แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0035 ตอนที่ 36
ตอนที่ 35 คนร้าย
“ก่อนหน้านี้ผมได้พูดกับพวกตำรวจที่อยู่ข้างนอกมาหลายรอบแล้ว ถ้าคุณอยากจะฟังผมก็จะเล่าอีกครั้ง” หวังหมิงมองไปที่ชายหนุ่มในเครื่องแบบสีดำที่อยู่ตรงหน้าและเริ่มเล่าขึ้นมา
“เย็นในวันที่น้องชายผมเกิดเรื่อง ตอนแรกนัดผมไว้ไปก๊งกันสักแก้ว ตอนหลังรออยู่นานก็ไม่เห็นคน มือถือก็ปิดเครื่อง ผมก็เลยไปหาเขาที่โรงงาน พอไปถึงก็ได้ยินเพื่อนร่วมงานเขาบอกว่าน้องชายผมไปเดินเล่นริมแม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ ผมก็เลยตามไป แต่ว่า... แต่ว่าผมเห็นมาแต่ไกลว่าไอ้คนนั้นผลักน้องชายผมลงแม่น้ำ!” แววตาดวงตาของหวังหมิงเต็มไปด้วยเส้นเลือด ร่างกายสั่นไม่หยุดด้วยความโกรธแค้น
“น้องชายผมว่ายน้ำไม่เป็นเลย! พอผมวิ่งไปถึง เขาก็ถูกน้ำพัดไปไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว... และผมก็ว่ายงน้ำไม่เป็นด้วย ไม่อย่างนั้นผมคงก็ลงไปช่วยแล้ว! ไอ้เลวนั่นเห็นผมวิ่งมาก็รีบวิ่งหนีไป ผมเห็นคนรอบๆ โทรเรียกตำรวจกับรถพยาบาลแล้ว ก็เลยตัดสินใจไล่ตามคนร้ายไป แต่เสียดายคนนั้นไอ้หมอนั่นวิ่งเร็วเกินไปเลย หนีออกไปได้...” หวังหมิงทำหน้าเสียใจหงุดหงิด
“แล้วตอนหลังคุณหาร่องรอยของคนร้ายคนนั้นอีกครั้งได้ยังไง?” โหลโหลวเยวี่ยถามขึ้น
“เหอะๆ พูดไปก็เป็นโชคเข้าข้าง” หวังหมิงหัวเราะอย่างเยือกเย็น “ในคืนนั้นผมได้ข่้าวว่าที่ถนนคนเดินตรงนั้นมีกลุ่มนักช้อปปิ้งคุณนายนักช็อปเศรษฐีนีมา เลยจงใจไปแอบไปย่องมตาม กะว่าจะขโมยกระเป๋าตังค์สักสองสามอัน แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอไอ้เลวคนนั้น! ตอนนั้นผมเลยมีความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมา”
“คุณก็เลยเสี่ยงอันตรายแสดง `การปล้น` ขึ้นมา กะว่าจะล่อคนคนนั้นให้เข้าไปในซอยคนเดียวตามลำพัง แล้วจัดการเขาไปในคราวเดียว?” หลานสวี่ยักขมวดคิ้วใส่
“แล้วคุณมั่นใจได้ยังไงว่าตอนนั้นเขาจะไล่ตามคุณไป?”
“ต่อให้ไม่ไล่ตามผมมา ผมก็จะใช้ช่วงจังหวะชุลมุนแทงเขามันไปสักแผล” หวังหมิงแสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์บึ้งตึงเยือกเย็น “ตอนแรกผมก็จะำทำสำเร็จอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ...” หวังหมิงจ้องมหลานสวี่ตรงๆ ความโกรธแค้นเขียนปรากฏอยู่เต็มหน้า
“คุณบอกว่า ตอนนั้นคุณเห็นมาแต่ไกลว่าน้องชายของคุณถูกผลักลงแม่น้ำ ระยะไกลขนาดนี้ คุณสามารถเห็นหน้าคนร้ายได้อย่างชัดเจนได้ด้วยเหรอ” โหลวเยวี่ยถามด้วยความสงสัย “และต่อให้คุณเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัด เคยเห็นเพียงแค่ครั้งเดียว คุณสามารถมั่นใจได้เหรอว่าคนที่คุณเห็นตอนเกิดเหตุ ก็คือคนเดียวกับคนที่คุณเจอบนถนนในตอนหลัง?”
“ไม่ผิดแน่!” หวังหมิงยืนยัน “พูดไปแล้วพวกคุณอาจจะไม่เชื่อ ถึงแม้ผมจะเห็นแค่แวบเดียว แต่ผมก็รู้ว่าก็คือเขามัน! ลักษณะของคนคนนั้นเหมือนถูกถ่ายไว้ในบนสมองของผมอย่างนั้นแหละ ไม่ลืมแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว!”
โหลโหลวเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย แลกสายตากับหลานสวี่
“ตอนที่น้องชายคุณเกิดเรื่อง ไม่มีคนอื่นเห็นเขาทำร้ายน้องคุณเหรอ?”
“น่าจะมีคนอยู่ แต่ว่าตำรวจพวกนั้นบอกว่าพยานที่เห็นเหตุการณ์ชี้ว่าน้องชายผมฆ่าตัวตาย โกหกทั้งเแพ! พวกเขามันต้องเป็นพวกเดียวกันแน่!” หวังหมิงกำหมัดแน่น ตะโกนอย่างโกรธแค้น
“ในเมื่อคุณบอกว่าเหตุการณ์ตอนนั้นคุณจำได้แม่นมาก งั้นคุณนึกเส้นทางตั้งแต่กลับจากริมแม่น้ำจนถึงที่พักโดยละเอียดได้ไหม? เดินไปทางไหนบ้าง? ทิวทัศน์ภาพรอบๆ มีอะไร?” หลานสวี่โยนคำถามออกไป
“นี่้... ผมจำไม่ได้แล้ว” หวังหมิงเหมือนกำลังเหม่อลอยอยู่ ใบหน้าแสดงสีหน้าดูที่มึนงง
“งั้นคุณยังจำหน้าเพื่อนร่วมงานคนนั้นที่ตอนแรกบอกว่าน้องชายคุณไปริมแม่น้ำได้ไหม?”
“เอ่อ... อันนี้... ผมก็ลืมแล้วเหมือนกัน” หวังหมิงพูดไม่ค่อยออก
“แม้กระทั่งคนที่คุยกับคุณอยู่ตรงหน้าคุณยังจำไม่ได้เลย แล้วทำไมถึงจำคนที่อยู่ตั้งไกลแถมเห็นแค่ครั้งเดียวได้ล่ะ?”
“ก็ผมจำได้!” หวังหมิงเริ่มเดือดขึ้นมา “ใช่สิ พูดไปพูดมาพวกคุณก็เหมือนพวกตำรวจที่อยู่ข้างนอกนั่น ไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดเลย!”
หวังหมิงกัดฟันจ้องมองทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความโกรธ สั่นไปทั้งตัว ถ้าไม่ใช่เพราะถูกล็อกไว้กับเก้าอี้ก สงสัยคงจะพุ่งเข้าใส่แล้ว
หลานสวี่โยนรูปถ่ายลงไว้ตรงหน้าหวังหมิง ทันทีที่หวังหมิงเห็นรูปก็เงียบลง สีหน้าบ่งบอกถึงความสับสนงง
“นี่... นี่คือ...?”
“นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณรอบๆ ที่พักของคุณในคืนที่น้องชายคุณเกิดเรื่อง” หลานสวี่พูดอย่างเย็นชา “ในคืนนั้น คุณกินข้าวดื่มเหล้าอยู่ที่แผงลอยอาหารแบบเปิดโล่งทั้งคืน หลังดื่มจนเมาก็นอนอยู่ข้างถนน ทั้งหมดนี้ได้ถูกกล้องวงจรปิดตามถนนถ่ายเอาไว้ ขอถามหน่อยคนที่เมาจนไม่รู้เรื่องอย่างคุณ จะไปหาน้องชายของคุณได้ยังไง แถมยังเห็นเหตุการณ์การลงมือด้วย?”
“เป็นไปไม่ได้!” หวังหมิงมองไปที่รูปถ่าย ท่าทางแปลกใจ “นี่เป็นไปไม่ได้!! ผมจำได้แม่นเลยว่า น้องชายผมถูกไอ้หมอคนนั่้นผลักลงแม่น้ำ! พวกคุณต้องหลอกผมอยู่แน่ๆ กล้องวงจรปิดเป็นของปลอม!”
“เหอะๆ ต่อให้คุณไม่เชื่อรูปถ่ายพวกนี้ แต่เจ้าของร้านแผงลอยกับลูกค้าที่อยู่ในตอนนั้นก็เป็นพยานได้ นอกจากนั้น ตอนที่น้องชายคุณเกิดเรื่อง โรงงานก็เลิกงานไปนานแล้ว ยามก็บอกว่าไม่เคยเจอคุณ ดังนั้นถ้าอย่างงั้นคุณรู้ได้ยังไงว่าน้องชายคุณไปริมแม่น้ำ?”
“นี่... นี่มัน... ตอนนั้นผมเป็น?? โอ๊ย๊ะ... ปวดหัวจัง!” ความสับสนและงุนงงสผสมปนเปกันแสดงบนใบหน้าของหวังหมิง แต่ก็เปลี่ยนกลับไปเป็นความโกรธทันที
“ของปลอม! หลักฐานพวกนี้เป็นของปลอมทั้งหมด!” หวังหมิงกุมหัวศีรษะแล้วตะโกนออกมา “พวกคุณแกกับคนร้ายก็เป็นพวกเดียวกัน! พวกเดียวกัน!”
“ดูท่าแล้วคงจะถามไม่ได้อะไรแล้ว” หลานสวี่ส่ายหน้าเบาๆ ยื่นมือกดกริ่งที่อยู่ใต้โต๊ะ เจ้าหน้าที่ตำรวจบึกบึนหลายนายวิ่งเข้ามาในห้องสอบสวนทันที ลากหวังหมิงที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ออกจากห้องไป
“ `ผู้เคราะห์ร้าย` อีกคนก็น่าจะเป็นคนนี้แล้วล่ะ” หลังเดินออกจากห้องสอบสวน หลานสวี่ก็ทำการวิเคราะห์ขั้นต้น
“ความทรงจำทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ มีแค่ความทรงจำที่ชัดเจนผิดปกติต่อบางเรื่องที่เฉพาะเจาะจงบางเรื่องที่ชัดเจนผิดปกติ แล้วยังมีอาการปวดหัวเมื่อนึกถึงความทรงจำเฉพาะบางช่วง... นี่เป็นร่องรอยของการที่ปรับแต่งความทรงจำถูกปรับแต่งแล้วจริงๆ ” โหลโหลวเยวี่ยพยักหน้า “ดูเหมือนว่าการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของคุณไม่ผิด พวก `ซื่อ` เริ่มทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้วจริงๆ ด้วย และคนคนนี้ก็เป็นคนประเทภทวู่วาม ง่ายที่จะถูกคนหลอก เป็นเป้าหมายในการหลอกใช้ที่ดีมาก”
“ถ้าอย่างนั้นแล้ว ข้อสมมุติฐานเรื่องวีดีโอของจินเปียวก็สามารถอธิบายแก้ได้แล้วด้วย เรื่องการทิ้งศพก็น่าจะเป็นความทรงจำปลอมที่ถูกปรับแต่ง อู๋เสวียปิงยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ด้วย” หลานสวี่วิเคราะห์ขึ้น
“ถ้าอู๋เสวียปิงเป็นคนของ `ซื่อ` จริงๆ และยังวางแผนคดีต่อเนื่องในครั้งนี้ งั้นตอนนี้แหวนหินกุญแจเลือดน่าจะยังอยู่ในมือเขา” โหลโหลวเยวี่ยมองไปที่หลานสวี่
“ใช่แล้ว และรวมกับที่มาของแหวนหินกุญแจเลือดที่พวกเราได้ตรวจสอบก่อนหน้านี้แล้ว ตอนแรกเรื่องที่เฉินเหยียนได้แหวนวงนี้ก็เป็นไปได้ว่าอู๋เสวียปิงจงใจจัดฉากขึ้น ส่วนเหตุผลที่เขาทำแบบนี้จะต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ `ซื่อ` กลับมาอีกครั้ง
“หึ ดูเหมือนว่าบทเรียนที่พวกเขาได้ไปก่อนหน้านี้จะยังไม่พอสินะ...” โหลโหลวเยวี่ยแสยะยิ้ม
“ผมเชื่อว่าเรื่องนี้มันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น” หลานสวี่ทบทวนกับตัวเอง “พวก `ซื่อ` คงไม่โง่พอที่จะซ้ำรอยเดิม เกรงว่าแผนการของพวกมันเขาจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”
“ไม่สนว่าพวกมันเขาจะมีแผนการอะไร ผมก็จะทำลายมันให้สิ้นซากเอง” สีหน้าโหลโหลวเยวี่ยแน่วแน่ “ในเมื่อพวกเขามันเคยปรับแต่งความทรงจำของหวังหมิง งั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง ขอแค่ตรวจสอบกลุ่มคนที่หวังหมิงได้เจอในช่วงนี้ทีละคน ไม่แน่อาจจะมีเบาะแส”
“เอ่อ... นี่คงจะเป็นการงมเข็มในมหาสมุทรแล้ว ยังไงสังคมของหวังหมิงก็ซับซ้อนไม่น้อย...”
“ถ้าหากตรวจสอบไม่ได้จริงๆ ... งั้นก็ให้ผมทำเองแล้วกัน” โหลโหลวเยวี่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“คุณ... คงไม่คิดจะ...?!” หลานสวี่ฟังความหมายที่แฝงอยู่ออก ตกใจจนทำตาโต “ไม่ได้! ไม่ให้ใช้ความสามารถนั้นสุ่มสี่สุ่มห้า! หรือคุณจะลืมไปแล้วว่าเพิ่งถูกเบื้องบนเตือนมาเมื่อไม่นานมานี้ได้ถูกเบื้องบนเตือนมา?”
“อุตส่าห์จับหางของ `ซื่อ` ได้แล้ว ผมไม่คิดที่จะปล่อยไปง่ายๆ แน่” แววตาโหลโหลวเยวี่ยแฝงด้วยความดุดัน พูดอย่างเย็นชา
“แต่ถึงอย่างนั้น คุณก็ทำแบบนี้ไม่ได้! ร่างกายของคุณ...”
“พอแล้ว” โหลโหลวเยวี่ยตัดบทจากหลานสวี่ “ผมรู้ขีดจำกัดตัวเองดีมีวิธีจัดการเอง คุณไม่ต้องยุ่งมากหรอก” พูดจบก็คิดจะจากไปคนเดียว
“เดี๋ยวก่อน”
หลานสวี่มองท่าทางแข็งกร้าวของโหลโหลวเยวี่ย คิดอยู่สักพักก็เรียกอีกฝ่ายเอาไว้
“ผมมีความคิดหนึ่ง มันอาจจะหาพวก `ซื่อ` เจอได้”
โหลโหลวเยวี่ยหยุดเดิน หันหลังกลับไป
“เป็นมีวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมา จะลองฟังดูไหม?
---------------
“ทำไมคุณถึงไม่ใส่ใจฉันเลย!?”
ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างคนขับร้องอย่างเรียกร้องความสนใจไร้เหตุผล ตาที่บวมแดงเต็มไปด้วยน้ำตา
“ผมไม่ใส่ใจคุณตรงไหนล่ะ!? เงินที่ผมหามาได้ทั้งหมดก็ให้คุณหมดแล้วไม่ใช่เหรอ! แต่คุณกลับเอาเงินพวกนี้ไปให้ลัทธิซาตานพวกนั้น!” ผู้ชายหนุ่มขับรถไปพลางตอบไปอย่างร้อนรน
“คุณไม่เข้าใจ! คุณไม่ได้เข้าใจอะไรเลย!” ผู้หญิงสาวร้องไห้แล้วตะโกนออกมาว่า “คุณมักจะบอกว่ายุ่งอย่างนี้อย่างนั้น! บางครั้งก็ไม่กลับบ้านหลายวัน ตอนที่ฉันเศร้าเสียใจคุณไปอยู่ที่ไหน!”
“ดังนั้นเพราะงั้นคุณก็เลยจงใจไปองค์กรแบบนั้นเหรอ!?”
“ใช่แล้ว!” ใบหน้าของหญิงสาวผู้หยฺงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “อย่างน้อยพวกเขาก็ยอมฟังที่ฉันพูด! ไม่เหมือนกับคุณ...”
“พอได้แล้ว!” สีหน้าของฝ่ายผู้ชายแสดงถึงความรำคาญ “คำพูดคุณพูดแบบนี้มาพวกนี้ของคุณได้พูดไปหลายรอบแล้ว! ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ไหวงั้นก็แยกทางไปเลย!” ผู้ชายหนุ่มพูดทำร้ายจิตใจโดยไม่ทันได้คิด แต่นึกไม่ถึงว่ากลับกระตุ้นการตอบสนองที่รุนแรงของฝ่ายผู้หญิงจนรุนแรงขึ้น
“ตกลงคุณจะหย่าใช่ไหม!” ฝ่ายสติผู้หญิงสติแตกไปแล้วพังทลายลง แหกปากกรีดร้องว่า “คุณพูดมา! คุณมีคนอื่นที่กิ๊กข้างนอกใช่ไหม! ใช่ไหม!!”
“คุณบ้าไปแล้ว!”
น้ำเสียงบิดเบี้ยวของผู้หญิงสาวที่บิดเบี้ยวกำลังเพราะไร้สติได้กระตุ้นประสาทของฝ่ายผู้ชายอย่างรุนแรง ผู้ชายหนุ่มที่สมาธิถูกรบกวนสมาธิไม่ได้สังเกตเห็นว่าตัวเองขับรถไปอยู่ในเลนฝั่งตรงข้าม พอได้สติกลับมา ก็เห็นรถบรรทุกที่หลบไม่ทันชนเข้ากับตัวเองจังตรงๆ ...
“อ๊าะ!!”
ผู้ชายวัยกลางคนลืมตาขึ้นทันที นั่งตัวตรงบนจากเก้าอี้
“เฮ้ห้อ... ฝันนี้อีกแล้วเหรอ?” เขาผู้ชายถอดแว่นกรอบสีทองออก ยื่นมือไปนวดระหว่างคิ้ว ค่อยๆ สงบอารมณ์ที่ยังค้างอยู่
“นี่ก็เจ็ดปีมาแล้ว...” ผู้ชายวัยกลางคนคลำสร้อยล็อกเก็ตที่ห้อยอยู่ตรงที่คออย่างติดนิสัยเป็นประจำ เปิดฝาขึ้นมาเบาๆ ในบนรูปถ่ายที่เก่าจนเหลือง มีผู้หญิงสาวที่สวยสง่ากำลังยิ้มให้ตัวเองเขาอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวเสวี่ย ผมขอโทษ...” ผู้ชายเขาใช้นิ้วลูบที่รูปถ่ายเบาๆ ในน้ำเสียงมีความเสียใจละอายใจที่ลืมไม่ลง “แต่คุณวางใจเถอะ อีกไม่นาน ผมก็จะทำให้คุณได้ `เกิดใหม่` เอง เชื่อผม...”
สีหน้าของผู้ชายวัยกลางคนกลับมาเยือกเย็นและแน่วแน่ เขายื่นมือเปิดลิ้นชักออกมา หยิบน้ำหอมที่ห่ออย่างประณีตออกมาขวดหนึ่งแล้ว ฉีดบนตัวเบาๆ
เขาผู้ชายจะใช้น้ำหอมนี้ทุกวัน ไม่ใช่แค่เป็นเพราะนี่คือน้ำหอมรุ่นที่คนที่เขารักของเขาชอบ แต่ยังเป็นเพราะการกระทำนี้ได้กลายมาเป็นพิธีแบบหนึ่ง แบบที่พิธีรำะลึกและไว้อาลัยให้แก่กับความสุขที่หายไปนานแล้วของทั้งสองคน
ผู้ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปที่กระจก จัดความเรียบร้อยของชุดสูท หวีผมที่ยุ่งอยู่ตอนงีบให้เข้าที่อย่างประณีต จากนั้นหันหลังเปิดช่องลับของลิ้นชัก เอาปืนกระบอกเล็กซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง
หลังเตรียมตัวเสร็จ เขาก็ผู้ชายแสยะยิ้มมองเว็บข่าวที่ฉายแสดงอยู่บนหน้าจอ
ในข่าวแสดฉายงรูปผู้ชายผอมดำคนหนึ่ง หัวข้อเขียนไว้อย่างสะดุดตาว่า `คดีฟันคนใจกลางเมืองเปิดการพิพากษาคดีพรุ่งนี้เปิดการพิพากษาคดี เปิดให้ประชาชนเข้าฟังได้`
“ฮ่าๆ เหยื่อล่อเหรอ” สีหน้าของผู้ชายชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ผมจะทำให้พวกคุณสำนึกผิดเอง”
พูดจบผู้ชายเขาก็ปิดหน้าจอลง แล้วหันกลับหายเข้าไปในความมืด
---------------------------------------------------------------------------------------------