หวนชะตารัก

หวนชะตารัก: Chapter 009 ตอนที่ 9

#9Chapter 009

บทที่ 9 ปลอบประโลมกลับด้วยกัน

เสียงของคุณหนูจวินนุ่มละมุนแช่มช้า ยิ่งท้ายประโยคยิ่งเสียงเบา ประโยคสุดท้ายมีเพียงนายหญิงผู้เฒ่าฟางที่ได้ยินชัดเจน

“เจ้าพูดอะไร?” นางอดถามขึ้นไม่ได้

คุณหนูจวินปล่อยมือออกไปแล้ว ถอยลงไปอย่างสงบหนึ่งก้าว

“เรื่องของข้ากับตระกูลหนิงพูดกันเข้าใจแล้ว ต่อไปสองฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่เกี่ยวข้องกันอีก” นางพูดขึ้นเสียงเบา

เรื่องเจ้ากับตระกูลหนิงพูดกันเข้าใจแล้ว? สองฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยว?

ทำไมนางฟังไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไรนะ?

แน่นอนว่าถ้าเป็นคนอื่นมาพูดนางย่อมเข้าใจ แต่คุณหนูจวินคนนี้...

นายหญิงผู้เฒ่าฟางทำสีหน้าพิกลมองนาง

เด็กสาวตรงหน้าถึงจะสวมเสื้อผ้าเก่าไม่เข้าท่า แต่ใบหน้าก็ยังคงเป็นเด็กร้ายกาจคนนั้นอยู่

“เจ้าจะเล่นเล่ห์กลอะไรอีก?”

สาวใช้ตัวน้อยได้สติกลับมาจากอาการตกใจกลัวแล้ว ได้ยินสองประโยคนี้ก็ร้องหึขึ้นมา

“คุณหนูของตระกูลข้าถอนหมั้นกับตระกูลหนิงแล้ว” นางพูดขึ้น ตอนที่พูดคำว่าถอนหมั้นสองคำ น้ำเสียงกล้ำกลืนสั่นเครือ

คุณหนูน่าสงสารเกินไปแล้ว นายท่าน นายหญิงเสียไปเร็ว ยังมาเจอกับตระกูลฝ่ายแม่ที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้อีก ช่วยอะไรไม่ได้ ยังรังแกคุณหนู

ถอนหมั้นสองคำคนรอบด้านล้วนได้ยิน ครั้งนี้บรรดาหญิงรับใช้สาวใช้ล้วนเผยสีหน้าตกตะลึง

“เป็นไปได้อย่างไร?” หญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดคนหนึ่งหลุดปากออกมา

คุณหนูจวินมองนางครั้งหนึ่งยิ้มขึ้นมา

“แล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้เล่า?” นางพูดขึ้นเสียงเบา

นี่แน่นอนย่อมเป็นไปได้ แต่งงานสำเร็จสิถึงเป็นไปไม่ได้ ตระกูลหนิงไม่ยอมรับการหมั้นหมายครั้งนี้อยู่แล้ว แต่ที่สาวใช้ตัวน้อยนั่นพูดคือคุณหนูของตระกูลข้าถอนหมั้นกับตระกูลหนิง

คุณหนูจวินเดินทางมาถึงอำเภอหยางเฉิงเพื่อแต่งงานเข้าตระกูลหนิง นอกจากนี้เพื่อการแต่งงานนี้ยังก่อเรื่องเสียจนดูไม่ได้ ขนาดชีวิตยังจะไม่เอา จะตกลงถอนหมั้นไปได้อย่างไร?

“ย่อมได้ คุณหนูของข้าเอา...” สาวใช้ตัวน้อยมองพวกหญิงรับใช้สาวใช้แล้วเปิดปากพูดด้วยสีหน้าเคียดแค้น

คำพูดของนางยังพูดไม่จบคุณหนูจวินก็ขัดขึ้นมา

“เรื่องนี้กลับไปแล้วค่อยคุยเถอะ” นางเอ่ยขึ้น ตามองไปรอบๆ

คนทั้งหลายไม่ทันรู้ตัวก็ทำตามมองไปรอบๆ ทีหนึ่ง ถึงเพิ่งพบว่ารอบด้านมีแต่คนล้อมมุงมาดูเรื่องสนุก

บางคนยังชี้มือชี้ไม้มาที่พวกนางกระซิบกระซาบ เห็นชัดว่ารู้จักว่าคุณหนูจวินเป็นใคร

คุณหนูจวินตอนอยู่ที่อำเภอหยางเฉิงอยากจะให้คนทุกคนรู้เหลือเกินว่านางเป็นคู่หมั้นของคุณชายสิบตระกูลหนิง วันนี้มาถึงหมู่บ้านเป่ยหลิวที่อยู่ของตระกูลหนิงย่อมยิ่งเรียกร้องความสนใจ

ยิ่งเพิ่มละครผูกคอฆ่าตัวตายครั้งนั้นที่ก่อเรื่องที่โรงเตี๊ยม หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เกรงว่าทุกคนคงรู้หมดแล้วว่านางเป็นใคร

แต่ว่ายิ่งคนมากไม่ใช่ยิ่งสมใจนางหรอกหรือ? ทำไมนางถึงเป็นฝ่ายบอกให้กลับ?

สายตาของคนทั้งหลายมองไปที่คุณหนูจวินอย่างอดไม่ได้

คุณหนูจวินหลุบสายตาลงแล้วลืมขึ้น สีหน้าราบเรียบ มองอารมณ์ไม่ออก

“ขอบคุณท่านยายที่มารับข้าด้วยตัวเอง” นางยอบตัวลงเล็กน้อยคารวะ “ทำให้ท่านยายตระหนก เหน็ดเหนื่อยแล้ว”

มือของนายหญิงผู้เฒ่าฟางสั่นน้อยๆ มองสีหน้าของคุณหนูจวินแล้วประหลาดใจกว่าเดิม ในความประหลาดใจมีรสแปร่งปร่าอยู่

ตระหนก เหน็ดเหนื่อยหรือ

คิดไม่ถึงเลยว่านางได้ยินประโยคนี้ ทั้งยังมาจากปากของหลานสาวที่ไม่ยอมมองนางสักครั้งคนนี้

ความคิดนี้แล่นผ่านทำให้นายหญิงผู้เฒ่าฟางพลันได้สติกลับมา ความประหลาดใจเหลือเพียงความสงสัย

หลานสาวคนนี้คิดจะทำอะไรอีก?

“แม่หนูพูดเล่นแล้ว เป็นพวกเราที่ถ่วงขาเจ้า ทำให้เจ้าอับอาย” นางพูดขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ มองคุณหนูจวินทีหนึ่ง ไม่พูดมากอีก “ในเมื่อเจ้าอยากไปตระกูลฟางของพวกเรา เช่นนั้นก็ไปเถอะ”

นางพูดจบก็หมุนตัว ส่งสายตาให้หญิงรับใช้คนหนึ่ง หญิงรับใช้ก็เข้าใจถอยหลังไปหลายก้าว

ฝ่ายคุณหนูจวินก็ไม่ได้พูดขึ้นอีก เดินตามนางไป

คุณหนูจวินจะไปแล้ว สาวใช้ตัวน้อยเบิกตามองบรรดาหญิงรับใช้สาวใช้ตระกูลฟางอย่างชิงชังทีหนึ่งแสดงความรังเกียจและความไม่พอใจของตนเอง แต่ไม่ได้พูดอะไรเดินตามไป

นายหญิงผู้เฒ่าฟางเอารถม้ามาสองคัน ตัวนางขึ้นไปบนรถคันหนึ่ง หญิงรับใช้นำคุณหนูจวินไปขึ้นรถม้าอีกคันหนึ่ง หลังจากนั้นบรรดาหญิงรับใช้กับสาวใช้จึงเบียดกันขึ้นมาบนรถของนายหญิงผู้เฒ่าฟาง

คุณหนูจวินย่อมไม่นั่งรถร่วมกับคนชั้นต่ำอย่างพวกนาง

รถม้าสองคันวิ่งลับหายไปจากวงล้อมของผู้คน ไม่มีใครสังเกตเห็นหญิงรับใช้ตระกูลฟางคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในฝูงชนฟังผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กัน

ถึงแม้ที่วิ่งอยู่จะไม่ใช่ถนนใหญ่ แต่รถม้าก็ยังคงวิ่งได้มั่นคงดุจเดิม

“จัดรถม้าอะไรมาให้พวกเรากัน”สาวใช้ตัวน้อยนั่งอยู่ในรถ บ่นติสีหน้ารังเกียจ “ลากคนหรือลากของหึ อากาศหนาวขนาดนี้ทำไมไม่วางเตาถ่าน? ตั้งใจจะให้คุณหนูแข็งตายใช่มั้ย”

คุณหนูจวินมองดูรถม้า พูดอย่างเป็นกลางรถม้าทำขึ้นมาดีมาก เพียงแต่ว่าไม่มีการตกแต่งใดๆ ยิ่งไม่ได้ติดเตาถ่านขนาดเล็ก มีเพียงเบาะหนาบุรอง วางหมอนอิงไว้

“ย่อมเป็นลากคน” คุณหนูจวินพูดขึ้น

คุณหนูจวินผู้ผูกคอบาดเจ็บหนักลุกไม่ขึ้น หรือคุณหนูจวินผู้ตายไปแล้ว

มือของคุณหนูจวินลูบไปบนเบาะรองบนรถ เดิมทีสิ่งนี้เตรียมไว้พร้อมและคงได้ใช้ ที่ผิดคาดมีเพียงอย่างเดียวก็คือคนที่ตายไปถูกนางยึดครองร่างเสียแล้ว

แม้จวินเจินเจินตัวจริงตายไปแล้ว แต่ร่างจะไม่ล้มนอนลง

สายลมลอดผ่านม่านหน้าต่างหมุนตลบอยู่ในตัวรถ พาอากาศหนาวยะเยือกเข้ามา

“คุณหนูท่านหนาวหรือไม่?” สาวใช้ตัวน้อยถูมือเข้าหากัน ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง แล้วก็บ่นตามมา “ทำไมไม่วางเตาอุ่นไว้บนรถ”

คุณหนูจวินนายบ่าวแม้ว่าจะดูถูกตระกูลฟาง แต่กลับเสพสุขกับทุกสิ่งของตระกูลฟางอย่างสบายอกสบายใจราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ในใจของพวกนางคงรู้สึกว่านี่เป็นเกียรติของตระกูลฟางกระมัง

เป็นเด็กที่น่าขำและน่าชังจริงๆ

คุณหนูจวินอดไม่ได้ยิ้มหยันออกมา รอยยิ้มปรากฏขึ้นแล้วพลันหายไป สิ่งที่ตามมาคืออารมณ์ปั่นป่วน

ในใจของคนพวกนั้นก็คงรู้สึกเรื่องธรรมดาที่จะเสพสุขจากทุกสิ่งที่แย่งชิงไปจากพวกนาง แล้วรู้สึกภาคภูมิกับการสละทานให้พวกนางสินะ

มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อบนหน้าตักกำเข้าหากันแน่น ความเจ็บหยุดเสียงกรีดร้องที่จุกอยู่ที่ลำคอ

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา เรื่องทั้งหมดล้วนแปลกประหลาด เกินกว่าความเข้าใจของนาง นางทำได้เพียงสงบใจรับมือกับความจริง กดเก็บอารมณ์ที่ง่ายจะทำให้คนสูญปัญญาเหล่านั้นไป ป้องกันไม่ให้ตัวเองบีบตัวเองจนเป็นบ้า

เคียดแค้น เป็นอารมณ์ที่ทำให้คนสูญปัญญาได้ง่ายที่สุด

คุณหนูจวินยื่นมือออกไปเปิดผ้าม่านรถ มองนอกหน้าต่างรถ

“คุณหนู หนาวเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ?” สาวใช้ตัวน้อยจับอารมณ์ของนางไม่ได้ เพียงแต่มองการกระทำของนาง ดูเป็นไปในทางนั้นก็รีบพูดขึ้นมา สีหน้าไม่พอใจเข้มกว่าเดิม “ทำไมขนาดเตาพกก็ยังไม่มี?”

สาวใช้ตัวน้อยขยับตัวไปด้านหน้ารถ

“หยุดรถ หยุดรถ” นางร้องขึ้น “ไปเอาเตาพกมา”

คนข้างนอกโดนนางตะโกนใส่ วุ่นวายขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้าไม่ฟัง จำต้องแจ้งนางหญิงผู้เฒ่าที่อยู่ด้านหน้า สักพักหญิงรับใช้คนหนึ่งบนรถม้าด้านหน้าก็นำเตาพกมาให้

สาวใช้ตัวน้อยมองเตาพกคิ้วขมวด

“นี่มันเตาพกเก่า” นางมีท่าทีรังเกียจ

หญิงรับใช้ทำสีหน้าอดทน

“ตอนออกมารีบร้อนไม่ได้เตรียม นี่เป็นของข้าน้อย คุณหนูทนใช้ไปก่อนเจ้าค่ะ”

สาวใช้ตัวน้อยพลันคว้าเตาพกโยนออกไป

“อี๊ สกปรกจะตาย อะไรจะเหม็นขนาดนี้” นางร้องเสียงแหลม

หญิงรับใช้หน้าเขียวไปแล้ว

สาวใช้ตัวน้อยยังไม่ยอมจบ

“...ทำไมในรถถึงไม่ติดเตาถ่าน? เบาะรองบางขนาดนี้หนาวจะตายแล้ว...” นางยังคงบ่นติไปเรื่อยไม่หยุด

คุณหนูจวินที่เหม่อคิดอยู่อดไม่ได้ยิ้มขึ้น

“หลิ่วเอ๋อร์” นางเรียกขึ้น

สาวใช้ตัวน้อยหยุดพูดทันทีแล้วขานรับ

“พอแล้ว นางก็บอกแล้วว่ารีบร้อนไม่ทันเตรียม ทางไม่ได้ไกล อดทนหน่อยก็ถึงแล้ว” คุณหนูจวินพูดขึ้น

สาวใช้ตัวน้อยเชื่อฟังคุณหนูจวินทุกคำ แค่นเสียงใส่หญิงรับใช้ทีหนึ่ง

“ไปได้ ไปได้” นางโบกไม้โบกมือทำท่ารังเกียจ

หญิงรับใช้ยอบตัวเคารพแข็งๆ ครั้งหนึ่งแล้วหันกายจากไป

ขบวนรถกลับคืนสู่สภาพปกติ เห็นหญิงรับใช้สีหน้าคล้ำเขียว คนอื่นๆ บนรถม้าของนายหญิงผู้เฒ่าฟางก็แสดงสีหน้าเห็นใจ

คำพูดเมื่อครู่ของสาวใช้ตัวน้อย พวกนางได้ยินทั้งหมด

“คุณหนูจวินครั้งนี้พูดจาดีทีเดียว” หญิงรับใช้ฝืนอยู่สักพักก็พูดออกมา

ไม่ว่าจะว่าอย่างไรก็เป็นหลานสาวของนายหญิงผู้เฒ่า นายหญิงผู้เฒ่าเกลียดได้ นั่นเป็นสายเลือดของตนเอง ทะเลาะกันเพียงไรก็เป็นครอบครัว พวกนางเป็นคนรับใช้ยังคงต้องรู้จักควรไม่ควร

นายหญิงผู้เฒ่าผู้พิงหมอนอิงหลับตาพักมาตลอดทางส่งเสียงหึขึ้นมา

“กลายเป็นคนหนึ่งเล่นไม้แข็ง อีกคนเล่นไม้อ่อนแล้ว” นางกล่าวขึ้น “ต้องรอดูว่านางยังคิดจะทำอะไรอีก” เหล่าหญิงรับใช้และสาวใช้ก้มศีรษะสงบคำไม่มีใครพูดตอบ

ผ้าม่านของรถม้าปลิวเปิดขึ้นตามสายลม ได้ยินเสียงของสาวใช้ตัวน้อยจากรถม้าด้านหลังเลือนราง

“...คุณหนู ข้าเอาเสื้อของข้าห่มให้ท่าน...”

“...คุณหนู ท่านอยากดื่มชาหรือไม่? ... อา นานขนาดนี้แล้วคุณหนูยังไม่ได้ดื่มชาเลย... ข้ายังได้ดื่มที่เรือนตระกูลหนิงไปหลายถ้วย...”

“...รถม้านี่ดันไม่มีน้ำชา...พวกนางช่าง...”

คุณหนูจวินละสายตาจากด้านนอกหน้าต่างรถกลับมามองสาวใช้ตัวน้อย

“ไม่ต้อง ข้าไม่กระหาย ไม่หนาว เปิดผ้าม่านระบายอากาศก็พอ” นางเอ่ยขึ้น “เจ้าก็พักเสียหน่อยเถอะ”

สาวใช้ตัวน้อยพอจะรู้สึกได้ลางๆ คุณหนูบอกให้นางพักเสียหน่อย ใช่รำคาญเสียงนางหนวกหูให้นางหุบปากใช่หรือไม่?

แต่ก่อนนี้นางไม่เคยคิดมากกับคำพูดของคุณหนู คุณหนูพูดอะไรก็หมายความอย่างนั้น เพียงแต่ตั้งแต่เมื่อครู่ตอนคุณหนูเจรจากับนายหญิงใหญ่หนิงที่เรือนตระกูลหนิง ทั้งที่พูดกันนุ่มนวล นายหญิงใหญ่หนิงสุดท้ายโกรธจนหน้าดำคล้ำเขียวออกไป ตอนนี้นางย้อนกลับมาคิดอีกครั้ง รู้สึกว่าในคำพูดของคุณหนูเหมือนกับมีคำพูดในคำพูด

ในฐานะสาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวของคุณหนู หลิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองต้องฟังคำพูดของคุณหนูให้เข้าใจ กันไม่ให้ทำผิดไปจากความหมายของคุณหนู

หลิ่วเอ๋อร์เงียบไปพักหนึ่งไม่เห็นคุณหนูพูดกับตัวเองอีก ยิ่งแน่ใจว่าคุณหนูต้องหมายถึงให้นางหุบปากแน่

คุณหนูจวินมองออกไปนอกหน้าต่าง นิ่งไม่ขยับ หลิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าตัวเองมองจนคอแข็งไปหมดแล้ว

“คุณหนู ท่านมองอะไรหรือเจ้าคะ?” นางอดไม่ได้ถามขึ้น

คุณหนูจวินมองนอกหน้าต่าง ที่ราบผืนหนึ่งของหมู่บ้านเป่ยหลิว กว้างสุดสายตา ตอนนี้ฤดูหนาวมองดูแล้วอ้างว้าง ดูไร้กรอบกฏเกณฑ์อยู่หลายส่วน

“มองทิวทัศน์” นางตอบ

นางเคยเดินทางผ่านหลายที่ เคยเห็นทิวทัศน์มากมาย แต่สถานที่ที่เหนือขึ้นไปจากเมืองหลวงกลับไม่เคยมา ไม่คิดว่าหลังตายกลับได้เห็น

……………………………………….

devc-d3c95f58-34223หวนชะตารัก: Chapter 009 ตอนที่ 9