Smiling Talk ยิ้มละมุนกรุ่นหัวใจ: Chapter0010 ตอนที่ 10
ตอนที่ 10
“นี่ เธอว่าครูเหอคิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้แยกฉันกับหลินเสี้ยวฉีออกจากกันน่ะ” ตี๋ฉินสะพายกระเป๋าเดินมาข้างโต๊ะลฺหวี่ซีหนิงหลี่ว์ซีหนิงแล้วมองซ้ายมองขวาหนึ่งรอบ ก่อนจะบ่นมุบมิบๆ
เพื่อนในห้องยังกลับไปไม่หมด เธอจึงไม่กล้าเรียกเหออิงด้วยฉายาที่ตั้งขึ้นเองอย่างเปิดเผยนัก เนื่องจากรับประกันไม่ได้ว่าตอนนี้ ‘“หนอนบ่อนไส้”’ ไม่ได้แอบฟังเธออยู่
“ใครจะไปรู้ล่ะ” ลฺหวี่ซีหนิงหลี่ว์ซีหนิงจัดกระเป๋าพลางตอบอย่างใจลอย “เธอไม่เห็นเหรอว่าวันนี้โดนเปลี่ยนที่นั่งไปตั้งสิบกว่าคน”
ตี๋ฉินกวาดตามองเพื่อนในห้องซึ่งกลับกันไปพอสมควรแล้ว เธอกลอกตา แล้วขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เห็นแล้วน่า นี่! จะบอกให้ ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนี้หรอก จริงๆ ฉันห่วงอยู่อย่างเดียวว่าต่อไปนี้พวกเราสี่คนก็เล่นหมากรุกกันตอนเที่ยงไม่ได้แล้วสิ!”
“แต่ตอนเที่ยงผู้ชายพวกนั้นก็ออกไปเล่นบาสกันไม่ใช่เหรอ ทำไมจะเล่นหมากรุกไม่ได้” ขณะที่พูด ลฺหวี่ซีหนิงหลี่ว์ซีหนิงก็เก็บกระเป๋าเสร็จพอดี เธอลุกขึ้นและเห็นว่าตี๋ฉินยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของเธอครึ่งหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าตาลอยไปถึงไหน เธอจึงเร่งขึ้น “เสร็จแล้ว ไปเถอะๆ ค่อยคุยกันอีกระหว่างทาง ไม่งั้นเดี๋ยวได้กลับดึกกันพอดี”
บ้านของหลินเสี้ยวฉีอยู่ใกล้โรงเรียน ส่วนหลิงซีเฉวียนเดินกลับบ้านก็ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง มีเพียงลฺหวี่ซีหนิงหลี่ว์ซีหนิงกับตี๋ฉินที่บ้านค่อนข้างไกล อีกทั้งจากโรงเรียนถึงสถานีรถไฟใต้ดินใช้เวลาเดินเพียงแค่สิบนาที ด้วยเหตุนี้ หลังเลิกเรียนพวกเธอจึงมักเดินไปด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยแยกย้ายกลับบ้านของแต่ละคน
“หลิงซีเฉวียน บ๊ายบาย” ตี๋ฉินโบกมือให้หลังก้าวออกจากประตูห้อง
“บ๊ายบาย”
หลิงซีเฉวียนเก็บกระเป๋าของตนเสร็จก็มองไปยังที่นั่งอันว่างเปล่าของหลินเสี้ยวฉี เธอถอนหายใจเงียบๆ ก่อนจะสะพายกระเป๋าเดินลงบันได
ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอไปโดนอะไรมา พอเลิกเรียนถึงได้วิ่งตามเซียวชุ่นเซียวซุ่นเร็วจี๋
เห็นอยู่ทนโท่ว่าเซียวชุ่นเซียวซุ่นไม่ได้ทำท่าเหมือนโดนไล่ออก ไม่รู้ว่าหลินเสี้ยวฉียังจะกังวลอะไร
ขณะที่กำลังต่อต้านในใจอยู่นี้ จู่ๆ เธอก็รู้สึกหิวน้ำขึ้นมานิดหน่อย จึงเดินไปจนสุดระเบียงทางเดิน ซึ่งมีตู้ขายเครื่องดื่มหยอดเหรียญติดตั้งอยู่ตรงหัวมุมทางออกด้านหนึ่งของอาคารเรียน
ชั้น 1 เป็นชั้นของนักเรียนเตรียมมัธยม ห้องเรียนจึงว่างเปล่าไร้ผู้คนอย่างรวดเร็ว อีกทั้งไฟตรงทางเดินก็ปิดแล้ว เหลือเพียงแสงที่สาดส่องเข้ามาตามทางเดินยาวๆ พอให้เห็นทางเดินริมระเบียงลางๆ
พอเลี้ยวออกมาตรงทางออกด้านนี้ของอาคาร หลิงซีเฉวียนก็รู้สึกพลาดขึ้นมาทันที
ผู้ชายต่างห้องสองสามคนนั่งอยู่ตรงบันไดข้างตู้ขายเครื่องดื่มหยอดเหรียญ พลางดื่มน้ำพูดคุยกัน บ้างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นพักๆ
หนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งซึ่งจำได้ติดตา นั่นคือเนี่ยซือเฮ่อ
ทันใดนั้นหลิงซีเฉวียนก็รู้สึกว่าวันนี้ตนเองคงไม่ได้ออกไปง่ายๆ แน่ เนื่องจากก่อนที่จะเกิดลางร้ายเมื่อตอนเที่ยง เธอไม่เคยเจอผู้ชายคนนี้มาก่อน อีกทั้งไม่เคยได้ยินชื่อของเขาอีกด้วย แต่หลังจากนั้น เธอก็โชคร้ายเจอเขาตลอด แม้กระทั่งตอนมาซื้อเครื่องดื่มหลังเลิกเรียน
ผู้ชายสามสี่คนซึ่งนั่งฉีกแข้งฉีกขาเห็นหลิงซีเฉวียนโผล่ออกมากะทันหัน ทุกคนจึงมองไปที่เธอ เมื่อเห็นว่าเธอแค่เดินตรงมาที่ตู้ขายเครื่องดื่ม จึงหัวเราะพูดคุยกันต่อโดยไม่ได้สนใจ
หลิงซีเฉวียนปั้นหน้านิ่งทำเป็นไม่สนใจ แต่มือกลับควักเหรียญมาหยอดอย่างรีบเร่ง
เธอคิดแค่ว่ารีบซื้อแล้วก็รีบไป
เนี่ยซือเฮ่อเองก็เห็นผู้หญิงคนนี้เช่นกัน เธอเดินตรงผ่านไปราวกับไม่เห็นเขา พอลับสายตา เขาก็เอามือเท้าคางอย่างสนอกสนใจ พร้อมหรี่ตากวางคู่สวยลงครึ่งหนึ่ง ทันใดนั้นตาก็เป็นประกายขึ้นอย่างที่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
“พี่เนี่ย พี่ไปรู้จักกับเย่ชิงถิงห้องหนึ่งเอาตอนไหน”
มือของหลิงซีเฉวียนที่กำลังจะกดชาแดงเย็นหยุดกึก แล้วเลื่อนไปตรงสไปรท์ที่อยู่ด้านล่างแทน
“นายถามคำถามนี้ไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว” เสียงพูดแกมหัวเราะของเนี่ยซือเฮ่อลอยมา
หลิงซีเฉวียนหยิบสไปรท์ที่หล่นออกมาจากเครื่อง จากนั้นแล้วหันไปมองเนี่ยซือเฮ่อด้วยสายตาครุ่นคิดตอนที่เดินออกมา
แต่สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงก็คือ ตากวางอันดึงดูดของฝ่ายชายจ้องมาที่ตนด้วยสายตาลึกซึ้งตลอดเวลา วินาทีนั้นเธอคิดว่าเขาต้องเรียกเธอให้หยุดแน่
แต่เปล่าเลย
หลิงซีเฉวียนเดินห่างออกมาหน่อย ก่อนจะถอนหายใจในที่สุด เธอค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้นอีกครั้ง เพราะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดตนเองถึงรู้สึกกดดันขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ
ทว่าไม่นาน ความสนใจของเธอก็ถูกแทนที่ด้วยภาพที่เธอเห็นหลังก้าวออกจากโรงเรียนมาได้ไม่ไกล
เนื่องจากเลิกเรียนได้สักพักแล้ว หน้าโรงเรียนจึงมีนักเรียนเหลืออยู่ไม่มากนัก ทำให้หลิงซีเฉวียนเห็นชายหญิงใส่ชุดนักเรียนสองคนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลได้ทันที
หลินเสี้ยวฉีกับเซียวชุ่นเซียวซุ่น
ใต้ต้นไม้ริมทางเดิน เซียวชุ่นเซียวซุ่นจ้องมองหลินเสี้ยวฉีซึ่งตัวเล็กกว่าเขาเล็กน้อยด้วยสีหน้าเย็นชา ริมฝีปากขยับมุบมิบเหมือนกำลังพูดอะไร จากนั้นก็หันหลังทำท่าจะไป แต่หลินเสี้ยวฉีกลับรั้งแขนเขาไว้ เนื่องจากหลินเสี้ยวฉีหันหลังให้ หลิงซีเฉวียนจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ ได้แต่อาศัยความรู้สึก เธอรู้สึกได้ว่าขณะที่หลินเสี้ยวฉีชี้มือชี้ไม้ไปที่เซียวชุ่นเซียวซุ่นแล้วพูดบางอย่างรัวๆ นั้น เซียวชุ่นเซียวซุ่นกลับสลัดมือของเธอที่กำลังรั้งเขาไว้อย่างสุดจะทน แล้วหันหลังเดินออกไปอย่างไร้เยื่อใย
ไม่จริงน่า นี่มันอะไรกัน
หลิงซีเฉวียนมองตามหลังเซียวชุ่นเซียวซุ่นอย่างแปลกใจ พอหันกลับไปมองหลินเสี้ยวฉีก็เห็นเธอเหมือนกำลังร้องไห้ เธอใช้หลังมือเช็ดหน้าที่ก้มงุดเกือบถึงหน้าอก พลางค่อยๆ เดินไปทางกลับบ้าน
ไม่ว่าเป็นผู้หญิงคนไหน ถ้าได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้เข้าก็น่าจะตามเพื่อนรักของตนไปทุกคน
แต่หลิงซีเฉวียนไม่
เธอไม่คิดว่าหลินเสี้ยวฉีจะดีใจถ้าเห็นตนตอนนี้ โดยเฉพาะถ้าเธอรู้ว่าตนเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ เพราะลึกๆ หลินเสี้ยวฉีเก็บซ่อนความรู้สึกที่มีต่อเซียวชุ่นเซียวซุ่นกับพวกเธอไว้อย่างดิบดี ดังนั้นตอนที่ตี๋ฉินแซวเธอกับฉีย่าหลิง เธอจึงเลือกที่จะทำเป็นยอมรับ
อยู่ๆ หลิงซีเฉวียนก็รู้สึกว่าเธอเดาหลินเสี้ยวฉีคนนี้ไม่ออกเลยสักนิด
เธอยืนอยู่กับที่ มองหลินเสี้ยวฉีค่อยๆ เดินจากไปอย่างสงสัยอยู่นานกว่าจะรู้สึกตัวว่าควรกลับบ้านได้แล้ว จึงหันกลับไปโดยไม่ได้สนใจ แต่แล้วหัวใจเธอก็เต้นตึตึ้กตัตั้กขึ้นมาฉับพลัน
ฉีย่าหลิงยืนอยู่หน้าร้านขายชานมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเธอ ใบหน้าหล่อน้อยๆ แต้มด้วยรอยยิ้มเรียบๆ ทว่าแววตากลับเย็นเยือกไปถึงกระดูก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------