หวนชะตารัก: Chapter 029 ตอนที่ 29

#29Chapter 029

บทที่ 29 เลอะเลือนไปแล้วหรือ

นางรักษาเฉิงอวี่ให้หายดีได้ คำพูดนี้ช่างชวนให้ตกตะลึง แต่ก็ช่างชวนให้หัวเราะ

“นายหญิงผู้เฒ่านาง...” นางหยวนหลุดปากจะพูดออกมา แต่คำพูดมาถึงปากก็กลืนกลับลงไป

นายหญิงใหญ่ฟางรู้ว่านางอยากจะพูดอะไร

นายหญิงผู้เฒ่านางเลอะเลือนไปแล้วหรือ

หนึ่งฐานะของนางหยวนไม่สามารถพูดจาไม่เคารพเช่นนี้ต่อนายหญิงผู้เฒ่าได้ สองนายหญิงผู้เฒ่าฟางย่อมไม่แก่ชราเลอะเลือน

นางหยวนคิดถึงเรื่องเมื่อวาน

เหตุผลที่ทำให้นายหญิงใหญ่ฟางโกรธจนต้องการกวาดจวินเจินเจินออกจากบ้านไปก่อนสิ้นปี ก็เพราะว่าจวินเจินเจินกับฟางเฉิงอวี่ขัดแย้งกัน

เนื้อหาละเอียดที่โต้เถียงกันไม่ใช่ทุกคนในบ้านจะรู้ แต่ตนรู้ชัดเจน รวมไปถึงทุกประโยคที่นางหญิงผู้เฒ่าฟางกับนายหญิงใหญ่ฟางถามจากเด็กรับใช้

จวินเจินเจินบอกว่าฟางเฉิงอวี่ถูกพิษ ยังพูดอีกว่านางรักษาได้

นี่เป็นคำพูดที่น่าหัวเราะถือเอาความอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหากคนเชื่อ นั่นย่อมเป็นผู้ถือกระบี่อาญาสิทธิ์ทำตามอำเภอใจไม่ต้องกลัวเกรงในบ้านตระกูลฟางได้

นางหยวนเข้าใจแล้ว สีหน้าของนางตะลึงขึ้นมาอีกครั้ง

“นายหญิงผู้เฒ่านาง...” นางหลุดปากอีกครั้งหลังจากนั้นก็อดไว้ได้อีกครั้ง กลั้นไว้จนสีหน้าพิกล

นายหญิงผู้เฒ่าชราจนเลอะเลือนไปแล้วจริงหรือ?

มิน่าเล่านายหญิงใหญ่ฟางถึงมีท่าทางประหลาด นี่ทำให้คนพูดไม่ออกอย่างแท้จริง

คำพูดแบบนั้นจะเชื่อได้อย่างไร

“นางบอกว่าวิชาแพทย์ที่ตระกูลของนางทิ้งเอาไว้ วิเศษมาก” นายหญิงใหญ่ฟางเอ่ยขึ้น ยื่นมือมานวดขมับ แล้วเหมือนอยากจะปิดหน้า ท่าทางอับอาย “สรุปคือนายหญิงผู้เฒ่าเชื่อไปแล้ว”

นางหยวนไม่รู้จะพูดอะไรดี

“เป็นห่วงจึงว้าวุ่น นายน้อยเป็นโรคใจของนายหญิงผู้เฒ่า โรคร้อนพึ่งหมอส่งเดช นี่ก็ไม่มีอะไร” นางคิดครู่หนึ่งแล้วพูด “นายหญิงอย่ากังวล...”

พูดถึงตรงนี้ก็หยุดลงอีกครั้ง

นางคิดจะพูดยืนยันว่าคุณหนูจวินรักษาไม่ได้ เป็นคำโกหก เพราะว่านายน้อยต้องตาย

แต่ว่าคำพูดนี้ฟังแล้วปลอบประโลมคนไม่ได้จริงๆ

เรื่องนี้ไม่รู้จะพูดอะไรดีอย่างแท้จริง

“ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พันตำลึงทองยากซื้อใจคน” นางพูดเสียงอ่อน “ในเมื่อนายหญิงผู้เฒ่าคิดเช่นนี้ ก็ให้นางทำตามที่คิดเถิดเจ้าค่ะ แล้วก็เพื่อนายน้อยด้วย”

นายหญิงใหญ่ฟางนิ่งเหม่อความคิดล่องลอย ท่าทางเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไร

“เช่นนั้นเรื่องแต่งงานข้าจะไปอธิบายกับบัณฑิตจ้าวโจว” นางหยวนพูดขึ้น

อย่างน้อยก่อนสิ้นปีคุณหนูจวินก็ไม่แต่งออกไปแล้ว

“ส่วนตระกูลหนิง...” นางพูดต่อ

เวลานี้พูดเรื่องนี้ก็ไม่สมควรแก่เวลานัก ตอนนี้นายหญิงใหญ่ฟางต้องการเพียงอยู่อย่างสงบพักหนึ่ง เมื่อครั้งฟางเนี่ยนจวินยังอยู่ นางหยวนเป็นภรรยาน้อยที่ได้รับความโปรดปรานอย่างมาก ฟางเนี่ยนจวินไม่อยู่แล้ว นางก็ยังเป็นท่านน้าผู้ได้รับความโปรดปรานอย่างมาก นี่เป็นเพราะนางเป็นคนเอาใจใส่

“ก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร” นางเอ่ยขึ้นน้ำเสียงผ่อนคลายตามสบายอยู่หลายส่วน จบบทสนทนายอบกายเคารพขอตัวออกไป

ตอนที่ใกล้เดินออกจากประตู นายหญิงใหญ่ฟางเพิ่งได้สติกลับมา

“เก็บเป็นความลับ” นางพูดกำชับ

เรื่องขายหน้าเช่นนี้ย่อมต้องเก็บเป็นความลับ นางหยวนสีหน้าเข้าใจแจ่มชัดตอบรับคำแล้วเดินออกไป

นางหญิงใหญ่ฟางมองประตูที่ปิดลง นั่งยืดตัวตรง ความสับสนไม่รู้จะทำอย่างไรบนใบหน้าฉับพลันก็สลายไป

เก็บเป็นความลับ บางอย่างต้องเก็บ ส่วนบางเรื่องเก็บไม่ได้

เรื่องที่สวนดอกไม้ระหว่างคุณหนูจวินกับฟางเฉิงอวี่ คำที่พูดกันเป็นความลับที่เก็บไม่อยู่ อย่างน้อยก็ปิดนางหยวนไม่ได้ ทั้งเรื่องที่แต่เดิมต้องการให้คุณหนูจวินหาคู่ครองแต่งงานออกไปทันที ยิ่งต้องหาคำอธิบายที่มีเหตุผลสักอย่างมาให้กับนางหยวน

ดังนั้นเรื่องที่คุณหนูจวินจะรักษาโรคให้ฟางเฉิงอวี่ไม่อาจเก็บเป็นความลับได้ พยายามอย่างสิ้นคิดเพื่อปิดความลับนี้ถึงจะเป็นเรื่องโง่เขลา

นางไม่ได้เขลาถึงเพียงนั้น

“ข้าคิดว่าข้าก็นับเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง” นายหญิงใหญ่ฟางพูดกับตัวเอง พูดจบประโยคนี้ก็ชะงักลงไปครู่หนึ่ง เสริมต่อท้ายขึ้นมาหนึ่งคำ “มั้ง”

แต่เมื่อคิดถึงจวินเจินเจิน คิดถึงเรื่องราวครั้งนี้ นางทำเรื่องมากมายถึงเพียงนั้นถ่อเรือตามน้ำมาอย่างสบาย ทั้งหมดล้วนอยู่ในความควบคุม แต่ทันใดนั้นประโยคเดียวของจวินเจินเจินก็ทำเอาเรือลำนี้พลิกคว่ำไป

นี่ทำให้นางรู้สึกว่านางเขลาอยู่บ้าง

.........................................................................................

ในเมื่อพูดแล้วว่าจะเก็บเป็นความลับ ดังนั้นนายหญิงผู้เฒ่าฟางกับนายหญิงใหญ่ฟางจึงไม่มาหาจวินเจินเจินอีก นอกจากเรื่องจัดการงานแต่งงานที่ถูกสั่งหยุด คำสั่งที่ให้นางไปได้เพียงสวนดอกไม้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ฟางจิ่นซิ่วบ่นไม่พอใจ คำวิจารณ์ของบรรดาคนใช้ทำให้ในบ้านยังคงเป็นเช่นวันวาน

คุณหนูจวินก็ยังคงเป็นเช่นวันวานเสพสิทธิพิเศษที่เป็นของตนเองแต่ผู้เดียวอย่างสบายอกสบายใจ เช้าขึ้นมาออกกำลังกายกลายเป็นกิจวัตรประจำ ธนูลูกศรเป้าล้วนตระเตรียมไว้พร้อมใช้

เห็นลูกศรขนนกยิงถูกเป้า หลิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ปรบมือเยินยอ

“คุณหนู มือหยาบหมดแล้วเจ้าค่ะ” นางพูดอย่างหนักใจ

คุณหนูจวินหัวเราะวางคันศรลงเช็ดเหงื่อ

“คุณหนูท่านทำไมคิดอยากเรียนเจ้านี่?” หลิ่วเอ๋อร์ถามขึ้น

คุณหนูจวินมองที่เป้า ลูกธนูขนนกปักตรงจุดแดงตรงกลาง

“ที่จริงเดิมทีข้าควรเรียนสิ่งนี้” นางเอ่ยขึ้น

ถึงแม้ว่านางจะง้างศรยิงถูกเป้าได้ แต่ที่จริงนางไม่เคยเรียนยิงธนู นางใช้เวลาเรียนสิ่งหนึ่งนานเกินไป แต่เดิมเรียนซัดลูกดอกแล้วหนึ่งปี ในที่สุดก็จะถึงตาเรียนยิงธนูแล้ว แต่ตอนนั้นอาจารย์ก็มาจากโลกไปกะทันหัน

หลิ่วเอ๋อร์ฟังไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ถามต่อ หาวพลางส่งผ้าคลุมไหล่ให้คุณหนูห่มไว้

“พวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ” นางเอ่ยขึ้น

แต่คุณหนูจวินไม่ได้เดินกลับไป แต่ถามหญิงรับใช้ในสวนดอกไม้ว่าห้องสมุดอยู่ที่ไหน

คำสั่งที่หญิงรับใช้ได้รับคือไม่อนุญาตให้คุณหนูจวินออกไปข้างนอกกับถามเรื่องลับของตระกูล ห้องสมุดไม่ใช่ทั้งข้างนอกไม่ใช่ทั้งเรื่องลับ ดังนั้นจึงรับคำแล้วนำทางไป

“คุณหนู ไปห้องสมุดทำอะไรเจ้าคะ?” หลิ่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจถามขึ้น

ถึงแม้การอบรมสั่งสอนบุตรชายบุตรสาวตระกูลขุนนางจะทำตามหลักรู้หนังสือเข้าใจจารีต แต่ก็ยังคงเชื่อว่าหญิงไร้ความสามารถคือคุณธรรม คุณหนูทั้งหลายเคยอ่านหนังสือรู้อักษรก็นับว่าไม่เลวแล้ว ถ้าเขียนงานประพันธ์แต่งบทกวีได้อีก นั่นก็เป็นยอดสตรีแล้ว แน่นอนเนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับงานฝีมือ สตรีที่พึงร่ำเรียน คนที่เชี่ยวชาญอักษรศิลป์นั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย คาดว่าคงมีเพียงบรรดาบุตรสาวของยอดกวีกับองค์หญิงในราชวงศ์เหล่านั้นแล้ว

คุณหนูจวินเป็นคนธรรมดาอย่างที่สุดในหมู่บุตรสาวของขุนนาง ตั้งแต่อ่านหนังสือเริ่มเรียนที่พื้นฐานที่สุดจนรู้หนังสือเขียนอักษรได้แล้ว หนังสือก็ถูกนางทิ้งไป

อ่านหนังสือ ยังไม่สู้ปักถุงหอมเพิ่มสักใบออกไปข้างนอกยังมีหน้ามีตา

ดังนั้นห้องสมุดในเรือนนั่นที่จริงแล้วก็เป็นเพียงของตกแต่ง ก็แค่ความพยายามไม่กี่วันเพื่อใช้ความสามารถดึงดูดความสนใจของคุณชายสิบตระกูลหนิงตอนที่คุณชายสิบกลับมาเมื่อตอนเทศกาลจงชิว

“ลองดู” คุณหนูเอ่ยขึ้น

ดูห้องสมุดหรือว่าดูหนังสือ? หลิ่วเอ๋อร์คิดขึ้นมา แต่ไม่ได้ถามออกไป

คุณหนูใหญ่ที่สุด คุณหนูชอบอะไรก็ทำอันนั้น หลิ่วเอ๋อร์เชิดหน้าวางท่าติดตามไป

เมื่อมาถึงห้องสมุด คุณหนูจวินรู้ว่าที่นายหญิงใหญ่ฟางบอกว่าในบ้านมีห้องสมุดใหญ่หมายความว่าอะไรแล้ว

ห้องสมุดนี่ใหญ่จริงๆ

ถึงกับเป็นหอตำรา

เพียงแต่หอตำราเห็นได้ชัดว่าที่ตระกูลฟางก็เป็นแค่ของตกแต่ง ในบ้านมีเพียงผู้ชายที่ป่วยไร้เรี่ยวแรงอยู่คนเดียว พวกผู้หญิงก็วุ่นวายกับกิจการ

หอตำรานี้มีเพียงข้ารับใช้ที่รับผิดชอบเฝ้าดูแลและทำความสะอาดเพียงคนเดียวเท่านั้น เห็นคุณหนูจวินมา ข้ารับใช้กะพริบตาแล้วก็วิ่งหายไปไม่เห็นเงา กลับว่าพบเจอกับคุณหนูจวินคนนี้แล้วจะพาเรื่องลำบากมาให้

คุณหนูจวินเดินเข้ามาในหอตำรา สีหน้าพลันประหลาดใจเล็กน้อย

ตัวหอสูงสองชั้นบนล่างตีทะลุถึงกัน บันไดสองแห่ง หรือจะเรียกให้ถูกคือทางลาด ขดเป็นวงวนรอบ และตรงที่ทางลาดนี่วนรอบก็คือหนังสือเต็มห้อง

หอคัมภีร์ของในวัดก็มีการออกแบบเช่นนี้ แต่ที่ใช้ที่นั่นคือบันได ทางลาดแบบที่นี่กลับไม่เหมือนใคร

“นี่เพื่อ...” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น

ยังไม่ทันพูดจบก็มีคนขัดขึ้น

“เพื่อเจ้าง่อยอย่างข้า”

คุณหนูจวินเงยหน้าขึ้นมอง เห็นฟางเฉิงอวี่นั่งบนรถเข็นมีเด็กรับใช้คนหนึ่งเข็นลงมาจากทางลาดช้าๆ

“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” หลิ่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์เสีย

ฟางเฉิงอวี่หัวเราะ

“เป็นข้าผิดเอง ในบ้านที่นี่ไกลผู้คนที่สุด ข้าคิดว่าอยู่ที่นี่จะไม่ต้องพบคุณหนูจวิน” เขากล่าวขึ้น

นี่จะเหน็บว่าคุณหนูของนางไม่ชอบอ่านหนังสือหรือ?

ไม่ชอบอ่านหนังสือมีอะไรให้เหน็บกัน หลิ่วเอ๋อร์เบะปากดุถูก กลับกันเจ้าง่อยนี่นอกจากอ่านหนังสือแล้วก็ไม่มีเรื่องอื่นทำได้แล้ว

“คุณหนู ใช่แล้วเจ้าคะ นอกจากที่นี่แล้ว เขาก็ไม่มีที่อื่นให้ไปแล้ว” นางป้องปากเข้าไปใกล้คุณหนูเอ่ยขึ้น

……………………………………….

devc-8b4819b0-34416หวนชะตารัก: Chapter 029 ตอนที่ 29