซ้ำมา ห่วงกำไลข้อมือก็ปรากฎปรากฏกระพแสไฟฟ้าแสงสีน้ำเงินแบบเดียวที่เหมือนกัน มันใช้ได้จริงๆ !
“งั้นจะปิดการช็อตก็ทำเหมือนกันสินะ?”
“ใช่”
สมแล้วที่เป็นองค์กรลับของประเทศ ถึงกับมียังมีอุปกรณ์ที่เห็นได้มีเฉพาะในหนังแนวจารชนอยู่จริงๆ ด้วย เย่อวี้ชื่นชมในใจ
ระหว่างการสนทนา สายตาของโหลวเยวี่ยก็หยุดลงที่แขนขวาของเย่อวี้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณบาดเจ็บนี่ิ?”
พอโหลวเยวี่ยพูดอย่างนั้นแล้ว เย่อวี้ถึงรู้สึกว่าแขนขวาตัวเองเจ็บแปลบขึ้นมา เมื่อมองไปที่แขนก็เห็นมีแผลอยู่แถมเลือดยังไหลอยู่อีกด้วย เหมือนว่าตอนที่รีบเมื่อกี้ตอนที่รีบจะขว้างกระเป๋าแล้วไม่ทันระวังจนโดนบาดขึ้นมา
โหลวเยวี่ยถอนหายใจเบาๆ หันไปหยิบกกล่องปฐมพยาบาลที่อยู่ในลิ้นชักของโต๊ะที่อยู่ข้างๆ ยื่นมือไปจับแขนของเย่อวี้ เหมือนกำลังจะทำแผลให้เขา
“อ๊ะ่า ไม่เป็นไร! ผมทำเองก็ได้แล้ว!” เย่อวี้หดมือกลับแบบอัตโนมัติ
มือของโหลวเยวี่ยค้างอยู่กลางอากาศ แววตาแสดงอารมณ์ที่ซับซ้อนแต่สังเกตได้ยาก
“คุณไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้” โหลวเยวี่ยฝืนยิ้ม “ผมจะไม่ค้นสมองของคุณอีกแล้ว และด้วยคุณสมบัติของร่างกายคุณ ยังไงผมก็ไม่สามารถมองเห็นอ่านความคิดของคุณได้หรอก”
“ไม่ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!” เห็นโหลวเยวี่ยเข้าใจผิด เย่อวี้จึงรีบอธิบายว่า “เป็นแค่แผลเล็กๆ เท่านั้นเอง ไม่ต้องรบกวนคุณจริงๆ ...”
“... งั้นก็ดี” โหลวเยวี่ยนิ่งเงียบสักพัก เอากล่องปฐมพยาบาลวางบนโต๊ะ “ในลิ้นชักนอกจากมีกล่องปฐมพยาบาลแล้วยังมีของใช้ส่วนตัวอยู่บ้าง คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อก็ได้ นอกจากนั้นในตู้เย็นก็มีน้ำดื่มและอาหาร ผ้าห่มสำรองอยู่ใต้เตียง ถ้าหากคุณยังต้องการอะไรอย่างอื่นอีกสามารถติดต่อเสี่ยวเหยียนได้”
“ได้ครับ ขอบคุณ!” เย่อวี้กล่าวขอบคุณ “ว่าไปแล้ว โหลว... เอ่อ ผู้การ ดูเหมือนคุณจะคุ้นเคยกับที่นี่มากเลยนะ?” ที่โหลวเยวี่ยพูดเมื่อสักครู่เกรงว่าหมือนเสี่ยวเหยียนก็ยังไม่รู้
โหลวเยวี่ยมองหน้าเขาด้วยไม่มีสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของโหลวเยวี่ย เย่อวี้รู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรที่ไม่ผ่านสมองอีกแล้วเหรอ? ขณะกำลังโทษตัวเองอยู่ ก็ได้ยินโหลวเยวี่ยค่อยๆ อ้าปากพูดว่า “เมื่อก่อนผมเคยอยู่ที่นี่มาก่อน... หลังจากนี้ก็อาจจะมาบ้าง”
เหมือนก่อนหน้านี้เสี่ยวเหยียนเคยบอกว่าเหมือนจะมีรุ่นพี่เคยอยู่ที่นี่ชั่วคราวมาก่อน? เพราะไม่ห่างจากสำนักงานจังหวัดทุกคนก็เลยชอบอยู่ที่นี่เหรอ? เย่อวี้คิดไปเรื่อย แต่อีกฝ่ายดูเหมือนไม่มีความคิดที่จะอธิบายต่อ
“พรุ่งนี้คุณหยุดหนึ่งวัน ตอนรายงานตัววันมะรืนมาถึงให้ไปหาเสี่ยวเหยียนเลย” โหลวเยวี่ยหันหลังเดินไปที่ประตู “อ้่อ...” โหลวเยวี่ยหยุดครู่หนึ่ง “อย่าลืมล็อกคประตูด้วย” พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมา เหลือเพียงเย่อวี้ที่ทำหน้าไม่ถูก
---------
วันที่สองตอนเช้า ที่ประตูคอนโดหรูแห่งหนึ่ง หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งทำตาเบลอๆ มองชายสองหญิงหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ
“ฉันนึกว่าเป็นคนส่งของซะอีก มาเคาะประตูทำไมแต่เช้า แถมยังไม่ให้คนหลับดีๆ ไม่ได้หรือไงต่ออีก!?” หญิงสาวดูเหมือนถูกปลุูกขึ้นมา เริ่มมีท่าทางอาการโมโหนิดๆ
“คุณคือหลี่ลี่ใช่ไหม?” ชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าถามขึ้น
“ใช่ ฉันเอง พวกคุณเป็นใคร?”
“ผมเป็นตำรวจคดีอาญา ผมแซ่หวง สองคนข้างๆ เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ร่วมมือกับหน่วยงานของเรา” ชายวัยกลางคนแสดงบัตร “พวกเรากำลังตรวจสอบคดีการตายของเฉินเหยียน หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือด้วย”
พอได้ยินว่าคดีของเฉินเหยียน หลี่ลลี่ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที “การตายของเฉินเหยียนเป็นเพราะอุบัติเหตุไม่ใช่เหรอ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย!” พูดจบก็รีบปิดประตู แต่ถูกผู้หญิงหน้าตาสะสวยดีที่อยู่ตรงหน้าขวางไว้
“คุณวางใจได้ พวกเราแค่มาทำความเข้าใจบางเรื่อง เสียเวลาคุณไม่นานหรอก” หญิงสาวหน้าตาดีคนดังกล่าวนี้ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ฉันแซ่มู่ หนุ่มน้อยที่อยู่ข้างหลังนี้เป็นผู้ช่วยของฉัน
หลี่ลี่ยังคิดที่จะปิดประตู แต่ประตูถูกผู้หญิงคนนี้ใช้มือหนึ่งเดียวจับไว้ ไม่ว่าหลี่ลี่จะออกแรงแค่ไหนก็ขยับไม่ได้
ดูไม่ออกจริงๆ ว่าผู้หญิงแซ่มู่คนนี้จะมีแรงเยอะขนาดนี้! หลังพยายามอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายหลี่ลี่ก็เลิกพยายาม
“ก็ได้ พวกคุณเข้ามาเถอะ ฉันยังต้องนอนต่อ ให้เวลาพวกคุณสิบนาที!” หลี่ลี่พูดอย่างโมโหแล้วเดินไปทางห้องรับแขก
พี่มู่ยิ้มนน้อยๆ แล้วพาอาฉีกับนายตำรวจผู้หมวดหวงเข้าไปในห้อง
“พวกคุณอยากจะถามอะไร? รีบพูดมา!” หลี่ลี่เอามือกอดอก นั่งลงที่โซฟา ความไม่พอใจปรากฏเขียนอยู่เต็มหน้า
พี่มู่ส่งรูปถ่ายใบหนึ่งให้หลี่ลี่ “คุณรู้จักคนนี้ไหม?”
บนรูปถ่ายเป็นชายหนุ่มที่มีผมสีดำ หน้าสี่เหลี่ยม ผิวค่อนข้างคล้ำ
หลี่ลี่มองเพียงแค่แว็บเดียว ก็ตอบว่า ”ไม่รู้จัก”
“อ้่อ? ไม่รู้จักแต่ทำไมโอนเงินให้เขาเยอะแบบนี้ทุกๆ เดือนล่ะ?” พี่มู่มองที่อีกฝ่าย พูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
หลี่ลี่อึ้งทันที เหมือนจะร้อนรน รีบเปลี่ยนคำพูดว่า “อ๊ะ่า ฉันนึกออกขึ้นมาได้แล้ว เขาอคือจินเปียวไง! ตอนแต่แรกดูไม่ออก เขาเป็นคนบ้านเดียวกับฉัน เมื่อก่อนสนิทกัน ก่อนหน้านี้เขาร้อนเงินเลยขอยืมจากฉันหน่ะ”
“รายได้จากการเแป็นนางแบบของคุณก็ไม่เท่าไหร่ เอาเงินเยอะขนาดนี้มาจากที่ไหนไปให้เขายืม?” ผู้หมวดนายตำรวจหวงน้ำเสียงจริงจัง “ทางที่ดีคุณพูดความจริงดีกว่า”
“คุณกล้าดูถูกฉันเหรอ! ฉันเดินแคทวอล์กครั้งเดียวหนึ่งได้เงินมากกว่าเงินเดือนสามเดือนของคุณอีก!” หลี่ลี่เหมือนถูกจี้จุด ยืนขึ้นทำท่าโมโหใส่นายตำรวจผู้หมวดหวง แต่สายตากลับมองไปอีกด้านเหมือนหลบสายตาของอีกฝ่าย
ผู้หมวดนายตำรวจหวงยังอยากถามต่อ แต่ถูกพี่มู่ใช้สายตาห้ามเอาไว้
“ฮ่าๆ ถือว่าคุณมีเงินเยอะขนาดนั้นก็แล้วกัน” รอยยิ้มของพี่มู่ยังคงเป็นมิตร ไม่แสดงอาการรุกไล่ แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเรื่องกระทันหันแล้ว ถามจี้อีกฝ่ายว่า “ว่าแต่ว่า... ทำไมคุณถึงต้องให้ยืมเงินคนที่คุณไม่เคยรู้จักยืมเงินล่ะ?”
“หมายความว่าไง? เมื่อกี้คุณไม่ได้ยินเหรอ? ฉันสนิทกับจินเปียวถึงได้ให้เขายืมเงินไง!” หลี่ลี่มองด้วยความโกรธ น้ำเสียงเริ่มไม่เป็นมิตรขึ้นมา
“งั้นก็แปลกแล้ว” พี่มู่ไม่โกรธ หัวเราะเล็กน้อยแล้วเก็บรูปกลับไป “ถ้าคุณสนิทกับเขาจริง ทำไมแม้กระทั่งหน้าตาเขายังจำผิดล่ะ?” สีหน้าของพี่มู่เหมือนล้อเขาเล่น “คนที่อยู่ในรูปไม่ใช่จินเปียวเลย”
หลี่ลี่แสดงอาการตกใจ แต่ก็รู้ทันทีว่าโดนอีกฝ่ายหลอกเต็มๆ เลยได้แต่กำสองมือแน่นไม่พูดอะไรต่อ
“ฉันเชื่อว่าคุณกับคดีของเฉินเหยียนไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าคุณยังโกหกอีก ฉันเกรงว่าฉันจะไม่คิดอย่างนั้นอีก” พี่มู่มองตรงไปที่หลี่ลี่ แม้น้ำเสียงจะนุ่มนวล แต่ก็ให้ความรู้สึกกดดันแบบปฏิเสธไม่ได้
สถานการณ์ตอนนี้จมอยู่ในความเงียบ พี่มู่นั่งรอและก็ไม่เร่ง รอคำตอบของหลี่ลี่อย่างเงียบๆ
“เฮ้อ... ยังไงเฉินเหยียนก็ไม่อยู่แล้ว งั้นฉันก็ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังแล้ว” เหมือนจะทนแรงกดดันแบบนี้ไม่ไหว หลังผ่านไปจากสามนาที ฟฝางเส้นสุดท้ายของหลี่ลี่ก็ขาดพังทลายลง เธอขาถอนหายใจยาวๆ คลายมือจากการกอดอกไว้แล้ว นั่งพิงโซฟาอย่างอ่อนแรง
“จริงๆ แล้วฉันก็ไม่รู้จักจินเปียว เงินพวกนั้นเป็นเงินที่เฉินเหยียนยืมใช้บัญชีของฉันโอนเงินให้เขา” หลี่ลี่จุดบุหรี่มวนหนึ่ง มองไปที่สามคนตรงหน้า “เพื่อปิดปากของเขา”
---------------------------------------------------------------------------------------------