แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด

แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0037 ตอนที่ 38

#38Chapter0037

ตอนที่ 37 ตัวล่อ

บนที่นั่งจำเลย หวังหมิงก้มหน้าลง บนที่นั่งจำเลย สองมือที่ถูกใส่กุญแจมือสั่นอยู่เล็กน้อย ฟังคำตัดสินจากผู้พิพากษาอย่างหวาดกลัว

ขั้นตอนการไต่สวนในวันนี้ดำเนินไปเกือบห้าชั่วโมง ระหว่างนั้นเหมือนจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอยู่ จึงเลยพักการไต่สวนไปช่วงหนึ่ง แน่นอนว่า หวังหมิงไม่รู้ว่าความวุ่นวายเมื่อสักครู่ที่เกิดขึ้นข้างนอกเมื่อครู่นอกนั้นเกิดเพราะตัวเอง

และที่อยู่ข้างหลังเขา สายตาของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างหลังเขาค่อยๆ กวาดสายตาผ่านแผ่นหลังของหวังหมิง จากนั้นและก็มองไปรอบๆ ศาลอย่างระวัง

“สถานการณ์ืฝั่งคุณเป็นยังไงบ้าง” เสียงของโหลวเยวี่ยส่งมาจากหูฟัง

“ตอนนี้ปกติ ไม่พบคนน่าสงสัย” หลานสวี่ตอบเบาๆ “ทางฝั่งคุณล่ะ? เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

“จับกุมมาหมดแล้ว” โหลวเยวี่ยพูดไปพลางก็กวาดสายตามอง `กองทัพชายชุดกันลม` ทั้งขบวนที่อยู่หลังกระจกกันเสียง พูดเรียบๆ ว่า “การไต่สวนใกล้จะจบแล้ว ถ้าหากคนคนนั้นจะลงมือล่ะก็ คาดว่าก็ต้องเป็นช่วงเวลาที่คนออกจากศาลนี่แหละ คุณจับตาดูไว้ ผมก็จะส่งคนไปเฝ้าระวังต่อไป”

โหลวเยวี่ยวางวิทยุลง หันไปหาพี่หี่มู่ที่อยู่ข้างๆ “มู่อวิ๋น ทางออกทุกทางของศาลได้จัดวางกำลังไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

“ได้จัดวางเรียบร้อยแล้ว หลังการไต่สวนจบลง พวกเราจะให้เจ้าหน้าที่ช่วยควบคุมประชาสชนออกจากศาล ไม่ให้อู๋เสวียปิงมีโอกาสได้หนี” พี่มู่ตอบ

“หลังจากหวังหมิงลงจากชั้นศาล ก็จะถูกส่งขึ้นรถหุ้มเกราะเข้าคุกทันที สำหรับอู๋เสวียปิงแล้ว ถ้าหวังหมิงขึ้นรถไป เขาก็จะไม่มีโอกาสลงมืออีกเลย ดังนั้นระหว่างที่การไต่สวนจบลงจนถึงหวังหมิงขึ้นรถช่วงนี้ พวกเราต้องระวังเป็นพิเศษ” โหลวเยวี่ยเสริมอย่างละเอียดรอบคอบ

“วางใจเถอะ ครั้งนี้พวกเราจะไม่ถูกทำให้ไขว้เแขวอีกแล้ว” แววตาพี่มู่แฝงด้วยความดุดัน สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เหมือนจะทำให้เธอขาอัดอั้นตันใจ

“อีกฝ่ายคงจะเตรียมตัวมาอย่างดี อย่าถูกเขารบกวนสภาพจิตใจล่ะ” โหลวเยวี่ยเตือนขึ้น จากนั้นก็หันสายตาไปที่กระจกกันเสียงข้างตัว

“ตอนนี้ ให้พวกเรามาคุยกับ `ตัวล่อ` พวกนี้ก็แล้วกัน”

ในห้องสอบสวน สมาชิก `กองทัพชายชุดกันลม` ย่อตัวลงที่พื้น ทุกคนก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง

คนกลุ่มนี้รวมกันสิบกว่าคน มีทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น จุดร่วมของพวกเขาคือ ทั้งหมดต่างใส่เสื้อกันลมสีเข้ม สวมหมวกแก๊ปและแว่นดำ แน่นอนว่าตอนนี้หมวกและแว่นได้ถูกถอดออกไปแล้ว เผยให้เห็นแสดงใบหน้าที่เศร้าหมอง

“ทำไมพวกคุณถึงแต่งตัวแบบเดียวกันแล้วมาทั้งหมดโผล่มาอยู่ที่นี่?” พี่มู่ถามขึ้น “อย่าบอกกับฉันว่าเป็นความ `ความบังเอิญ` นะ...”

พวก `ชายชุดกันลม` ยังคงก้มหน้า ไม่มีใครกล้าพูด

“เหหึอๆ ต้องรู้ไหมว่าการรวมตัวกันเกิน 10 คนก็ถือว่าเป็น `เหตุการณ์แบบกลุ่ม`” พี่มู่พูดอย่าเย็นชา “พวกคุณทำพฤติกรรมแบบนี้ในที่อย่างศาลเช่นนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายก็คงไม่เกินเลย ถ้ายังไม่ยอมพูดดีๆ ล่ะก็ ถึงเวลาคงจะไม่ใช่แค่ขังวันสองวันก็จะจบเรื่องได้นะ...”

“ผมไม่เคยรู้จักพวกเขามาก่อน!”

“ผมก็ถูกเรียกมาด้วย! เชื่อผมสิ!”

...

พอได้ยินว่าจะถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย ชายชุดกันลมพวกนี้ต่างหวาดกลัวขึ้นมาทันที ต่างคนต่างรีบอธิบาย

“ค่อยๆ พูดทีละคน” พี่มู่โบกมือส่งสัญญาณ จากนั้นก็มองไปที่ผู้ชายตาเล็กที่อยู่ตรงกลาง คตนนี้ก็คือคนที่ถูกอาฉีจับได้ในห้องแปลงไฟไฟก่อนหน้านี้

“คุณพูดก่อน” พี่มู่ออกคำสั่ง

ชายตาเล็กงงอยู่ครู่หนึ่ง เห็นสายตาคนรอบๆ ตัวรวมอยู่ที่ตัวเอง เหงื่อออกไม่หยุด รีบพูดขึ้นมา

“ผมก็เห็นเรื่องกิจกรรมครั้งนี้จากเว็บบอร์ดสนทนาฟอรัมที่หนึ่ง ก็เลยมาร่วมสนุกด้วย” ชายตาเล็กพูดอย่างหวาดกลัว

“ `กิจกรรม` ?” พี่มู่ขมวดคิ้ว “กิจกรรมอะไร?”

“มีชาวเน็ตไร้นามนิรนามโพสต์บนหน้าเว็บท้องถิ่นขนาดใหญ่ ว่าจะรวมตัวกันทำกิจกรรม `แฟลรชม็อบ`* แล้วขอร้องให้ผู้เข้าร่วมใส่เสื้อกันลมสีเข้ม สวมหมวกแก๊ปและแว่นดำในรูปแบบเดียวกัน บอกว่าจะทำ `การแสดงพิเศษ`”“ ชายคนนั้นอธิบาย “การไต่สวนครั้งนี้ได้รับความสนใจมากไม่ใช่เหรอ? หลายคนคิดว่ากิจกรรมครั้งนี้จะถูกนักข่าวเผยแพร่ นำไปรายงานข่าว ไม่แน่อาจจะได้ขึ้นออกทีวีด้วย ก็เลยมีคนสมัครอยู่ไม่น้อย”

(*หมายเหตุ : `แฟลรชม็อบ` เป็นพฤติกรรมฮิปปี้ที่ได้รับความนิยมระดับโลกในช่วงหลัง สามารถมองได้ว่าเป็นศิลปะเชิงการกระทำแบบชั่วคราวในช่วงเวลาสั้นๆ พูดง่ายๆ ก็คือ หลายๆ คนใช้อินเทอร์เน็ตหรือวิธีอื่น ตั้งสถานที่เฉพาะเจาะจง และเวลาที่ชัดเจน แล้วทำเรื่องที่ได้สั่งตกลงกันไว้พร้อมกันอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นก็แยกย้ายอย่างรวดเร็ว)

พวกชายชุดกันลมที่อยู่รอบๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ถูกกิจกรรมครั้งนี้เรียกมารวมตัวกัน

“ดังนั้นคุณเลยก็อยากใช้กิจกรรมนี้เพื่อออกขึ้นทีวี?” อาฉีที่อยู่ข้างๆ มองชายตาเล็ก พูดเสริมด้วยความเย้ยหยันนิดๆ ว่า “งั้นคุณแอบย่องไปห้องแปลงไฟห้องแปลงไฟทำไม?”

“เอ่อ... ที่จริงแล้ว... ผม... ก็ไม่ได้อยากเข้าร่วมกิจกรรม `แฟลรชม็อบ` อะไรนั่นหรอก...” ชายคนนั้นพูดตะกุกตะกัก “ผมแค่อยากอ้างใช้โอกาสที่การเข้าร่วมงานนี้แอบออกมาหลบสักพักหนึ่ง... อีแก่ที่บ้านมันจับตาดูทุกฝีก้าวเลย...”

“คุณแอบไปห้องแปลงไฟห้องแปลงไฟก็เพื่อจะโทรศัพท์หาให้ชู้รัก? ไม่ได้ใช่จงใจทำอะไรพิเศษ?” อาฉีทำหน้าไม่เชื่อ

“จริง! เป็นเรื่องจริง!” ชายคนนั้นรีบอธิบาย “ถ้าไม่เชื่อพวกคุณไปตรวจประวัติการโทรก็ได้!”

“คนที่เรียกรวมพลบนเว็บได้บอกไหมว่าจะให้พวกคุณทำ `การแสดงพิเศษ` อะไร?” พี่มู่ถามแทรกขึ้นมา

“ไม่ได้บอกมี เขาบอกว่าแค่พวกเราปรากฏตัวก็พอ ถึงเวลาเขาจะจัดการให้ แต่ก็ไม่เจอใครมาทำอะไรเลย” ชายตาเล็กบ่นอย่างเกรงๆ “ถ้ารู้ว่าจะถูกตำรวจจับ ต่อให้ตายผมก็จะไม่มา...”

“จะเล่น `แฟลรชม็อบ` ก็ต้องแยกแยะสถานที่ด้วย แต่งตัวน่าสงสัยแบบนี้มารวมตัวกันที่ศาล รนหาที่ตายชัดๆ ” น้ำเสียงพี่มู่ดุดันจริงจัง

พวกชายชุดกันลมฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที ต่างรีบร้องขอชีวิต

“ตรวจสอบผู้ใช้ยูสเซอร์นิรไรนามคนนั้นที่ประกาศกิจกรรมแฟลรชม็อบบนเว็บ คนนั้น ไม่ว่ายังไงก็ต้องจับคนคนนั้นให้ได้” โหลวเยวี่ยเงยหน้ามองที่นาฬิกา “การไต่สวนน่าจะใกล้จบลงแล้ว คนพวกนี้ควบคุมตัวไว้ก่อน รอเรื่องวันนี้จบแล้วค่อยจัดการอีกที” พูดจบก็เดินออกจากห้องสอบสวน

---------------

“... จำเลยหวังหมิงก่อคดีปล้นทรัพย์ พยายามฆ่าโดยเจตนา และก่ออันตรายาชญากรรมต่อความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ อาชญากรรมหลายอย่างลงโทษของอาชญากรรมทั้งหมดรวมกัน คำพิพากษาครั้งแรกคือจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีการปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บนมีการคุมประพฤติ” ผู้พิพากษาได้ลุกขึ้นยืน เริ่มอ่านคำพิพากษาในการไต่สวนครั้งนี้ “หากไม่ยอมรับคำพิพากษานี้ สามารถยื่นอุทธรณ์ใหม่ได้ภายในสิบวันทำการหลังจากตั้งแต่วันที่สองที่ได้รับหนังสือคำพิพากษาภายในสิบวันทำการ...”

“ปัง!” ตามด้วยเสียงทุบค้อนร่วง การไต่สวนจบลงอย่างเป็นทางการ หวังหมิงที่สีหน้าเหมือนคนตายไปแล้วถูกควบคุมตัวออกไป ประชาชนที่อยู่ตรงที่นั่งผู้เข้าร่วมฟังการพิพากษาเองก็เริ่มลุกขึ้นเตรียมจะออกไป

และตอนนี้ในห้องบัญชาการ ทุกคนต่างอยู่ในสถารการณ์การภาพเฝ้าระวังระดับสูง สายตาแต่ละคู่เฝ้ามองกล้องวงจรปิดอย่างระมัดระวัง กลัวจะพลาดเบาะแสไปแม้น้อยนิด

“ทุกฝ่ายยระวังจับตาดูทุกตำแหน่งทุกทางเข้าออก ปล่อยคนไปเป็นชุดๆ ป้องกันคนที่จงใจสร้างความวุ่นวาย” พี่มู่สั่งการอย่างใจเย็น

“และให้จับตาดูบริเวณรอบห้องที่ควบคุมตัวหวังหมิงอย่างเข้มงวด”

ประชาชนออกกไปเป็นรอบๆ อย่างมีระเบียบ ไม่มีคนที่น่าสงสัยโผล่มา และไม่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ อีก ขั้นตอนเป็นไปเป็ยอย่างราบรื่นจนผิดสังเกต

“หาเป้าหมายไม่เจอเลยเหรอ?” หลังจากประชาชนกลุ่มสุดท้ายออกไป พี่มู่ก็ไม่ได้รับรายงานของเบาะแสใดๆ อีก จึงอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่รู้ตัว “ลองหาดูอีกที ก่อนที่หวังหมิงจะถูกพาขึ้นรถอย่าได้ประมาท!”

แต่ทว่าจนถึงจนกระทั่งหวังหมิงถูกส่งขึ้นรถตำรวจออกจากศาลไป ในปฏิบัติการครั้งนี้เป้าหมายที่สำคัญที่สุด ในปฏิบัติการครั้งนี้อย่างอู๋เสวียปิง ก็ยังคงไม่ได้ปรากฏตัวออกมา ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาเลย มันทำให้บรรยากาศในห้องบัญชาการอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อย

“ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะไม่โผล่มาแล้ว” หลานสวี่เดินเข้าห้องบัญชาการ มองที่โหลวเยวี่ยที่มีสีหน้าขุ่นเคืขืองแล้วยักไหล่ใส่ “ยังคิดนึกว่าเขาจงใจหาชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้มาเป็น `ตัวล่อ` เพื่อชิงลงมือตอนโกลาหลซะอีก”

“เขากำลังล้อพวกเราเล่น” โหลวเยวี่ยที่เงียบอยู่นานสุดท้ายก็เริ่มพูด “อู๋เสวียปิงไม่ได้คิดจะลงมือกับหวังหมิงเลย เขาก็เลยวางแผนให้เกิดความความวุ่นวายขึ้น เพียงแค่อยากให้พวกเราขายหน้าต่อศื่ต่อสื่อทั้งหลาย เป้าหมายที่เขาคิดจะลงมือจริงๆ คงจะเป็นคนอื่น...”

จู่ๆ เหมือนโหลวเยวี่ยจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้ามองไปที่หลานสวี่ทันที

“วันนี้เป็นวันที่เขาถูก `ปล่อยออกมา` ใช่ไหม!?” โหลวเยวี่ยถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ใคร...?” หลานสวี่ไม่ค่อยเข้าใจ

“เย่อวี้ไง!”

“วันนี้เขาก็จะฝึกเสร็จออกจากค่ายฝึกจริงๆ นั่นแหละ หรือว่า...!” หลานสวี่รู้สึกตัวได้ทันที หันไปหาโหลวเยวี่ยที่อยู่ข้างตัว

“แย่แล้ว” โหลวเยวี่ยลุกขึ้น “พวกเราโดนหลอกแล้ว!”

---------------

เย่อวี้ปลดแท่งตะกั่วบนตัวออก เปลี่ยนเป็นชุดของตัวเอง แล้วมองตัวเองในกระจก

เทียบกับสองสัปดาห์ก่อนแล้ว ร่างกายของตัวเองเขาแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย กล้ามเนื้อเห็นได้ชัดเจนขึ้น แม้กระทั่งเสื้อเดิมก็ยังรู้สึกแน่นขึ้น

ที่สำคัญคือ เย่อวี้รู้สึกได้ถึงสมรรถภาพทางร่างกายที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่อาการเหนื่อยจะถูกพัฒนาให้ดีสีหน้าดูดีมากขึ้น ความอดทน การระเบิดพลังในช่วงเวลาสั้นๆ แรงกระชากของตัวเองก็อัพพัฒนาไปอีกหลายขั้น ตอนนี้ต่อให้วิ่ง 3000 เมตรก็สามารถทำได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าหนื่อยหอบ เทียบกับตอนที่เพิ่งเข้าค่ายฝึกใหม่ๆ ที่ท่าทางอ่อนแอตอนที่เพิ่งเข้าค่ายฝึกใหม่ๆ แบบนั้นเป็นคนละเรื่องเลยแล้วเทียบกันไม่ได้เลย

ดูเหมือนว่าการฝึกพิเศษของหลานสวี่จะได้ผลดีจริงๆ ! ขณะที่เย่อวี้กำลังถอนหายใจอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ

“เย่อวี้ เตรียมตัวเสร็จหรือยัง?” เสียงของเสี่ยวเหยียนดังมาจากประตูห้องพัก

“เรียบร้อยแล้ว!” เย่อวี้รีบหยิบสัมภาระแล้วเปิดประตู เห็นเสี่ยวเหยียนรออยู่ที่ประตูแล้ว

“ขอโทษด้วยที่ทำให้รอนาน” เย่อวี้พูดขึ้น “จริงๆ แล้วไม่ต้องรบกวนให้คุณมารับหรอก ผมกลับเองก็ได้”

“ไม่เป็นไร ฉันก็เพิ่งจะมาถึง” เสี่ยวเหยียนยิ้มมองเย่อวี้ “ตอนแรกวันนี้พวกหัวหน้าหลานพวกเขาก็จะมาด้วย แต่พวกเขาติดธุระจำเป็น ก็เลยเป็นฉันที่มารับคุณ”

น่าจะเป็นเรื่องการนไต่สวนของหวังหมิงมั้ง? เหมือนผู้สื่อข่าวกำลังถ่ายทอดสดอยู่ด้วย... จะว่าไปการไต่สวนครั้งนี้ใช้เวลานานจัง เย่อวี้คิดไปพลางแบกสัมภาระเดินออกจากค่ายฝึกกับเสี่ยวเหยียน

เนื่องจากค่ายฝึกตั้งอยู่บริเวณชานเมืองที่ห่างไกล ตอนแรกเย่อวี้ยังกังวลว่าจะหารถไม่ได้ แต่โชคดีที่มีแท็กซี่เข้ามาจอด ก็เลยรีบกวักมือเรียกบ

คนขับรถแท็กซี่เป็นผู้สูงอายุคนหนึ่ง แม้ผมจะขาวโพลนแต่ท่าทางกะปรี้กะเปร่า ใส่เครื่องแบบเป็นระเบียบ หวีผมอย่างประณีต ดูก็รู้ว่าเป็นคนขับรถมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ที่เป็นมืออาชีพ

“พี่ครับ ไปอาคารที่ว่าราชการจังหวัดครับ” เสี่ยวเหยียนกับเย่อวี้ขึ้นไปนั่งเบาะหลังตามลำดับ ที่ข้างหลังแล้วะพูดกับคนขับรถ

คนขับรถพยักหน้า แอบเหลือบมองใบหน้าของเย่อวี้ในกระจกมองหลัง มุมปากขยับขึ้นเผยอเล็กน้อยโดยไม่แสดงความรู้สึก จากนั้นก็สตาร์ทรถแล้ว ขับไปทางใจกลางเมือง

---------------------------------------------------------------------------------------------

devc-88b8c9ff-33080แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0037 ตอนที่ 38