แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0024 ตอนที่ 25
ตอนที่ 24 การตอบโต้ขั้นแรก
`เสือขาว` เหมือนจะตกใจ ไม่ได้พูดอะไรต่อ หัวหน้าหน่วยย่อยที่เหลืออีกสองคนก็แสดงสีหน้าตกใจเช่นกัน
“เรื่องนี้ฉันผมอนุญาตเป็นพิเศษเอง” คนที่พูดครั้งนี้คือสาวน้อยที่ถูกเรียกขานว่า `หัวหน้าใหญ่` “ความตั้งใจหมายของโหลวเยวี่ยในตอนแรกคือพยายามไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตปกติของ `ผู้ขับไล่` ก็เลยไม่ได้บอกทุกคน แต่พอดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว `ซื่อ` อาจจะสังเกตเห็นถึงคุณสมบัติพิเศษของเขาแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ของเขาจึงอันตรายมาก”
“ถ้าหากปล่อยให้ `ซื่อ` จับตัว `ผู้ขับไล่` ไป เรื่องจะยุ่งยากขึ้นไปอีก” `เต่าดำ` พูดด้วยเสียงต่ำ “และก็คงเป็นภัยร้ายสำหรับตัว `ผู้ขับไล่` เองด้วยมันก็คงเป็นภัยร้าย”
“งั้นทำการกักตัว `ผู้ขับไล่` เพื่อป้องกาันรชั่วคราว `ผู้ขับไล่` ได้ไหม?” `หงส์แดง` ออกความเห็น “มันไม่ใช่แค่เพื่อความปลอดภัยของเขา แต่ยังช่วยแถมยังป้องกันไม่ให้ `ซื่อ` ได้สิ่งที่พวกมันเขาอยากได้ เพราะยังไงแค่ตำแหน่งทางราชการก็ไม่สามารถทำให้พวกมันเขากลัวได้”
“ไม่ได้” โหลวเยวี่ยปฏิเสธทันที “ตอนนี้ `ซื่อ` ยังไม่สามารถพิสูจน์ความเป็น `ผู้ขับไล่` ของเขาได้ ถ้าทำอย่างนั้นงั้นก็เหมือนเป็นการบอกเขาอ้อมๆ ว่าเขาคือผู้ขับไล่ นอกจากนั้นปัญหาของ `ซื่อ` ก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ในระยะเวลาอันสั้นๆ หรือว่าคุณจะกักขังอิสระภาพของเขาไว้ตลอดเลยเหรอ?”
“แต่ว่า คุณคิดจะปกป้องเขายังไง? ศัตรูอยู่ในที่ลับเราอยู่ในที่แจ้ง แถมอีกฝ่ายก็เป็น `ซื่อ` ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด” คำพูดของ`หงวส์แดง` เต็มไปด้วยเหตุผล
“ในเมื่อเขาเป็นคนของผมแล้ว ผมก็ต้องดูแลความปลอดภัยของเขา” แววตาของโหลวเยวี่ยแสดงความมุ่งมั่น น้ำเสียงหนักแน่นไม่อาจสงสัย
“เลิกเถียงได้แล้ว” สาวน้อยที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้น “เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
พูดจบสาวน้อยก็หันหัวไปออกคำสั่งกับ `เสือขาว` ว่า “หลานสวี่ ฉันต้องการให้คุณช่วยโหลวเยวี่ยปกป้อง `ผู้ขับไล่` คนนั้น ด้วยความสามารถของคุณ ฉันเชื่อว่าไม่มีปัญหา”
“หัวหน้าใหญ่วางใจได้ เรื่องนี้ให้ผมทำเถอะได้เลย” หลานสวี่ตบอกตัวเอง “ผมจะช่วยเสี่ยวเยวี่ยอย่างสุดความสามารถของผมเอง เครืลือข่ายข้อมูลในมือผมกว้างจะตายมาก ใช่ไหมเสี่ยวเยวี่ย?” พูดไปหลานสวี่ก็ทำหน้าทะเล้นมองไปที่โหลวเยวี่ยที่อยู่ข้างๆ แต่ถูกโหลวเยวี่ยเมินใส่
“ไหนๆ `ซื่อ` ก็โผล่ออกมาแล้ว และในมือของเขาเป็นไปได้ที่จะมีหินกุญแจเลือดอยู่ในครอบครอง ฉันหวังว่าหน่วยย่อยทุกหน่วยจะสามารถรวมใจเป็นหนึ่งร่วมมือกันหาวิธีตอบโต้ ครั้งนี้จะต้องทำลายพวกมันเขาให้สิ้น” ท่าทางของสาวน้อยดูมุ่งมันจริงจังไม่อาจสงสัย หัวหน้าหน่วยย่อยทุกคนเองก็แสดงสีหน้าเอาจริง
“การประชุมของวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน ทุกคนเริ่มลงมือได้เลย” สายตาของสาวน้อยกวาดผ่านทุกคน สุดท้ายหยุดลงที่โหลวเยวี่ย “โหลวเยวี่ย คุณหยุดรอก่อน”
ลำแสงทั้งสามของเสือขาว หงส์แดง และเต่าดำค่อยๆ หายไป ในความมืดเหลือแต่แสงของหยินหยางไทเก็กและมังกรฟ้าเขียว
“ก่อนหน้านี้คุณเคยพูดว่าคุณสมบัติ `ผู้ขับไล่` ของคนถึงเรื่องของคนที่ชื่อเย่อวี้ที่เป็น `ผู้ขับไล่` อาจพัฒนาคุณสมบัติได้ เพื่อความแน่ใจ ฉันจะส่งคนไปตรวจอย่างละเอียด” สาวน้อยพูดขึ้น
“ขอบคุณครับ” โหลวเยวี่ยพยักหน้า “แต่ว่า ผมไม่อยากให้หลังจากนี้เขาต้องกลายเป็นตัวอย่างงานวิจัยของเรา เขาคือคนมนุษย์ตัวเป็นๆ ไม่ใช่สัตว์ของทดลอง”
“ฉันเข้าใจความคิดของคุณ แม้ว่า `ซื่อ` จ้องจะเล่นงานเขา แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะกักขังตัวเขาไว้ ฉันคิดว่า ถ้าคนคนนั้นยังอยู่ล่ะก็ ก็ไม่น่าจะเห็นด้วยกับการกระทำแบบนั้น” สาวน้อยมองที่โหลวเยวี่ย จากนั้นค่อยๆ พูดขึ้น
โหลวเยวี่ยกำสองมือกำแน่นโดยแบบไม่รู้ตัว ก้มหน้าไม่พูดอะไร
เมื่อสังเกตเห็นถึงปฏิกิริยาของโหลวเยวี่ย สาวน้อยก็ถอนหายใจ “เรื่องมันก็ผ่านไปสามปีแล้ว คุณต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางได้แล้ว เขาเองก็คงไม่ไม่น่าจะอยากให้คุณเป็นแบบนี้”
“ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าต้องก้าวไปข้างหน้า แต่บางเรื่องมันก็ฝังึกลึกลงไปในกระดูกไปแล้ว ผมปล่อยวางไม่ได้ ชาตินี้ก็ทำไม่ได้”
โหลวเยวี่ยเงยหน้าขึ้น แววตาที่แน่วแน่เหมือนมีไฟลุกโชนอยู่ “ขอโทษครับหัวหน้า เรื่องในครั้งนี้ ผมคงจะใจเย็นเหมือนคุณไม่ได้”
“คุณคิดว่าฉันใจเย็นเหมือนที่แสดงออกมาเหรอ?” สาวน้อยมองไปที่ไกลๆออกไป แววตาแฝงด้วยความเศร้า “สามปีมานี้ ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงภาพของเขาตอนสุดท้าย ในใจก็เหมือนถูกคว้านออกจนจะเกลี้ยง... สำหรับความแค้นที่มีต่อ `ซื่อ` ของฉันก็ไม่น้อยไปกว่าคุณหรอก แถมยังจะมากกว่าคุณด้วยซ้ำ”
โหลวเยวี่ยไม่ได้พูดอะไร ค่อยๆ หันหน้าออกไป
“เรื่องในครั้งนั้นฉันไม่เคยลืม ไม่เคยลืมเลย แต่ฉันก็ยิ่งไม่อาจลืมความรับผิดชอบที่ฉันแบกอยู่ของตัวเองบนไหล่ได้เช่นกัน นี่ก็คือทำไมสาเหตุที่ฉันมาถึงอยู่ตำแหน่งนี้ ก็เพื่อที่จะดำเนินภารกิจที่ยังไม่สำเร็จของเขา” แววตาของสาวน้อยกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง
“ขอโทษด้วย... ที่เมื่อสักครู่ผมพูดเกินไป” โหลวเยวี่ยกล่าวเบาๆ ด้วยใบบนหน้าโหลเยวี่ยมีอาการรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไร แต่ฉันหวังว่าคุณจะไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวมาใช้กับครั้งนี้ปฏิบัติการกำจัดกับ `ซื่อ` คุณจะไม่ใช้อารมณ์” ครั้งนี้” สายตาของสาวน้อยมองไปที่โหลวเยวี่ยอีกครั้ง “นอกจากนี้นั้น อย่าใช้ความสามารถนั้นโดยพละการ นี่ก็เพื่อตัวคุณเอง”
“ผมรู้ตัวเองดีได้”
“...งั้นก็ดี คุณไปทำธุระยุ่งของคุณต่อเถอะ”
ลำแสงค่อยๆ หายไป ห้องกลับสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง
โหลวเยวี่ยถอดแว่นสั่งทำพิเศษลง นิ่งเงียบสักพักแล้วก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้หนัง เดินออกจากห้องลับ
กลับมาที่ออฟฟิศต เห็นพี่มู่นั่งอยู่บนโซฟา เหมือนว่าจะรอนานแล้ว
“ประชุมเสร็จแล้ว?” พี่มู่เงยหน้าถามขึ้น
โหลวเยวี่ยพยักหน้า “มีธุระมาหากับผมเหรอ?”
พี่มู่ลุกขึ้น ส่งเอกสารให้ชุดหนึ่ง “เกี่ยวกับเรื่องที่คุณให้ฉันไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ ได้เรื่องแล้ว”
-----------------
เย่อวี้นอนอยู่บนเตียงคนไข้อย่างน่าเบื่อหน่าย มองที่เพดานอย่างเหม่อลอย
หลังผ่านการรักษาตัวไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายของเย่อวี้โดยทั่วไปก็ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ดูเหมือนว่าในหน่วยได้จะให้ตรวจร่างกายเพิ่มเติม ก็เลยยังต้องอยู่ที่โรงพยาบาลดูอาการต่อ
แม้ร่างกายจะฟื้นฟูกลับมาแล้ว แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของตนัวเองในตอนนี้ เย่อวี้ก็ได้แต่เลือกที่จะถูกขังตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลอย่างว่าง่าย ช่วงที่อยู่แต่ในโรงพยาบาลถูกขังนี้ เย่อวี้รู้สึกว่าตัวเองจะรากงอกอยู่แล้ว
เฮ้อไฮ่... น่าเบื่อจริงๆ เย่อวี้ถอนหายใจ หยิบเครื่องเล่นเกมส์พกพาที่อยู่ข้างมือ เตรียมจะเล่นอีกรอบยก นี่ยังเป็นของที่อาแซิวที่ตั้งใจเอามาให้เขาเล่นโดยเฉพาะ นี่ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่สิ่งที่เขาใช้แก้เซ็งได้ในที่ที่ๆ ไม่ค่อยมีาอะไรให้ทำอย่างโรงพยาบาลแบบนี้
“ก๊อกๆ ...” ที่ประตูมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น มีนางพยาบาลคนหนึ่งเแข็นรถส่งอาหารเข้ามาในห้อง
“ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้วนะ” นางพยาบาลยิ้มให้ เอาอาหารวางไว้บนโต๊ะ
“อ่อ ขอบคุณครับ” เย่อวี้วางเครื่องเล่นเกมส์พกพาในมือลง รีบกล่าวขอบคุณ “เอ่อ คือ... ผมอยากรู้จะถามว่าผมจะออกจากโรงพยาบาลได้ตอนไหน?”
“ถ้าการตรวจเช็กคไม่มีปัญหาล่ะก็ อาทิตย์นี้ก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ยังไงก็ต้องดูที่หน่วยของพวกคุณจัดการอีกที” คำตอบของนางพยาบาลค่อนข้างไม่ชัดเจน
เฮ้อไฮ่... ว่าแล้วว่าต้องรออีกหลายวัน เย่อวี้คิดอย่างน่าเบื่อช่วยไม่ได้
“อ๋่อ ใช่แล้ว” เหมือนนางพยาบาลจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หยิบเสื้อผ้ากองหนึ่งจากข้างใต้รถเแข็นอาหารออกมา วางไว้บนเตียง “นี่เป็นเสื้อผ้าไว้สำหรับเปลี่ยนที่เพื่อนร่วมงานของคุณให้ฉันเอามาให้ ก่อนหน้านี้เสื้อผ้าสกปรกที่คุณเปลี่ยนก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาที่ช่วยซักให้ เขาดีกับคุณจริงๆ เลยนะ”
“เพื่อนร่วมงานของผม? คนไหนเหรอ?” เย่อวี้เงยหน้าขึ้น ถามด้วยความประหลาดใจ
นางพยาบาลส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร คนที่เขาสวยๆมาก ผมยาวๆ ตาโตๆ ยิ้มแล้วอบอุ่นน่ารักคนนั้นน่ะ”
“หรือว่าจะเป็น...” เย่อวี้ทำตาโต “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
“ก่อนหน้านี้ยังอยู่หน้าประตูห้อง น่าจะเพิ่งไปได้ไม่นานล่ะมั้ง?” นางพยาบาลบุ้ยใช้ปากชี้ไปที่ประตู
“ผมขอออกไปแป๊บครู่หนึ่ง!” เย่อวี้รีบลุกจากเตียง ใส่รองเท้าเสร็จก็วิ่งไปที่ประตู เหลือแต่นางพยาบาลที่ยังงงๆ อยู่ให้อยู่ในห้อง
เย่อวี้วิ่งไปตามทางเดิน เห็นข้างหน้าที่ไกลๆ ออกไปตรงข้างหน้ามีเงาร่างคนที่คุ้นเคยกำลังรีบเดินจากไป
“เสี่ยวเหยียน!” เย่อวี้ไม่สนใจกฎฎของโรงพยาบาล รีบตะโกนเรียกเธอไว้ขา
เงาร่างคนที่อยู่ข้างหน้าเหมือนยังงงตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นแต่ก็หันมามองข้างหลังอย่างระแวดมัดระวัง เจ้าของเงาร่างนั้นก็คือเสี่ยวเหยียนนี่เอง
“เย่อ... เย่อวี้... คุณออกมาได้ยังไง?” เสี่ยวเหยียนมีท่าทีประมาทประหม่า
เย่อวี้รีบวิ่งขึ้นไป หอบหายใจพูดว่า “คุณ... คุณรีบไปทำไม! ผมมีเรื่อง... อยากพูดกับคุณ”
“เรื่อง... อะไรเหรอ?” เสี่ยวเหยียนหันหน้าไปอีกทางอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ไม่กล้าสบตาเย่อวี้
“ก่อนหน้านี้... ที่ผมตะคอกใส่คุณ... ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ด้วย!” เย่อวี้มองเสี่ยวเหยียนด้วยความละอายใจ รู้สึกผิด แล้วพูดอย่างด้วยจริงใจ
“อ๋อ”อ่า เรื่องนั้นเหรอ ไม่เป็นไร ฉันลืมไปแล้วน่ะ” เสี่ยวเหยียนรีบสะบัดมือ “เรื่องทั้งหมดฉันได้ฟังจากหัวหน้าแล้ว มันโทษคุณไม่ได้หรอก คุณอย่าห่วงเรื่องนี้เลย”
“ไม่ มันคือความผิดของผม ผมไม่น่าวู่วามเลย” เย่อวี้พูดอย่างละอายใจด้วยความรู้สึกผิด “หลังจากวันนั้น ผมก็พยายามหาโอกาสที่จะขอโทษคุณมาตลอด แต่ก็ไม่ได้เจอคุณเลย ผมยังคิดคิดอยู่เลยว่าคุณเกลียดผมหรือเปล่า...”
“ไม่ๆ ๆ !” เห็นเย่อวี้เหมือนเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง ผิด เสี่ยวเหยียนรีบทำความเข้าใจอธิบายใหม่ “จริงๆ แล้ว... ฉันก็กลัวว่าถ้าหลังจากคุณเจอฉัน จะนึกถึงเรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้... ก็เลยจะหลบไปสักพัก เพื่อไม่ให้ไปกระตุ้นคุณเข้า...”
“วางใจเถอะ ตอนนี้ผมไม่เป็นอะไรแล้ว” เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกอีกฝ่ายเกลียด เย่อวี้ก็สบายใจขึ้นมาบ้าง
“จริงๆ นะ?” เสี่ยวเหยียนถามอย่างกังวล
“จริงหน่ะสิ ดังนั้น... คุณไม่มีความจำเป็นที่ต้องหลบผมอีกแล้วนะ” เย่อวี้หัวเราะไปเกาหัวไป “แต่จะว่าไปแล้ว เมื่อไหร่ผมถึงจะออกจากโรงพยาบาลได้ล่อ่ะ อยู่ที่นี่จะเบื่อจะตายอยู่แล้วเอาจริงๆ เลยเนี่ย”
“ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าคุณจะเบื่อมากตายจริงๆ นั่นแหละเลยนะ” เสี่ยวเหยียนเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ “งั้นเอาอย่างนี้ ตอนบ่ายฉันพาคุณออกไปเดินเล่นเป็นยังไง?”
“ออกไปเดินเล่น?”
เสี่ยวเหยียนกระพริบตาด้วยท่าทางขี้เล่น “นานมากแล้วนะที่ไม่มีคนไปเดินเล่นเป็นเพื่อนฉัน อืม... ถือเป็นการไถ่ายโทษที่ครั้งที่แล้วคุณตะโกนใส่ฉันครั้งก่อนแล้วกัน”
“ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้บนตัวผมไม่มีอะไรใช้ที่ป้องกันตัวเองได้เลย...” เย่อวี้ลังเล มองไปที่ข้อมือซ้ายอันที่ว่างเปล่า ห่วงกำไลข้อมือก่อนหน้านี้ถูกคนทำลายไป ตอนนี้กำลังเก็บกู้ซ่อมแซมอยู่ “อีกอย่างและหัวหน้าก็ไม่แนะนำให้ผมออกไปไหนช่วงนี้ด้วย...”
“หัวหน้าแค่ไม่แนะนำให้คุณออกไปคนเดียว แต่ข้างตัวคุณยังมีฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ?” เสี่ยวเหยียนยิ้มพลางตบไหล่เย่อวี้ “วางใจเถอะน่ะ ต่อถ้าให้มีคนคิดจะลอบทำร้ายคุณ ฉันก็จะช่วยไล่มันไปเอง”
“คุณน่ะเหรอ?” เย่อวี้ยิ้มแห้งๆ “แน่ใจนะว่าไม่มีปัญหา?”
“อย่าดูถูกฉันนะ ผู้หญิงในหน่วยตรวจสอบพิเศษไม่มีคนไหนยุ่มงย่ามได้ง่ายๆ หรอกนะ” เสี่ยวเหยียนยิ้มทำปากจู๋
เย่อวี้หัวเราะ ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจัง แต่ว่าอยู่ที่โรงพยาบาลนานขนาดนี้ ได้มีโอกาสออกไปบ้างก็ตรงตามใจเขาเหมือนกัน
งั้นไปเดินเล่นรอบๆ น่าจะไม่มีปัญหาใช่ไหม? เย่อวี้คิดอยู่ อีกอย่างตอนนี้ก็เป็นกลางวันแสกๆ แถมอยู่ใจกลางเมืองอีก ต่อให้คนร้ายคิดจะลงมือก็ต้องกังวลบ้างแหละ...
คิดถึงตอนนี้ เย่อวี้ก็ทิ้งสิ่งที่โหลวเยวี่ยสั่งไว้ชั่วคราว เห็นด้วยกับข้อเสนอของเสี่ยวเหยียน
---------------------------------------------------------------------------------------------