Smiling Talk ยิ้มละมุนกรุ่นหัวใจ: Chapter0007 ตอนที่ 7
ตอนที่ 7
เมื่อพวกหลี่ว์ซีหนิงกลับมาถึงห้อง เธอก็เห็นเพื่อนร่วมโต๊ะของตัวเองกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก พลางกอดเสื้อนักเรียนของตัวเองไว้ในอ้อมแขน
ตอนนี้เอง ผมยาวสลวยสีดำขลับซึ่งถูกถักเป็นเปียสองข้างก็ราวกับจะรับรู้ได้ถึงความหดหู่ของนายหญิง จึงห้อยลงมาเบาๆ ข้างใบหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มดุจภาพวาดของเธอ คิ้วสวยขมวดขึ้นนิ่งๆ ริมฝีปากเม้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขนตาเล็กๆ งอนหนาตกลงมา ผิวพรรณส่วนที่อยู่นอกเสื้อเชิ้ตตัวบางขาวสะอาดกระจ่างใสดุจไข่มุก ท่ามกลางความเงียบอย่างต่อเนื่อง เธอดูเหมือนตุ๊กตาฝรั่งที่ทั้งสวยและทั้งดูเหมือน...หนักอกหนักใจเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม
หลี่ว์ซีหนิงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของตี๋ฉิน เธอเองก็รู้สึกมาตลอดว่าเพื่อนร่วมโต๊ะของตนเป็นคนที่เก่งมาก หน้าตาก็ดูดีกว่าพวกเฉิงอีหาน เพียงแต่บุคลิกเธอเป็นคนเงียบๆ ถ่อมตัว หากไม่พูดไม่จาก็ยากที่จะทำให้คนสนใจได้ตั้งแต่แรกเห็น
ทว่าบางทีท่ามกลางความเงียบของเธอในตอนนี้ อาจมีอารมณ์แปรปรวนปะปนมากเกินไป หลี่ว์ซีหนิงจึงเห็นเธอแทบจะเป็นคนแรกตอนก้าวเข้ามาในห้อง
“หลิงซีเฉวียน ไม่เป็นไรใช่ไหม” เสียงตี๋ฉินลอยมาเบาๆ ข้างหู แสดงให้เห็นว่าเธอเองก็รู้สึกได้ถึงเมฆครึ้มหนาทึบที่แผ่ออกมาจากตัวเพื่อนร่วมกลุ่ม
หลี่ว์ซีหนิงเหลือบมองเซียวชุ่นเซียวซุ่น เห็นเขาแค่มองหลิงซีเฉวียนแวบหนึ่ง เธอจึงหน้าบึ้งหันกลับมายังที่ตัวเอง แล้วพูดกับตี๋ฉินอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า “โดนโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวขนาดนั้น จะใจเย็นอยู่ได้สักแค่ไหนเชียว”
เธอไม่ได้ตั้งใจจะกดเสียงให้ต่ำลง ดังนั้นเพื่อนกว่าครึ่งห้องที่กลับมาแล้วจึงไม่ได้ยินคำถามของตี๋ฉิน แต่กลับได้ยินสิ่งที่หลี่ว์ซีหนิงพูดชัดแจ๋ว หลายคนจึงหันมามองพวกเธอเป็นตาเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเย่ชิงถิงและอิ่นจวิ้นอวี้ที่เพิ่งกลับมาจากส่งงานที่ห้องพักครู
เสียงของหลี่ว์ซีหนิงทำให้หลิงซีเฉวียนได้สติ เธอมองพวกเขาตาปริบๆ ด้วยความงุนงง แต่ดันไปสบตาเข้ากับผู้ชายบางคนซึ่งเข้ามาในห้องพอดี เธอจึงตกใจตัวสั่นพร้อมหลุบตาลงอีกครั้ง
“ใส่เชิ้ตตัวเดียวเธอไม่หนาวเหรอ” เมื่อกลับมาถึงที่นั่ง หลินเสี้ยวฉีกับตี๋ฉินก็หันมาแถวหลังตามเคย พวกเธอมองหลิงซีเฉวียนอย่างเห็นใจ เพราะเข้าใจว่าเธอยังหงุดหงิดกับเรื่องเมื่อตอนเที่ยง
“ฉันเอาเสื้อไปซักแล้วล่ะ” หลิงซีเฉวียนเอาเสื้อที่กอดอยู่ออกมาหันด้านที่เปียกให้พวกเธอดู
“โห” หลี่ว์ซีหนิงหยิบปลายเสื้อนักเรียนขึ้นมาดูอย่างละเอียด “เธอนี่ไม่ปล่อยให้เหลือสักเม็ดเลยจริงๆ!”
ขณะเดียวกัน ฉีย่าหลิงก็มานั่งลงตรงหน้าเซียวชุ่นเซียวซุ่น เขามองสีหน้าอันหนักอึ้งจนแทบจะร้องไห้ของเพื่อนรัก แม้อยากจะพูดแต่ก็ต้องเก็บไว้ ความจริงเขาก็รู้สึกว่าหลิงซีเฉวียนผู้ซึ่งวันๆ เอาแต่เงียบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกคนนี้ก็พลอยโดนร่างแหไปด้วย แต่เขาไม่ได้โง่ถึงขั้นจะพูดออกไปในเวลานี้ เขาแค่อยากรู้ว่าเซียวชุ่นเซียวซุ่นจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเซี่ยโย่วเป็นหลานชายของครูใหญ่ แถมตอนนี้ก็เข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าสาเหตุคืออะไร แต่เรื่องนี้คงไม่จบแค่นี้แน่
ทว่า...บรรยากาศรอบตัวเซียวชุ่นเซียวซุ่นคุกรุ่นมากจนเขาไม่กล้าเอ่ยปากถาม!
“พวกนายเป็นอะไรกัน” ขณะที่ฉีย่าหลิงกำลังรู้สึกเป็นบ้าอยู่นั้น เย่ชิงถิงผู้นั่งข้างเซียวชุ่นเซียวซุ่นเห็นเพื่อนรักทั้งสองมีสีหน้าแววตาต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
“คือว่า...” ฉีย่าหลิงกำลังเตรียมอ้าปากพูด ก็มีเสียงเคาะก๊อกๆๆ ไม่เบาไม่หนักดังมาจากประตูห้องซึ่งเปิดอยู่ผู้ชายห้องข้างๆ คนหนึ่งแง้มศีรษะมาครึ่งหนึ่ง “เซียวชุ่นเซียวซุ่นอยู่ไหม ครูเหอเรียกเขาไปพบที่ห้องพักครูน่ะ” พูดจบ ชายคนนั้นก็มองไปรอบห้องซึ่งมีจำนวนคนอยู่มากน้อยไม่เท่ากัน จากนั้นก็หายวับไปโดยไม่รอคำตอบ
“เซียวชุ่นเซียวซุ่น” ฉีย่าหลิงเห็นเซียวชุ่นเซียวซุ่นยืนขึ้นโดยไม่ปริปาก จึงอดกังวลไม่ได้
เซียวชุ่นเซียวซุ่นไม่ตอบ แต่กลับเดินก้มหน้าไปตลอดจนถึงประตูห้อง เย่ชิงถิงขมวดคิ้วเบาๆ อิ่นจวิ้นอวี้มานั่งตรงที่นั่งของเซียวชุ่นเซียวซุ่น สายตาของทั้งคู่มองตรงไปที่ฉีย่าหลิงเป็นตาเดียวกัน
“บอกแล้วจ้า บอกแล้ว” ฉีย่าหลิงยกมือทั้งสองข้างขึ้นโดยจำนนทันที แล้วเขาก็เล่าเหตุการณ์ให้ทั้งคู่ฟังเบาๆ
ย้อนกลับไปเมื่อเช้านี้...
เซียวชุ่นเซียวซุ่นเอาลูกบาสใส่กระเป๋ามาโรงเรียนอย่างที่เคย
เนื่องจากเพิ่งขึ้น ม.1 ดังนั้นแม้ครูเหอจะห้ามไม่ให้นักเรียนนำลูกบอลส่วนตัวจากบ้านมาโรงเรียน แต่ดูแล้วก็เหมือนปิดตาข้างหนึ่งไว้ อีกทั้งพวกเซียวชุ่นเซียวซุ่นยังติดนิสัยชอบไปเล่นบาสเกตบอลที่สนามในเวลาว่าง ทั้งตอนเช้า ตอนเที่ยง และหลังเลิกเรียน
ฉีย่าหลิงและผู้ชายต่างห้องอีกสองคนที่เล่นได้ค่อนข้างเข้าขากันในคาบพละมารอเขาอยู่แล้วที่สนามบาส เขาหยิบลูกบาสออกมาแล้วโยนกระเป๋าส่งๆ ไปใต้แป้นบาสเหมือนเช่นเคย ขณะที่กำลังจะบอกให้มาเล่นกันนั้น ผู้ชายคนหนึ่งก็ทำหน้าถอดสี
เขามองตามสายตาของผู้ชายคนนั้นและพบว่าที่แท้ก็เป็นเซี่ยโย่วกับเจียงเจี้ยห้องสามที่เดินมาทางพวกเขา
“ฮ่าๆ นี่มันไอ้สวะซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานห้องสี่ไม่ใช่เหรอ” เซี่ยโย่วสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง เขามองคนสองสามคนที่เขาเดินผ่านด้วยสายตาเหยียดหยาม “ทำไมวันนี้แฟนนายไม่มาดูนายเล่นบาสล่ะ อ้อ ฉันลืมไป เธอทิ้งนายเป็นขยะไปแล้วนี่!”
เฉิงหลานยืนขวางข้างหน้าซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานพร้อมพูดเสียงกร้าว “เซี่ยโย่ว เมื่อวานซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานก็บอกครูประจำชั้นพวกนายเรื่องที่นายยกพวกไปตีกับกวนอวิ่นห้องหกแล้วไม่ใช่เหรอ นายโดนฟ้องไปแล้วครั้งหนึ่ง จะเอาอีกหรือไง”
“หึหึ ถอยไปซะ” เซี่ยโย่วหัวเราะเยือกเย็น “ฉันคุยกับไอ้สวะอยู่ นายมาแส่อะไร หรือนายเป็นลูกกระจ๊อกไอ้สวะนี่? เศษสวะ?”
“เซี่ยโย่ว!” เฉิงหลานโกรธ “อย่าถือว่าบ้านนายมีเงินเข้าหน่อยแล้วจะดูถูกคนอื่นได้นะโว้ย!”
“’งั้นนายก็ไปบอกครูสิ ถ้าไม่กล้าก็ไสหัวออกไป!” เซี่ยโย่วมองกร่างไปยังเฉิงหลานซึ่งกำลังตาแดงด้วยความโกรธ แต่ไม่กล้าพูดออกมา เขาทำเสียงฮึอย่างดูแคลน ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังซูยฺหวีหลานซูอวี่หลาน “ไอ้สวะ เมื่อวานไปฟ้องครูแล้วสบายใจสินะ วันนี้ฉันจะให้โอกาสแกไปฟ้องอีกครั้งเป็นไง”
เขาปรายตามองลูกบาสในมือเซียวชุ่นเซียวซุ่นด้วยสายตาหยามเหยียด ก่อนจะก้าวอาดๆ ไปแย่งลูกบอลมาโยนอัดใส่หน้าอกซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานอย่างแรง
“ซูยฺหวีหลานซูอวี่หลาน ถ้ากล้าไปบอกพ่*ง นายตายแน่!” ซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานโดนอัดกระเด็นจนร่างไปชนกับไม้หลักสำหรับเลี้ยงลูกบาสเข้าอย่างจัง คนที่อยู่ในสนามต่างอึ้งไปชั่วขณะ เพราะไม่คิดว่าเซี่ยโย่วจะเหิมเกริมถึงขนาดลงไม้ลงมือกับซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานเยี่ยงหมาหมู่เช่นนี้ เซี่ยโย่วอาศัยฝีมือเตะลูกบาสซึ่งกำลังพุ่งมาทางตนไปหาซูยฺหวีหลานซูอวี่หลาน มองดูเขาล้มลงกับพื้น แล้วเยาะเย้ยอย่างสะใจ
ลูกบาสพุ่งไปทางสนามกีฬาซึ่งอยู่ไกลออกไปและตกกระทบพื้นเสียงดังสนั่น ก่อนจะจึงกลิ้งไปด้านหนึ่งช้าๆ
“ทำอะไรของนาย!” เซียวชุ่นเซียวซุ่นตอบโต้ก่อนใคร เมื่อเห็นลูกบาสหยุดกลิ้งช้าๆ ตรงสนามกีฬาไกลออกไป จึงผลักเซี่ยโย่วจอมเหิมเกริมด้วยความไม่พอใจ
เซี่ยโย่วคิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าลงมือกับเขาจึงไม่ทันระวัง ทำให้ล้มเซลงไปข้างๆ เจียงเจี้ยรีบมาประคองเขา
“เด็กห้องหนึ่ง อย่าไปใส่ใจเลย!” หลังจากยืนทรงตัวได้แล้ว เซี่ยโย่วก็ปรายตามองเซียวชุ่นเซียวซุ่นอย่างถมึงทึง
หากถามว่าของรักของหวงที่สุดของเซี่ยวชุ่นคืออะไร สิ่งนั้นก็คือลูกบาสของเขานั่นเอง
ตอนนี้พอเห็นเขาทำท่าวางก้าม ประกอบกับซูยฺหวีหลานซูอวี่หลานนั่งกอดเข่าก้มหน้าสะอื้นอยู่ที่พื้น ใบหน้าอันบูดบึ้งก็เปลี่ยนเป็นยิ้มร่าให้เซี่ยโย่วทันควัน “จำไว้ ฉันคือเชียวซุ่น” พอพูดจบ มือที่ล็อกตัวเขาไว้ก็เหวี่ยงลงไปกับพื้น
“เรื่องก็ประมาณนี้ล่ะ จากนั้นเซี่ยโย่วก็เข้าโรงพยาบาล” ฉีย่าหลิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ฟัง แล้วหัวเราะแห้งๆ “ความจริงก็แค่พี่เซียวลงมือก่อน ถ้าเขาช้ากว่านี้สักนิดก็คงเป็นฉันนี่แหละที่ลงมือ”
“แล้วพวกนายกับเซี่ยโย่วไปมีเรื่องอะไรกัน” ข้างๆ ฉีย่าหลิงคือเฉิงอีหานผู้ซึ่งเอาแต่ขยันทำการบ้าน เธอหันมามองพวกเขาพร้อมขมวดคิ้วเรียวยาว
ฉีย่าหลิงมองเธออย่างไม่พอใจ “พวกเธอไม่เห็นเหรอว่าเซี่ยโย่วมันไม่เห็นหัวใครขนาดไหน แถมยังเรียกพ่*งอีก ช่างไม่มีการศึกษาเอาเสียเลย”
“แล้วการชกต่อยนี่เรียกว่ามีการศึกษาแล้วเหรอ” นานๆ ทีเฉิงอีหานจะกลอกตาใส่เขา “ห้องสามไม่ได้มีแค่เซี่ยโย่ว ไหนจะมีเนี่ยซือเฮ่ออีก ได้ยินว่าเขาสองคนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ที่บ้านก็มีฐานะ แถมทั้งสองครอบครัวก็รู้จักมักจี่กันมานาน นายคิดว่าถ้าผู้ใหญ่ฝ่ายนั้นจะทวงความรับผิดชอบขึ้นมา เซียวชุ่นเซียวซุ่นจะยังอยู่ในโรงเรียนนี้ต่อได้เหรอ”
“วันนี้เนี่ยซือเฮ่อ...มาหาเซียวชุ่นเซียวซุ่นแล้วเมื่อตอนเที่ยง” เมื่อได้ยินเฉิงอีหานพูดถึงเนี่ยซือเฮ่อ ฉีย่าหลิงก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่พอใจ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเที่ยงให้ฟังทันที “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ารุ่นเรานี้จะมีคนเลวแบบนี้อยู่สองคน”
“พวกนายสองคน เมื่อเช้าเล่นบาสไม่เรียกพวกเราเลยนะ” อิ่นจวิ้นอวี้ฟังอยู่นาน สุดท้ายก็พูดประโยคนี้ออกมาอย่างไม่พอใจ
พี่ใหญ่ ออกทะเลไปเสียไกลเชียว
ฉีย่าหลิงจ้องอิ่นจวิ้นอวี้อย่างที่ไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “ใครบ้างไม่รู้ว่าพี่กับพี่เย่เว้นการบ้านไว้มาลอกตอนเช้าทุกวัน เรากล้าเรียกพวกพี่เสียที่ไหน”
อิ่นจวิ้นอวี้เบ้ปากไม่เห็นด้วย “พูดอย่างกับนายไม่เคยลอกการบ้านงั้นแน่ะ ใช่ไหม เย่ชิงถิง”
คนข้างๆ ไม่ตอบตนอยู่นาน อิ่นจวิ้นอวี้จึงหันไปมองข้างๆ ก่อนจะมองตามไปยังที่ที่เขามอง
ภาพใบหน้าด้านข้างของผู้หญิงคนหนึ่งสะท้อนเข้ามาในตาชัดเจน ขนตาของเธอกะพริบขึ้นลง มุมปากแย้มยิ้มขึ้นน้อยๆ ตอนนี้เธอกำลังตั้งใจฟังคนข้างหน้าพูดอยู่ ผิวพรรณส่วนที่อยู่นอกเสื้อขาวละเอียดดุจน้ำนม สวยจนใครก็อดมองเธอไม่ได้
ขณะที่กำลังมองภาพนี้ หัวใจของเขาก็เต้นช้าลงไปหนึ่งจังหวะ จึงละสายตาออกมาแล้วใช้แขนกระทุ้งเพื่อนรักข้างๆ
ขณะที่อิ่นจวิ้นอวี้กำลังมองอย่างค้นหาคำตอบบางอย่างอยู่นั้น ดวงตาสีอำพันก็หันกลับไปมองเขานิ่งๆ ด้วยความสงสัย แล้วถามด้วยน้ำเสียงปกติ “ว่าไง”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------