Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 023 ตอนที่ 23
ตอนที่ 23: มือที่กุมเอาไว้
หลิงอวี้ฉีเตรียมน้ำร้อนเสร็จก็เดินออกจากห้องน้ำด้วยท่าทางร่าเริง ก่อนที่นางจะไป นางย้ำฉินเลี่ยว่าจะมารับเขาในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้า
เมื่อร่างจุ่มลงในถังไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำร้อน ฉินเลี่ยจึงเงยหน้าพลางมองไปที่คานบ้าน ความคิดไม่อยู่กับร่องกับรอย คิ้วขมวดเข้าหากัน
พละกำลังของสัตว์วิญญาณระดับสองอย่างหมาป่าปีศาจปีกเงินเทียบได้กับผู้ฝึกวรยุทธ์ในหอเมฆดาราเลยทีเดียว หากให้มาต่อสู้กับจิตวิญญาณงูยักษ์เหมันต์ตัวต่อตัว หมาป่าปีศาจปีกเงินย่อมมีโอกาสชนะมากกว่า
แต่เหนือสิ่งอื่นใด หมาป่าปีศาจปีกเงินเป็นสัตว์วิญญาณที่อยู่รวมกันเป็นฝูง! ไม่เพียงแค่นั้น ภูเขาหมาป่าสวรรค์ยังเป็นรังของพวกมันอีกด้วย!
“ในแต่ละปี ช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน หมาป่าปีศาจปีกเงินจะเดินทางไปบนยอดเขาเพื่อพบกับ ‘ราชาหมาป่าหิมะแห่งหินน้ำแข็ง’ พวกมันจะกลับมาในเดือนกรกฎาคม หากพวกมันกลับมาเห็นมนุษย์ที่เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ฉวยโอกาสเข้ามาวุ่นวายในดินแดนของพวกมันล่ะก็…”
ฉากนองเลือดของหลิงอวี้ฉี หลิงเฟิง หลิงหยิงและคนอื่น ๆ ที่ถูกฉีกกระชากโดยฝูงหมาป่าปีศาจปีกเงินปรากฏขึ้นในใจของฉินเลี่ย…
เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกหงุดหงิดจนไม่อาจสงบจิตสงบใจลงได้ เขาเอาแต่คิดถึงร่างอันบอบบางของหลิงอวี้ฉีถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ
“ดูท่าสิ่งแรกที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้เช้าคือการไปภูเขาสมุนไพรเพื่อนำรูปแกะสลักท่านตามาก่อน ภูเขาหมาป่าสวรรค์… มีเครื่องหมายของท่านตากำกับเอาไว้ด้วย”
ทันทีที่ฉินเลี่ยตัดสินใจได้แล้ว ความหงุดหงิดที่มีก็บรรเทาลง เขานั่งอยู่ในถังไม้ก่อนจะเพ่งพลังจิตเพื่อเริ่มศึกษาผัง “การกักเก็บวิญญาณ” ที่อยู่ข้างในก้อนผนึกวิญญาณ
จากผังวิญญาณทั้งสี่อย่างการรวบรวมวิญญาณ การกักเก็บวิญญาณ การขยายออกและการเพิ่มพละกำลัง เขาจดจำผังวิญญาณการรวบรวมวิญญาณได้แล้ว ตอนนี้กำลังเริ่มจดจำผังวิญญาณอีกสามผังที่เหลืออย่างช้า ๆ
……
เช้าวันต่อมา หลิงอวี้ฉีพร้อมกับหลิงเฟิงและสมาชิกตระกูลหลิงคนอื่นมาถึงบ้านหินของฉินเลี่ยแต่เช้าตรู่
หลิงอวี้ฉีสวมชุดรัดรูปสีน้ำเงิน มันช่วยขับส่วนโค้งเว้าอันงดงามให้ได้รูป ด้วยเหตุนี้ สายตาของผู้ชายจำนวนมากที่จับจ้องนางจึงกระพริบไปมา พวกเขาปรารถนาที่จะชื่นชมความงามของนาง แต่ก็อายเกินกว่าจะทำเช่นนั้น
“คุณหนูหนึ่ง จะพามันไปจริง ๆ เหรอครับ?”
หลิงซินอายุไล่เลี่ยกับหลิงเฟิง เขาตัวสูง คิ้วหนา ตาโต มุมปากของเขามีหนวดขึ้นหรอมแหรม การฝึกฝนของอยู่ที่ขั้นที่หกของพลังระดับชำระ ที่เขาถามก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาค้านไม่ให้หลิงอวี้ฉีพาฉินเลี่ยมาด้วย
“หลิงซิน อย่าพูดให้เหนื่อยเลย!” หลิงเฟิงย่นหน้าผากพลางต่อว่า
หลิงซินหวาดกลัวหลิงเฟิงนิดหน่อย หลังจากได้ยินคำต่อว่าจากหลิงเฟิง ปากของเขาก็กระตุกจนไม่อาจพูดอะไรออกมาได้
เมื่อมาถึงหน้าบ้านหินของฉินเลี่ย หลิงอวี้ฉีก็ตะโกนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ฉินเลี่ย พวกข้าจะไปกันแล้ว!”
หลังจากรออยู่พักหนึ่งก็ไม่มีการตอบกลับจากในบ้าน หลิงอวี้ฉีอึ้งเล็กน้อย นางผลักประตูก่อนจะเดินเข้าไป จากนั้นจึงพบว่าบ้านว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของฉินเลี่ยเลย
ในบ้าน ใบหน้างดงามของหลิงอวี้ฉีเผยความผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางกัดริมฝีปากเล็กน้อยก็จะถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
“…ข้าอาจจะคิดมากเกินไป เขาไม่เคยฟังสิ่งที่ข้าพูดอย่างจริง ๆ จัง ๆ สักครั้ง ข้าอาจจะเผลอคิดไปว่าเขารักข้า หรือว่าเขาได้ยินแต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินกันแน่?” ใบหน้าของหลิงอวี้ฉีขมขื่นก่อนจะส่ายหัวแล้วหัวเราะกับความคิดของตัวเอง หลังจากนางเดินออกจากบ้านหิน นางก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไปกันเถอะ”
หลิงซินลอบมีความสุขที่รู้ว่าฉินเลี่ยไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาลอบคิดในใจว่า ปลดภาระไปได้หนึ่งคนย่อมไม่เกิดปัญหาตามมาในภายภาคหน้า
“คุณหนูหนึ่ง ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก หัวหน้าจะเตรียมคนอื่นให้ไปดูแลเขาเอง” หลิงเฟิงครุ่นคิดก่อนจะปลอบประโลมนาง
“อื้ม พักนี้ตระกูลตู่ก็ไม่ก้าวร้าวด้วย พวกมันอาจจะระมัดระวังตัวแล้วก็ได้” หลิงหยิงกล่าว
หลิงอวี้ฉียิ้ม นางพยักหน้าพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไปกันเถอะ พวกเราต้องผ่านภูเขาสมุนไพรอยู่แล้ว ข้าจะตะโกนตรงหน้าถ้ำอีกครั้ง ถ้าเขาไม่ได้ยินจริง ๆ พวกเราก็ไม่ต้องไปสนใจหรอก”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลิงเฟิง หลิงหยิง หลิงซินและคนอื่น ๆ ต่างประหลาดใจ ทุกคนล้วนเผยสีหน้างุนงงออกมา
“ยังไม่ตัดใจอีกเหรอ? นางอยากพบหมอนั่นในฐานะภรรยา หรือว่านางจะมีใจให้จริง ๆ? ไม่เห็นจะเข้าใจเลย…”
พวกเขาพากันส่ายหัวอยู่ในใจก่อนจะมองหลิงอวี้ฉีด้วยความสงสัย
เมื่อถูกสายตาแปลก ๆ ของทุกคนจ้องมองมา หลิงอวี้ฉีก็รู้สึกวางใจ นางมุ่งหน้าสู่ภูเขาสมุนไพร
อาทิตย์ขึ้นอย่างช้า ๆ กลุ่มสิบคนเดินเท้ามาถึงภูเขาสมุนไพร
หลิงอวี้ฉีมองเข้าไปในถ้ำเหมืองแร่ในภูเขาสมุนไพร นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า “ฉินเลี่ย พวกข้าจะไปกันแล้ว เจ้าจะไปหรือไม่ไป? พวกข้าจะรอเจ้าหนึ่งชั่วโมง ถ้าเจ้ายังไม่ออกมา พวกข้าจะล่วงหน้าไปก่อน”
“ยังเช้าอยู่เลย ทุกคนควรจะพักสักหน่อย” หลิงอวี้ฉีหันกลับมาพร้อมยิ้มให้เล็กน้อย นางไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกไม่พอใจ นางพบหินสะอาดก้อนหนึ่งก่อนจะนั่งลงไป
เมื่อเห็นนางทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้แต่รอด้วยเช่นกัน
เวลาผ่านไปวินาทีแล้ววินาทีเล่า ยังไม่มีวี่แววใครในเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพร ดวงตางดงามของหลิงอวี้ฉีเผยความผิดหวังออกมา ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในใจของนางยิ่งรู้สึกไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น
“ไม่มีทางที่เจ้าโง่นั่นจะได้ยินหรอก…” หลังจากรออยู่พักใหญ่ ด้วยนิสัยใจร้อนของหลิงซินก็อดพึมพำออกมาไม่ได้
หลิงเฟิงจ้องมองเขาด้วยสายตาโหดเหี้ยม
“คุณหนูหนึ่ง เขาอาจจะไม่มาแล้วก็ได้” หลิงหยิงลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง นางหันไปเผชิญหน้ากับหลิงเฟิงพลางบิดเอวได้รูปอย่างเกียจคร้าน เมื่อนางทำเช่นนั้น ทำให้หน้าอกอันแสนอ่อนนุ่มและใหญ่ได้ที่เกิดเป็นส่วนโค้งเว้าอันน่าประหลาด นางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “พี่ใหญ่หลิงพวกเราควรไปกันได้แล้วใช่ไหม?”
หลิงเฟิงมองดูร่างอันน่าเย้ายวนใจของนางก่อนจะพยักหน้าพร้อมกับอาการปวดหัวเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวว่า “คุณหนูหนึ่ง ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ไปกันเถอะ” หลิงอวี้ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงอึมครึมที่แทบจะไม่ได้ยิน
ภูเขาหมาป่าสวรรค์อยู่ในเทือกเขาอาร์กติก มันอยู่ใกล้กับตระกูลเกา ตระกูลเกา ตระกูลเฟิงและตระกูลหลิงเป็นกองกำลังทาสของหอเมฆดารา เหมืองแร่คริสตัลอัคคีในภูเขาหมาป่าสวรรค์อยู่บนหน้าผา คนธรรมดาสามารถปีนขึ้นไปได้ยากยิ่ง หากพลาดครั้งเดียว อาจทำให้คนคนนั้นร่วงลงมาจนถึงแก่ความตายได้
คริสตัลอัคคีคือต้นกำเนิดเปลวเพลิงสำหรับการหลอมอุปกรณ์ เป็นของที่สามัญมากที่สุด ทันทีที่มันส่องสว่างด้วยเปลวเพลิง คริสตัลอัคคีจะแผดเผาอย่างร้อนแรงจนเกิดเป็นความร้อนที่สามารถหลอมวัตถุดิบวิญญาณได้
พูดถึงความแตกต่างของคุณภาพ เกรดของคริสตัลอัคคีเองก็มีความแตกต่างเช่นกัน แต่ว่า ก้อนที่มีคุณภาพด้อยกว่าจะเป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับสามัญขั้นที่สาม ก้อนที่มีคุณภาพดีกว่าจะเป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับสามัญขั้นที่ห้า มันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรนัก ดังนั้น การสร้างผู้ฝึกวรยุทธ์ขั้นสูงจากเหมืองแร่หอเมฆดาราย่อมทำได้ไม่ยากเย็นเลย
ด้วยเหตุนี้นี่เอง หอเมฆดาราจึงจัดเตรียมกองกำลังทาสอย่างตระกูลเกา ตระกูลเฟิงและตระกูลหลิงให้ไปเหมืองแร่พร้อมกัน ในท้ายที่สุด พวกเขาจะได้คริสตัลอัคคีจำนวนมากและหลากหลายเกรดที่ทั้งสามตระกูลไปขุดมา จากนั้นก็จะมอบรางวัลตามความเหมาะสมเป็นหินวิญญาณ
ภูเขาหมาป่าสวรรค์และสันเขาอันโดดเดี่ยวอยู่กันคนละทิศทาง ทันทีที่พวกเขาออกจากภูเขาสมุนไพร ย่อมหมายความว่าเป็นคนละเส้นทาง
คนสิบคนของตระกูลหลิงเดินออกจากภูเขาสมุนไพรอย่างเชื่องช้า หลิงอวี้ฉีหันมองกลับมายังภูเขาสมุนไพร นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ภูเขาหมาป่าสวรรค์ด้วยความผิดหวัง
เพราะรู้ว่านางอารมณ์ไม่ดี จึงไม่มีใครมารบกวนนาง แม้แต่หลิงซินช่างจ้อก็ยังไม่กล่าวอะไรสักคำหลังจากฉินเลี่ยไม่ปรากฏตัวขึ้น
หลังจากเดินผ่านใต้ต้นไม้โบราณไปหลายต้น คนที่เหลือในกลุ่มก็เริ่มสนทนากันอย่างช้า ๆ พวกเขาสนทนากันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับการไปขุดแร่ที่ภูเขาหมาป่าสวรรค์
ภายหลังต่อมา หลิงเฟิงและหลิงหยิงก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วย พวกเขามีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมและจินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ ถึงหินวิญญาณทั้งหมดที่พวกเขาจะได้รับจากงานในครั้งนี้
หลิงอวี้ฉีทิ้งระยะห่างจากคนอื่นอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเดินอยู่ด้านหน้าเพียงลำพัง นางเดินก้มหน้าอยู่เงียบ ๆ พลางคิดไปเรื่อย บางครั้ง นางก็จะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองดูทาง
เพราะนางรู้สึกได้ลาง ๆ ว่าฉินเลี่ยไม่ใช่เจ้าโง่ นางจึงคิดว่าเขาต้องได้ยินสิ่งที่นางกล่าว ด้วยเหตุนี้ นางจึงบอกเขาว่านางอยากพาเขาไปภูเขาหมาป่าสวรรค์ด้วย
แต่ว่า หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น นางก็เริ่มไม่มั่นใจอีกต่อไป
หากเป็นไปได้ นางไม่อยากคิดมากเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อีก นางยอมเชื่อว่าฉินเลี่ยไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูดดีกว่าเชื่อว่าเขาจะยอมมาตามนัด…
“เจ้าคงไม่ได้ยินจริง ๆ ช่างมันเถอะ ข้าคิดไปเองนี่” หลิงอวี้ฉีปลอบตัวเอง แต่ว่า นางยังรู้สึกขมขื่นเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองทางที่ตัวเองเดินอยู่
จู่ ๆ ใบหน้าของนางก็แข็งทื่อ นางขยี้ตาแรง ๆ ดวงตามืดมัวเริ่มสดใสขึ้นอย่างช้า ๆ ปากอันขมขื่นเริ่มเบ่งบานจนเกิดเป็นรอยยิ้มอันงดงามออกมา
ภายใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า เงาผอมเพรียวยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น เสื้อผ้าเต็มไปด้วยหยดน้ำค้าง นางไม่รู้ว่าเขามายืนรออยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว
จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากฉินเลี่ย
จู่ ๆ จิตใจของหลิงอวี้ฉีเปี่ยมไปด้วยความหอมหวานก่อนจะหัวเราะอ่อนโยนออกมา นางไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกแล้ว ขณะที่หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ร่างอันบอบบางของนางก็เคลื่อนไปยังด้านข้างของฉินเลี่ยราวกับสายลมอันรุนแรง
ต่อหน้าคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกที่นางจับมือกับฉินเลี่ยอย่างเปิดเผย นางหันหน้ามาและกล่าวกับสมาชิกตระกูลหลิงอย่างติด ๆ ขัด ๆ ว่า “กลายเป็นว่าเขามารอพวกเราอยู่ที่นี่ตลอดเสียได้”
หลิงเฟิง หลิงหยิง หลิงซินและสมาชิกตระกูลหลิงคนอื่น ๆ ต่างนิ่งอึ้งไปสักพัก จู่ ๆ พวกเขาก็มองหน้ากันและกันเพราะปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ทัน “หมอนั่น… รู้ได้ไงว่าต้องมารอที่นี่?”
“พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเลย!” หลิงอวี้ฉีไม่สนใจความสงสัยและความประหลาดใจของพวกเขา นางออกคำสั่งให้พวกเขาเดินไปข้างหน้า
หลิงเฟิงและพวกเดินผ่านนางและฉินเลี่ย พวกเขาล้วนแสดงสีหน้าแปลก ๆ พลางเกาหัวไปมา ดวงตางดงามของหลิงหยิงจับจ้องพวกเขาราวกับเห็นผี
ทุกคนผ่านทั้งสองคนไปอย่างช้า ๆ
“เจ้านี่นะ จริง ๆ เลย เจ้าทำให้ข้าเสียใจไปพักใหญ่เลยนะ!” เมื่อคนอื่นเดินไปไกลแล้ว หลิงอวี้ฉีเขินอายเล็กน้อยก่อนจะมองฉินเลี่ยอย่างมีนัย จากนั้น จิตใจของนางเต้นอย่างแผ่วเบาก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กน้อยตามมารยาทพลางกล่าวว่า “ดีจริง ๆ ที่เจ้ามา เพราะเจ้ามา… งั้นก็หมายความว่าเจ้าได้ยินที่ข้าพูด ฮ่า เจ้าจะแกล้งทำไมกัน?”
ในตอนนี้ นางมั่นใจแล้วว่าฉินเลี่ยไม่ใช่เจ้าโง่ดังที่เขาแสดงออกให้เห็นอีกต่อไป อย่างน้อยเขาก็เป็นคนฉลาดในบางครั้ง
ฉินเลี่ยไม่รีบร้อนแต่อย่างใด เขายังจ้องต่อไปด้วยสีหน้าว่างเปล่า หลังจากนางพูดจบ เขาเอามือที่นางจับเอาไว้ออกก่อนจะพาเดินไปหาหลิงเฟิงและพวก
“นี่ ถ้าเจ้าคิดว่านี่น่าสนใจล่ะก็ งั้นข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง” หลิงอวี้ฉีจ้องมองหลังของเขาก่อนจะหัวเราะอย่างอ่อนโยน นางส่ายหัวไปมาก่อนจะรีบตามไป
……