Smiling Talk ยิ้มละมุนกรุ่นหัวใจ: Chapter0011 ตอนที่ 11
ตอนที่ 11
เช้าวันที่สอง หลิงซีเฉวียนยังไม่ทันนั่งลงดี หลี่ว์ซีหนิงก็รีบเข้ามาพูดข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นลุกลนประหนึ่งค้นพบทวีปใหม่ว่า “นี่! ดูหลินเสี้ยวฉีเร็วเข้า!”
หลิงซีเฉวียนวางกระเป๋าแล้วมองเธอแปลกๆ ก่อนจะมองไปด้านหลังตามที่เธอส่งสายตาให้ แล้วเธอก็เข้าใจสาเหตุที่หลี่ว์ซีหนิงตกใจใหญ่โตขึ้นมาทันที
หลินเสี้ยวฉีซึ่งนั่งถัดไปด้านหลังสามสี่แถวกำลังนั่งท่องภาษาจีนโบราณเงียบๆ อยู่ตรงที่นั่งของตัวเอง ภาพลักษณ์โดยรวมแตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว
ผมเปียหางม้าความยาวพอประมาณของเธอถูกตัดจนสั้นเสมอหูแลดูสะอาดเรียบร้อยเช่นเดียวกับหลี่ว์ซีหนิง ด้านหน้าปล่อยเป็นผมหน้าม้าเรียบๆ เส้นผมเงาสลวยเหมือนผ่านการดัดมา แว่นที่เมื่อก่อนเคยค้ำอยู่ตรงสันจมูกก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีก ทั้งหมดนี้จึงทำให้เธอดูสวยขึ้นผิดหูผิดตา
“นึกไม่ถึงว่าหลินเสี้ยวฉีก็หน้าตาใช้ได้นะเนี่ย” เสียงของหลี่ว์ซีหนิงที่พูดอยู่ข้างหูฟังดูตกใจ หลิงซีเฉวียนพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่รู้ว่าที่การที่เธอเปลี่ยนลุคขึ้นมาปุบปับจะเกี่ยวกับเซียวชุ่นเซียวซุ่นหรือไม่...
สถานที่ซึ่งเธอพบเห็นเหตุการณ์หลังเลิกเรียนเมื่อวาน เธออดหันไปทางนั้นแล้วคิดถึงมันไม่ได้
จะว่าไปก็บังเอิญที่ฉีย่าหลิงกับอิ่นจวิ้นอวี้เดินตามกันเข้ามาตอนนี้พอดี ทั้งสองคนกลับมานั่งที่โดยไม่ล่อกแล่ก เว้นแต่ตอนที่ฉีย่าหลิงกำลังวางกระเป๋า เขามองหลิงซีเฉวียนผู้ซึ่งเอาแต่นั่งตาแป๋วตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในห้องอยู่แวบหนึ่ง
สายตาที่มองมาอย่างไร้อารมณ์แวบนั้นทำให้หลิงซีเฉวียนผลุบหัวลงอย่างร้อนตัวแปลกๆ
เธอแค่กำลังคิดว่า เมื่อเย็นวานฉีย่าหลิงเห็นไปมากน้อยแค่ไหนกันแน่
“หลี่ว์ซีหนิง การบ้านเธอ” อิ่นจวิ้นอวี้หันมา พร้อมเอาการบ้านวิชาภาษาอังกฤษที่ยืมไปเมื่อวานคืนให้หลี่ว์ซีหนิง ตอนที่สายตาเหลือบมาเห็นหลิงซีเฉวียน จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงถามไปว่า “หลิงซีเฉวียน เธอกับเนี่ยซือเฮ่อรู้จักกัน?”
“ไม่รู้จัก” พอได้ยินชื่อนี้ หลิงซีเฉวียนก็ขมวดคิ้วขึ้นตามสัญชาตญาณ โดยไม่ทันสังเกตว่าคนที่นั่งหน้าเธอก็กำลังวางกระเป๋าแล้วนั่งลง จึงถามต่อว่า “ทำไมหรือ”
“งั้นเธอเคยทำอะไรให้เขาไม่พอใจไหม” อิ่นจวิ้นอวี้ยักคิ้ว
“นายพูดสลับกันหรือเปล่า” หลี่ว์ซีหนิงมองเขาแกมขำ “นายควรจะถามว่า เขาเคยทำอะไรให้หลิงซีเฉวียนไม่พอใจหรือเปล่ามากกว่า จริงไหม หลิงซีเฉวียน”
จะว่าไม่พอใจก็ดูแรงไป แค่ไม่ค่อยอยากเจอผู้ชายที่เด่นดังคนนั้นเท่าไร
หลิงซีเฉวียนไม่ได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ได้แต่ถามปัดๆ “ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ”
“ไม่มีอะไร” อิ่นจวิ้นอวี้ยิ้ม “ก็แค่เมื่อวานเขามาถามฉันว่าเธอชื่ออะไร ฉันก็เลยรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยแค่นั้นเอง” พูดจบเขาก็หันกลับไป ปล่อยให้หลิงซีเฉวียนกับหลี่ว์ซีหนิงมองตากันปริบๆ
ก็แค่ถามชื่อไม่ใช่หรือ มีอะไรน่าแปลก
หลิงซีเฉวียนเอาคางค้ำลงบนโต๊ะอย่างไม่เห็นด้วย เธอเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะของตัวเองกำลังตั้งใจท่องศัพท์อยู่ จึงบุ้ยปากอย่างเซ็งๆ แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดกึกเข้ากับแผ่นหลังของคนข้างหน้า เนื่องจากเก้าอี้ของเขาเตี้ยกว่าโต๊ะของเธอ ทำให้เขานั่งพิงมาด้านหลังห่างจากเธอแค่นิดเดียว
เย่ชิงถิงมาตั้งแต่เมื่อไรกันนะ
สายตาของเธอเพ่งไปที่เสื้อนอกชุดนักเรียนของเขาทันที เนื่องจากความหลวมของชุด ทำให้ส่วนเล็กๆ ของเสื้อจำพวกรอยพับย่นลงมาอยู่บนขอบโต๊ะของเธอ
เธอมีความคิดบ้าบิ่นขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือเอาคางค้ำโต๊ะตามเดิม แล้วค่อยๆ เอามือทั้งสองข้างขึ้นมา มือข้างที่อยู่ใกล้หลี่ว์ซีหนิงยื่นไปวางบนกระเป๋าดินสอที่อยู่ข้างหน้า ส่วนมืออีกข้างก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปบนส่วนเล็กๆ ของเสื้อนอกนั้นอย่างระมัดระวังและเบามือ
ทว่า ชั่วขณะเดียวที่มือของหลิงซีเฉวียนสัมผัสเสื้อนอก จู่ๆ คนที่นั่งข้างหน้าก็ขยับขึ้นไปจัดแจงท่านั่งใหม่
มือของเธอยังคงค้างอยู่ท่าเดิม ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาอย่างผิดหวัง
“เธอทำแบบฝึกหัดสองข้อสุดท้ายเสร็จแล้ว...หรือยัง” เธอคาดไม่ถึงว่า คนข้างหน้าจะหันมาหาเธอหลังจากจัดท่านั่งเสร็จ เสียงอันไพเราะหยุดลงตรงท้ายประโยค ก่อนจะพูดต่อให้จบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เย่ชิงถิงหยุดมองนิ้วมือของคนข้างหลังซึ่งอยู่ใกล้เก้าอี้ของเขาสองสามวินาทีด้วยสายตาประหลาดใจ แต่กลับเห็นขนตางอนละเอียดของฝ่ายหญิงสั่นระรัวเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือขาวนุ่มไปทางกระเป๋าดินสอที่อยู่ด้านขวาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วหยิบปากกาหมึกซึมสีแดงออกมา
หลิงซีเฉวียนมองปากกาสีแดงในมืออยู่สองสามวิ แล้วเอามันใส่กลับที่เดิมเงียบๆ เธอเอื่อยเฉื่อยอยู่สักครู่ราวกับเพิ่งได้ยินที่เขาถาม ก่อนจะเอาสมุดแบบฝึกหัดวิชาคณิตที่อยู่ใต้โต๊ะออกมายื่นให้เย่ชิงถิงอย่างใจกว้าง “ทำเสร็จแล้ว แต่ไม่รู้ว่าถูกไหมนะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิงซีเฉวียนได้มองสำรวจเย่ชิงถิงตรงๆ ในระยะประชิด
ผิวของเขาขาวจนดูไม่เหมือนคนที่ชอบออกไปเล่นบาสกลางแจ้งกับเพื่อน แต่ก็ไม่ได้ดูสำอางเหมือนผู้หญิง ใบหน้าคมสัน บุคลิกโดดเด่นสะดุดตา โดยเฉพาะตาสีอำพันซึ่งส่องประกายระยิบระยับดุจแสงดาวดารดาษอันพร่างพราว แต่ยามไม่พูดไม่จาหรือยามตั้งใจมองอะไรสักอย่าง กลับให้ความรู้สึกราวกับจะกระชากวิญญาณไปได้ก็ไม่ปาน
“ไม่เป็นไร” สายตาของเย่ชิงถิงหยุดมองมือของเธอที่ยื่นมาให้เขาใกล้ๆ สองสามวิ ก่อนจะรับสมุดเธอมาอย่างไม่เรื่องมากแล้วหันกลับไป
เขาจำได้ขึ้นใจว่าการบ้านเมื่อวานอยู่หน้าไหน แต่เหมือนอะไรเข้าสิง ทำให้ตาเขาหยุดมองชื่อบนปกสมุดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มเปิดไปทีละหน้าๆ แล้วค่อยๆ กวาดตาดูตัวหนังสือแต่ละตัวที่เขียนไว้อย่างลื่นไหล ระยะเวลาที่หยุดดูในแต่ละหน้า เท่ากับระยะเวลาที่จะเปิดไปหน้าถัดไปได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดและไม่ทำให้คนผิดสังเกต
ไม่นานเขาก็เปิดไปถึงหน้าที่มีการบ้านเมื่อเย็นวาน สายตาหยุดดูที่โจทย์สองข้อสุดท้ายที่เพิ่มเข้ามา ตรรกะชัดเจน ช่องไฟในการเขียนก็ชัดเจน
หลิงซีเฉวียน...หรือ
ในหัวของเขามีชื่อของเธอแวบเข้ามา เขาจ้องมองวิธีทำซึ่งเขียนไว้อย่างเรียบร้อยเป็นขั้นเป็นตอนราวกับคิดอะไรอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเขียนลงในสมุดแบบฝึกหัดที่เว้นว่างอยู่ของตนเอง
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------