Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 051 ตอนที่ 51
ตอนที่ 51: ฝึกฝน
เมืองหินน้ำแข็ง หอเมฆดารา
หลิงเฟิงและเหลียวเหยียนยืนอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสหานฉิงลุ่ยด้วยสีหน้าผิดธรรมชาติเล็กน้อย
จากคำสั่งของหัวหน้าตระกูลหลิง หลิงเฟิงจึงมาที่หอเมฆดาราเพื่อช่วยฉินเลี่ยหา “แผ่นวิญญาณ” เนื่องจากอีกฝ่ายต้องการฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ.. เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับหอเมฆดารา เขาจึงตามหาเหลียวเหยียนเพื่อขอให้อีกฝ่ายช่วยนำทาง
ที่ภูเขาหมาป่าสวรรค์ เหลียวเหยียนสนิทกับตระกูลหลิงมาก อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งต่อพวกเขาอย่างแท้จริงอีกด้วย อีกฝ่ายถึงกับบอกว่าถ้าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือที่หอเมฆดารา พวกเขาสามารถตามหาตนก่อนได้เลย
การมาถึงของหลิงเฟิงทำให้เหลียวเหยียนยินดี เขามีความสุขที่ได้นำทางหลิงเฟิงไปหาหานฉิงรุ่ย จากนั้น หลิงเฟิงก็อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
“ฉินเลี่ยและหลิงเลี่ยคือคนคนเดียวกัน เขาครอบครองแต้มส่วนเกินสามพันแต้ม ‘แผ่นวิญญาณ’ ที่หอเมฆดาราใช้สลักผังวิญญาณมีค่าห้าแต้มต่อแผ่น เจ้าต้องการซื้อในนามของฉินเลี่ยเท่าไหร่ล่ะ?” หานฉิงลุ่ยถาม เขาครุ่นคิดก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงสอบถามว่า “ฉินเลี่ยคนนั้น เขาเป็นผู้สร้างด้วยงั้นเหรอ? แผ่นวิญญาณใช้ได้เพียงฝึกฝนการสลักผังวิญญาณเท่านั้น พวกมันเป็นเพียงวัตถุดิบพื้นฐาน ไม่อาจนำไปใช้ทำอย่างอื่นได้ เขาต้องการแผ่นวิญญาณจริง ๆ เหรอ?”
“ผู้อาวุโสหาน ตอนที่พวกเราอยู่ที่ภูเขาหมาป่าสวรรค์ ฉินเลี่ยช่วยซ่อมโล่หกเหลี่ยมให้ข้าด้วย” เหลียวเหยียนอธิบายด้วยรอยยิ้ม
หานฉิงลุ่ยพยักหน้า ดวงตาของเขาปรากฏความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้นี่เอง”
“แผ่นวิญญาณสักหนึ่งร้อยแผ่นพอไหมครับ?” หลิงเฟิงแนะนำ
“อื้ม แน่นอน ทั้งหมดห้าร้อยแต้ม ขอข้าบันทึกก่อน เอ้านี่ ฉินเลี่ยในตอนนี้เหลือแต้มส่วนเกินสองพันห้าร้อยแต้ม” หานฉิงลุ่ยจดสมุดบัญชีก่อนจะส่งแผ่นกระดาษให้หลิงเฟิง “นำใบเสร็จนี้ไปให้คนที่ห้องเก็บวัตถุดิบวิญญาณ เหลียวเหยียนจะนำทางไปให้เอง”
“ขอบคุณครับ ผู้อาวุโสหาน” หลิงเฟิงรับของมาก่อนจะกล่าวขอบคุณ
หานฉิงลุ่ยโบกมือและกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ความจริงแล้ว ฉินเลี่ยสามารถมาที่หอเมฆดาราเพื่อฝึกฝนเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่เขาต้องการ เขาไม่จำเป็นต้องอยู่กับตระกูลหลิงก็ได้ บุตรชายของข้าก็พูดถึงเขาบ่อย ๆ และหวังว่าเขาจะมาในเร็ววัน อื้ม โปรดฝากคำทักทายจากหานเฟิงผู้เป็นบุตรชายของข้าไปให้เขาด้วย”
“ได้ครับ” หลิงเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ข้าไม่คิดว่าฉินเลี่ยจะสนิทกับถูเสือ คังจื้อและคนอื่นเลย เด็กคนนี้ปกปิดตัวเองเก่งจริง ๆ” หลังออกจากห้อง เหลียวเหยียนเผยรอยยิ้มและส่ายหัวไปมา “ฉินเลี่ย หลิงเลี่ย ฮ่าฮ่า เขาสามารถเป็นสมาชิกหลักของหอเมฆดาราได้ตั้งนานแล้ว ทำไมเขายังอยู่ในเมืองหลิงอีกล่ะ? ไม่ใช่ว่าการเข้าหอเมฆดาราเพื่อกลายเป็นสานุศิษย์หลักคือเป้าหมายที่ผู้ฝึกวรยุทธ์หนุ่มสาวทุกคนของตระกูลใฝ่ฝันหรอกเหรอ?”
“ข้าไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาคิดอะไรอยู่” หลิงเฟิงตอบด้วยหน้าตาบูดบึ้ง “สำหรับหลิงซิน หลิงเฉียวและตัวข้านั้น การฝ่าไปถึงพลังระดับก่อเกิดก่อนอายุยี่สิบปีและเข้าสู่หอเมฆดาราคือเป้าหมายของพวกเรา ถ้าข้ามีโอกาส ข้าจะเข้ามาที่หอเมฆดาราในทันที เพราะสภาพแวดล้อมที่นี่เหมาะแก่การฝึกฝนมาก…”
“เจ้าจะต้องได้เข้ามาอย่างแน่นอน” เหลียวเหยียนตบบ่าอีกฝ่าย
“ครับ!” หลิงเฟิงพยักหน้าหนักแน่น
……
“น่าแปลก ฉินเลี่ยสามารถเข้าหอเมฆดาราเพื่อทำการฝึกฝนได้แล้วแท้ ๆ ทำไมเขายังอยู่ในเมืองหลิงอีกล่ะ?” ที่โต๊ะกินข้าว คิ้วของหลิงเฉิงจื้อขมวดเข้าหากันก่อนจะกล่าว่า “ถ้าเขาอยากรอจนกระทั่งฉินชานกลับมา เขาก็ไม่เห็นจำเป็นต้องอยู่ที่ตระกูลหลิงเลยนี่”
“อาจจะเพราะพี่สาวหรือเปล่าคะ?” คิ้วของหลิงเสวียนซวนขมวดเล็กน้อย จู่ ๆ นางหันมามองหลิงอวี้ฉีที่อยู่ข้าง ๆ “ใช่ไหม พี่สาว? หมอนั่นสามารถออกจากเมืองหลิงเพื่อไปฝึกฝนในที่ที่ดีกว่าได้ แต่เขากลับเลือกที่จะอยู่ที่นี่ นั่นต้องเป็นเพราะพี่สาวแน่ ๆ ว่าไหม?”
หลิงอวี้ฉีดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อได้ยินน้องสาวถาม ใบหน้าของนางก็แดงระเรื่อ ดวงตาสดใสของนางลุกวาบก่อนจะกล่าวอย่างแตกตื่นว่า “ข้าไม่รู้ นั่นอาจจะไม่ใช่สาเหตุก็ได้ ข้าไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่…” ขณะที่นางพูด หัวใจของนางพลันรู้สึกยินดี วงกลมสีแดงสองวงบนแก้มของนางพลันเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ
“ดูพี่ทำหน้าเข้าสิ ยังจะบอกว่าไม่ใช่เพราะพี่อีกหรือ? ใครกันนะที่ทำให้พี่โง่ได้ขนาดนี้?” หลิงเสวียนซวนทำหน้ามุ่ยและกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “มันน่าแปลกจริง ๆ ฉินเลี่ยอายุเท่ากับข้าแท้ ๆ แต่ข้าจะต้องเรียกเขาว่าพี่เขยในอนาคต จู่ ๆ ต้องมาเป็นน้องของเขาแบบนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริง ๆ!”
“พี่เขยอะไรกันเล่า ยัยน้องสาวคนนี้นี่ เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่ได้ สงสัยต้องตบปากเจ้าสักหน่อยแล้ว!” หลิงอวี้ฉีโกรธเคือง ใบหน้าของนางแดงก่ำขณะทะเลาะกับน้องสาวตัวเอง นางต่อว่าก็จริง แต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
“พวกเจ้าสองคนอยู่ในวัยที่แต่งงานได้แล้ว แต่พวกเจ้ายังทำตัวงี่เง่าอยู่อีก ให้ตายสิ!” หลิงเฉิงเย่พ่นลมออกจมูกเล็กน้อย
เมื่อทั้งคู่โดนต่อว่า พวกนางก็เผยรอยยิ้มก่อนจะสงบลงอย่างเชื่อฟัง
คิ้วของหลิงเฉิงเย่ขมวดเล็กน้อย จู่ ๆ เขากระแอมและกล่าวว่า “ฉีเอ้อ เจ้าลืมแล้วหรือว่าพิธีหมั้นหมายระหว่างเจ้าและฉินเลี่ยน่ะ… เป็นมาตรการโต้ตอบชั่วคราว เมื่อฉินเลี่ยครบสิบเจ็ดปีเมื่อไหร่ พ่อและฉินเลี่ยสามารถยกเลิกพิธีหมั้นหมายจอมปลอมนี้ได้ พิธีหมั้นหมายของลูกไม่ใช่พิธีจริง ๆ …”
ดวงตาของหลิงอวี้ฉีมัวหมองลง จู่ ๆ นางก้มหัวและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ลูกจำได้ค่ะ”
หลิงเฉิงเย่พยักหน้าและถอนหายใจ เขากล่าวต่อว่า “ถึงฉินเลี่ยจะช่วยตระกูลหลิงเอาไว้มาก อีกทั้งพ่อก็ถูกใจเด็กคนนั้น แต่พื้นเพของเขาเราไม่รู้ พวกเราไม่รู้ภูมิหลังหรือแม้กระทั่งรู้ว่าเขาเก็บซ่อนความลับเอาไว้กี่อย่าง พ่อ… กังวลกับเรื่องนี้มาก พ่อกังวลว่าหากข้องเกี่ยวกับเขาจะทำให้ปัญหามาสู่ตระกูลหลิง เฮ้อ พ่อไม่สบายใจจนไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ พ่อแค่อยากเตือนลูกว่าอย่าถลำลึกไปมากกว่านี้”
เมื่อคำพูดดังกล่าวหลุดออกมา โต๊ะที่เต็มไปด้วยสมาชิกตระกูลหลิงก็พลันเงียบไป
หลังจากนั้น หลิงอวี้ฉียืนขึ้นช้า ๆ ก่อนจะก้มหัวและกล่าวว่า “ลูกอิ่มแล้วค่ะ”
นางก้าวเดินออกจากโรงอาหารไป
“ท่านพ่อ ท่านกังวลไม่เข้าเรื่องเลยจริง ๆ! ให้ตายสิ หายากนะที่พี่สาวจะมีความสุขเช่นนี้ ตอนนี้พี่ก็ต้องมาคิดมากกับคำพูดของท่านพ่ออีก!” หลิงเสวียนซวนวางจานลงทันทีก่อนจะจ้องมองหลิงเฉิงเย่ นางกล่าวว่า “ถ้าฉินเลี่ยเป็นเจ้าโง่จริง ลูกจะเป็นคนแรกที่คัดค้านไม่ให้เขาคบกับพี่สาว ลูกจะหยุดเองต่อให้จะต้องแลกด้วยชีวิตของลูกเพื่อไม่ให้พี่สาวต้องอดทนต่อความอับอายขายขี้หน้าอีก!”
นางทิ้งช่วง จากนั้นจึงตะโกนว่า “แต่ฉินเลี่ยเป็นคนที่ฉลาดมาก ระดับการฝึกฝนของเขาก็ไม่ใช่ชั่ว แถมเขายังช่วยตระกูลหลิงเอาไว้ ทั้งหลิงเฟิง หลิงเฉียวและหลิงซินต่างยอมรับและให้ความเคารพต่อเขา ส่วนตัวลูกไม่ได้สนใจเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้ลูกรู้แล้วว่าเขาเป็นคนดี ลูกแค่ไม่เข้าใจ ท่านพ่อ ทำไมท่านต้องขัดขวางด้วย?”
“เสวียนซวน พ่อของเจ้าเป็นหัวหน้าตระกูล เขาจำต้องไตร่ตรองถึงปัญหาภาพรวมที่จะเกิดกับทั้งตระกูลหลิง” หลิงเฉิงจื้อย่นหน้าผากและสั่งสอนว่า “เจ้าอาจจะมีความสุขในตอนนี้เพราะเจ้ากระทำทุกสิ่งโดยไม่ได้คิดอะไร เจ้าไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือคิดว่าการกระทำของเจ้าจะส่งผลต่อทั้งตระกูลอย่างไร แต่พ่อของเจ้าไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องแบบนี้ได้ ตระกูลหลิง… เป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ไม่อาจแบกรับพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาได้ ต่อให้เป็นเพียงความวุ่นวายเล็กน้อยก็สามารถทำลายตระกูลหลิงจนไม่เหลือซากได้”
ทันทีที่เขากล่าวคำพูดมีนัยจบ หัวหน้าตระกูลหลิงก็ถอนหายใจเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นและความจนใจ
“ท่านพ่อ ลูกเสียมารยาทแล้ว” หลิงเสวียนซวนกล่าวขอโทษหลังจากไตร่ตรองดูแล้ว “ลูกแค่รู้สึกว่าฉินเลี่ยไม่ใช่คนไม่ดี เพราะลูกออกความเห็นค้านไปก่อนหน้านี้ ลูกสำนึกผิดแล้ว ลูกเห็นว่าเขาช่วยตระกูลหลิงมากมายเพียงนี้ก็เพื่อพี่สาว เพราะงั้น…”
“พ่อเข้าใจ พ่อเข้าใจ ความจริง พ่อรู้สึกว่าฉินเลี่ยก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอก แต่ว่า แต่ว่า… เฮ้อ ถ้าเขาเป็นแค่คนปกติ พ่อคงไม่กังวลและยอมให้เขาและฉีเอ๋ออยู่ด้วยกันไปแล้ว อย่าคิดเรื่องนี้ให้มันมากนักเลย ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ ในหัวก็ยิ่งปวดมากเท่านั้น รอดูไปเรื่อย ๆ ดีกว่า” หลิงเฉิงเย่กล่าว
……
แผ่นวิญญาณหนึ่งร้อยแผ่นถูกวางอยู่ในถ้ำภูเขาสมุนไพรอันกว้างขวางอย่างเป็นระเบียบ แผ่นวิญญาณมีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ ทำจากวัตถุดิบที่เป็นหินพิเศษ พื้นผิวของมันราบเรียบสม่ำเสมอ สามารถสะท้อนได้เหมือนกับกระจก
ยังมีกองแผ่นวิญญาณที่ทำจากไม้อีกจำนวนมาก พื้นผิวเป็นลายไม้ทั่วไป ยามสัมผัสจึงรู้สึกหยาบกระด้าง
แผ่นวิญญาณระดับต่ำทำได้เพียงสลักผังวิญญาณระดับต่ำเท่านั้น วัตถุดิบที่ใช้ก็จะไม่เหมือนกัน ไม้ หิน กระดูก รวมถึงกระดาษพิเศษก็สามารถสร้างเป็นแผ่นวิญญาณได้
มีสิ่งเดียวที่สามารถใช้กับแผ่นวิญญาณได้ นั่นก็คือฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ มันมีประโยชน์เพียงแค่นั้น แผ่นวิญญาณหนึ่งแผ่นสามรถใช้ฝึกฝนการสลักผังวิญญาณได้หนึ่งผังเท่านั้น ไม่ว่าจะสลักสำเร็จหรือไม่ แผ่นวิญญาณก็จะไม่สามารถใช้ได้อีก
แผ่นวิญญาณหนึ่งร้อยแผ่นมีมูลค่าเท่ากับแต้มส่วนเกินห้าร้อยแต้ม มันถูกส่งมาโดยหลิงเฟิงจากหอเมฆดาราเพื่อให้เขาใช้ในการฝึกฝนการสลักผังวิญญาณ
เมื่อแยกแผ่นวิญญาณตามวัตถุดิบที่ใช้แล้ว ฉินเลี่ยก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เขาใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสพื้นผิวอย่างรักใคร่ก่อนจะใช้หัวใจรับรู้…
หลังจากนั้น เขาปรับอัตราการเต้นของหัวใจและลมหายใจอย่างช้า ๆ เพื่อเพิ่มสมาธิและความสงบในการขัดเกลาพลังวิญญาณของเขา
นิ้วชี้ข้างซ้ายของเขาสัมผัสแผ่นวิญญาณหิน พลังงานรูปร่างเหมือนเข็มปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้ว เขาเคลื่อนไปหาแผ่นวิญญาณอย่างระมัดระวัง
แผ่นวิญญาณคือกระดาษ พลังงานรูปเข็มที่ปลายนิ้วของเขาคือปากกา พลังวิญญาณคือหมึก…
เขาทุ่มสมาธิทั้งหมดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน จิตใจและจิตสำนึกของเขาแผ่ซ่านเข้าไปในแผ่นวิญญาณ เขาเห็นแผ่นกระดาษสีขาวราวหิมะ
ทันทีที่พลังวิญญาณของเขาเข้าไป แสงสว่างปรากฏขึ้นบนกระดาษเป็นจุดสีขาว นั่นคือการรวบรวมของพลังวิญญาณ เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง!
เมื่อจุดสีขาวขยับ เส้นค่อย ๆ ถูกวาดลงบน “กระดาษสีขาว” ข้างในแผ่นวิญญาณ… เมื่อเห็นว่าเส้นวิญญาณปรากฏขึ้น จู่ ๆ เขาก็เกิดตื่นเต้นขึ้นมา จิตใจของเขาที่สงบก่อนหน้านี้ถูกรบกวน
“แซ่ก!”
ปลายนิ้วของเขาสั่นตลอด จู่ ๆ เขาเสียการควบคุมพลังวิญญาณไป เส้นวิญญาณที่เขาพยายามวาดแตกละเอียดราวกับเส้นเชือกที่ขาดเป็นชิ้น ๆ แสงสว่างสีขาวแยกออกจากกันจนทำลาย “กระดาษ” สีขาวที่ใสสะอาดจนไม่เหลือชิ้นดี
แผ่นวิญญาณแผ่นที่หนึ่งได้ถูกทำลายแล้ว
ฉินเลี่ยดึงนิ้วออกอย่างเหงาหงอย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาพึมพำว่า “แต้มส่วนเกินห้าแต้มที่เสียไปมันเป็นแบบนี้นี่เอง…”
หากสภาพจิตของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย มือของเขาก็จะสั่น ทำให้ไม่อาจควบคุมพลังวิญญาณได้!
เมื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาก็หยิบแผ่นวิญญาณแผ่นใหม่ขึ้นมาก่อนจะใช้นิ้วชี้ลงไปและพยายามสลักผังการรวบรวมวิญญาณจากก้อนผนึกวิญญาณที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำของเขาลงไป
ผ่านไปนานสองนาน เขาเพิ่งสลักเส้นวิญญาณเส้นที่สามเสร็จ แต่ที่แผ่นวิญญาณอีกแผ่นแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็เพราะพลังวิญญาณของเขาที่ใช้ควบคุมเส้นวิญญาณเส้นหนึ่งเกิดผิดเพี้ยนไป
ผังการรวบรวมวิญญาณในจิตของเขาก่อเป็นรูปร่างจากเส้นวิญญาณนับพันที่ไขว้กันไปมา เขาเพิ่งเริ่มได้ไม่นานก็กลับมาล้มเหลวอีกครั้ง
“เสียแต้มส่วนเกินห้าแต้มไปอีกแล้ว การฝึกของผู้สร้างช่างผลาญทรัพย์ยิ่งนัก”
ฉินเลี่ยย่นหน้าผาก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมตระกูลหลิงถึงไม่มีทรัพย์มากพอจะดูแลผู้สร้าง นั่นก็เพราะ การเติบโตของผู้สร้างจำต้องลงทุนกับวัตถุดิบวิญญาณ หินวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณที่แปลกใหม่ กองกำลังเล็ก ๆ ย่อมไม่มีของแบบนั้นแน่นอน
หลังจากถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เขาคว้าแผ่นวิญญาณขึ้นมาอีกแผ่นก่อนจะฝึกฝนการสลักผังวิญญาณลงไป
---