Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ

Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 043 ตอนที่ 43

#43Chapter 043

ตอนที่ 43: กลับคืนสู่ภูเขา

แปดวันต่อมา ฉินเลี่ย หลิงอวี้ฉีและพวกเดินทางถึงภูเขาสมุนไพร เมื่อเห็นถ้ำอันคุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้า ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความยินดี

“ในที่สุด พวกเราก็กลับถึงบ้านเสียที” หลิงเฉียวกล่าวพลางหัวเราะ พอสัมผัสกระเป๋าเสื้อที่นูนออกมา ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย เขากล่าวว่า “แม้ข้าจะจากเมืองหลิงมาไม่ถึงเดือน แต่การเดินทางครั้งนี้ทั้งอันตรายและสยดสยองยิ่ง มันให้ความรู้สึกเหมือนกับผ่านมานานแสนนาน โชคยังดี… ที่พวกเราหลีกเลี่ยงหายนะครั้งใหญ่จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยมเช่นนี้มา ฮ่าฮ่า!”

“สำหรับพวกเรา การรอดจากแผนอันชั่วร้ายและการไล่ล่าของของตระกูลเฟิงและดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายได้นั้นนับว่าเป็นปาฏิหาริย์” หลิงเฟิงกล่าวก่อนจะมองมาที่ฉินเลี่ย เขายิ้มและกล่าวต่อว่า “พวกเราได้รับทั้งหินวิญญาณและวัตถุดิบวิญญาณในปริมาณที่เหมาะสม อีกทั้งยังได้รับส่วนแบ่งจากหอเมฆดาราอีกด้วย อื้ม เหตุการณ์เหล่านี้ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง”

ทุกคนต่างมองไปที่ฉินเลี่ยเช่นกัน

หัวใจของทุกคนช่างสดใส ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมืออันน่าตกตะลึงและทรงพลังของฉินเลี่ย สมาชิกตระกูลหลิงที่ออกเดินทางในครั้งนี้ก็ไม่อาจหวนกลับคืนมาได้อีก ผู้ชายจะล้มตาย หลิงอวี้ฉีและหลิงหยิงจะพบกับชะตากรรมอันน่าสลดและทรมานซึ่งอาจจะแย่กว่าความตายเลยก็ได้

ต่อให้มีเหลียวเหยียนและสมาชิกตระกูลเกาก็ยังไม่อาจหนีรอดจากความตายได้ พวกเขาจะตายกันหมดอยู่ดี

“ฉินเลี่ย หากเจ้ากลับเข้าไปในเมืองหลิงแล้ว เจ้ายังจะแกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่อยู่อีกเปล่า?” หลิงอวี้ฉีถามด้วยรอยยิ้มพลางทำปากยู่ใส่

พวกเขาใกล้จะเดินทางถึงเมืองหลิงแล้ว ด้วยเหตุนี้ ในคืนสุดท้าย หลิงอวี้ฉีจึงเปลี่ยนจากชุดผู้ฝึกวรยุทธ์เป็นเสื้อคลุมยาวสีเขียวอ่อน ลวดลายดอกไม้ถูกเย็บลงบนเสื้อคลุมยาวด้วยคริสตัลสีน้ำเงินตรงหัวมุม เสื้อคลุมยาว ทำให้นางกลายเป็นสาวงามผู้สูงศักดิ์ ประกอบกับแสงสว่างที่อยู่ภายในดวงตาคู่งามของนางแล้ว นางช่างดูสดใสและงดงามเสียจริง

ระหว่างการเดินทาง ไม่เพียงแค่ตระกูลหลิงยังได้หินวิญญาณและวัตถุวิญญาณมามากมาย พวกเขายังได้ส่วนแบ่งจากหอเมฆดาราและมิตรไมตรีจากเหลียวเหยียนมาอีกด้วย ปัญหาที่คอยตามรังควานนางมานาน บัดนี้มันหายไปจนสิ้น

ไม่เพียงแค่คู่หมั้นของนางไม่ใช่คนโง่ แต่เขายังเก่งกาจมากฝีมือ อีกทั้งยังช่วยปกป้องนางอยู่เสมอ

ความกังวลของนางไม่หลงเหลืออีกแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยความสุขอันล้นพ้น ด้วยเหตุนี้ นางจึงรู้สึกเบิกบาน รอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ตอนนี้นางดูมีความสุขมากจริง ๆ

เมื่อไม่นานมานี้ ทุกคนต่างสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉินเลี่ยและหลิงอวี้ฉีเริ่มมีความสนิทสนมมากยิ่งขึ้น พวกเขาทุกคนเริ่มหัวเราะและมองไปที่ฉินเลี่ย

“ข้าไม่ได้แกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่ ข้าแค่อยู่ในสภาวะการฝึกฝนเท่านั้น ในอนาคต ข้าอาจจะเป็นแบบนี้อยู่ เพราะงั้นอย่าตกใจเกินเหตุล่ะ” ฉินเลี่ยกล่าว เขาหัวเราะอย่างขมขื่นก่อนจะอธิบายอย่างไม่เต็มใจนักว่า “ในอนาคต เมื่อพวกเจ้าเห็นข้าในสภาพนั้นตอนอยู่ในเมืองหลิง พวกเจ้าไม่ต้องทำตัวแปลก ๆ หรอกนะ อืม ข้าจะฝึกฝนในสภาวะนั่นแหละ มันก็เลยเป็นดังที่เห็น”

“มันไม่แปลกเลย มันไม่แปลกเลย ฮี่ฮี่ ต่อให้เจ้าทำอะไรในอนาคตมันก็ไม่แปลกหรอก” หลิงเฉียวหัวเราะเสียงดัง “เจ้าสามารถซ่อมอุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่ห้าของเหลียวเหยียนได้ เจ้าเก่งกว่าท่านตาที่จากไปแล้วเสียอีก พวกเราจะมองว่ามันเป็นเรื่องแปลกไปได้อย่างไร? ในเมื่อมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นมากมายแล้ว มันก็คงไม่มีอะไรแปลกไปกว่านี้หรอก…”

เมื่อเขากล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา ทุกคนเริ่มหัวเราะจนหยุดไม่อยู่ มันก็จริง ฉินเลี่ยทำเรื่องแปลก ๆ มาก็มาก พวกเขาจึงเริ่มชินชาอย่างช้า ๆ

“ลืมไปเถอะ ข้าไม่พูดกับพวกเจ้าแล้ว ข้าจะเดินทางไปภูเขาสมุนไพรเพื่อเก็บคริสตัลอัคคีก่อน อีกสักพัก ข้าจะเข้าเมืองเพื่อกินอาหารอุ่น ๆ เหมือนอย่างทุกที พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเลย ไม่มีความจำเป็นต้องรอข้าหรอก ข้าจะอยู่ที่นั่นสักพัก” ฉินเลี่ยกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ

“ข้าจะกลับพร้อมเจ้า” หลิงอวี้ฉีกล่าวพร้อมรอยยิ้มเย็นเยือก นางยังกล่าวต่ออีกว่า “พวกเราก็จากเมืองมาก็เกือบเดือนหนึ่งแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนมากนักหรอก ไปเถอะ ข้าจะรออยู่ที่นี่สักพัก”

“พวกเราก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน พวกเราจะรอเจ้าอยู่ที่นี่” หลิงเฉียวกล่าวด้วยความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างยิ่งใหญ่

หลิงซินจ้องเขาและกล่าวว่า “เจ้าโง่เอ๊ย คุณหนูหนึ่งอยากเดินกลับบ้านกับฉินเลี่ยสองต่อสองต่างหากเล่า หมอนี่มันโง่จริง ๆ!”

เมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ทุกคนต่างหยุดดื่มก่อนจะเริ่มหัวเราะเงียบ ๆ ออกมา พวกเขาจ้องมองทั้งสองคนเชิงหยอกล้อ

หลิงอวี้ฉีรู้สึกอายและหงุดหงิดเล็กน้อย ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ นางกล่างอย่างคล่องแคล่วว่า “เจ้านี่พูดมากเหมือนอย่างทุกทีเลยนะ!”

หลิงซินไม่โกรธเลยสักนิด เขาเกาหัวอย่างงุ่มง่าม จากนั้นจึงหัวเราะโง่ ๆ ออกมาสองครั้ง “คุณหนูหนึ่ง โปรดอภัยให้ข้าด้วยที่เข้าใจผิดไป ข้าผิดไปแล้ว ข้ากล่าวเสียงดังไปจริง ๆ …”

ฉินเลี่ยพูดอะไรไม่ออก ในใจของเขาก่อเกิดความอบอุ่นเล็ก ๆ ขึ้นมา

เขาจำเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อนไม่ได้ เขาใช้เวลาห้าปีก่อนไปกับการฝึกฝนเพียงลำพัง ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วเขาไม่ติดต่อกับคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้บางครั้ง เขาดูผิดแปลกไป

ไม่กี่วันมานี้ เขาเข้าได้ดีกับสมาชิกของตระกูลหลิง มันทำให้เขารู้สึกสบายใจ ภายในใจก่อเกิดความอบอุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะกับหลิงอวี้ฉี…

“งั้นข้าจะไปภูเขาสมุนไพรก่อนล่ะ” เขายิ้มน้อย ๆ ก่อนจะรีบพยักหน้าให้ทุกคน จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ภูเขาสมุนไพร

หลังจากเขาไปแล้ว ทุกคนก็ทำตัวมีเหตุมีผลอย่างการมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลิงก่อน มีเพียงหลิงหยิงที่ทำหน้ามุ่ยเพราะไม่เต็มใจจะกลับนัก เพราะนางอยากอยู่และรอฉินเลี่ย

“แม่นาง พวกเขาหมั้นหมายกันแล้ว เจ้ายังตัดใจไม่ได้อีกหรือไง?” หลิงเฉียวกล่าวเงียบ ๆ ก่อนจะจับมือนางเอาไว้

“พวกเขาแค่หมั้นหมายกันเท่านั้น ยังไมได้แต่งงานกันจริง ๆ สักหน่อย ให้ตายเหอะ จะยังไงก็ช่าง ข้าปล่อยให้พวกเจ้าจัดการเองละกัน…” หลิงหยิงกระซิบตอบกลับไป

หลิงอวี้ฉีเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น นางไม่กล่าวอะไรกับหลิงหยิง หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก นางก็กล่าวกับทุกคนว่า “ห้าปีมานี้ ฉินเลี่ยฝึกฝนมาอย่างหนัก ข้า… เป็นผู้ขัดขวางชีวิตอันแสนสงบสุขของเขา อีกทั้งยังเป็นผู้ลากเขาเข้ามาพัวพันกับปัญหาของตระกูลหลิง”

นางทิ้งช่วงไปสักพักก่อนจะขมวดคิ้ว จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า “ปัญหาอันยุ่งเหยิงและวุ่นวายของตระกูลหลิงไม่ควรต้องให้เขาเข้ามาพัวพันด้วย ดังนั้น ทันทีที่พวกเราทุกคนกลับถึงบ้าน เรื่องราวเกี่ยวกับเขา… ขออย่าให้ทุกคนอย่าปริปากพูดออกไป เขาอยากฝึกฝนอย่างสงบสุขเท่านั้น พวกเราไม่ควรไปทำลายความสงบสุขนั่น”

“อื้ม พวกเราเข้าใจดี ถึงตระกูลหลิงจะมีปัญหาน่าหวาดกลัวมากมาย แต่นั่นมันก็เป็นปัญหาของพวกเรา พวกเราไม่ควรลากเขาเข้ามาพัวพันด้วย” หลิงเฟิงกล่าว เขาพยักหน้าก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังกับทุกคนว่า “อีกสักพัก พวกเราก็จะถึงเมืองหลิง อย่าพูดถึงปัญหาที่มีฉินเลี่ยเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น หากคนอื่น ๆ รู้ถึงพละกำลังของฉินเลี่ยเข้า เขาได้โดนคนอื่น ๆ เข้าไปรบกวนแน่ แบบนั้นมันจะส่งผลต่อการฝึกฝนของเขาอย่างแน่นอน”

ทุกคนต่างเข้าใจและให้สัญญาว่าจะไม่ซุบซิบหรือพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของฉินเลี่ย

ไม่นานนัก ภายใต้การเร่งรุดของหลิงเฟิง พวกเขาก็กลับถึงเมืองหลิง

หลิงอวี้ฉียืนรอคอยอย่างสง่างามอยู่ด้านหน้าของภูเขาสมุนไพร จู่ ๆ นางก็นึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างตอนที่นางแบกฉินเลี่ยกลับเมืองหลิง

ในตอนนั้นนั้น เขาอยู่บนหลังของนางอย่างแนบชิด…

พอคิดเช่นนั้น แก้มของนางก็ร้อนผ่าว จู่ ๆ นางก็ตั้งคำถามว่า ในตอนนั้น เขาได้สติอยู่หรือเปล่านะ?

เมื่อความคิดนั้นแวบเข้ามา ดวงตาของนางก็เริ่มกระเพื่อมขึ้น ใบหน้าของนางเผยความสง่างามอันมีเสน่ห์ออกมา

ภายในเหมืองแร่ของภูเขาสมุนไพร เมื่อฉินเลี่ยเข้าไปแล้ว จู่ ๆ สีหน้าของเขาก็ดูแย่ลง

ภายในภูเขาแห่งนี้มีระบบเหมืองแร่ที่แสนซับซ้อน ขณะเขาทำการฝึกฝน ท่านตาของเขาจะทำหน้าที่ขุดถ้ำวันต่อวัน อุโมงค์แล้วอุโมงค์เล่าสลับไปมาก่อเกิดเป็นโครงสร้างแปลกประหลาดเพื่อป้องกันคนภายนอกที่จะเข้ามา ดังนั้น เขาจะมีสถานที่เงียบสงบสำหรับทำการฝึกฝนอยู่เสมอ พื้นที่ส่วนตัวเล็ก ๆ ที่เขาสามารถปล่อยตัวปล่อยใจได้

ก่อนหน้านี้ เพราะตู่เจี้ยหลันกระทำการอุกอาจเพิ่มขึ้น หลิงเฉิงเย่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเปิดให้เข้าถ้ำได้ตามใจชอบ ทำให้สมาชิกตระกูลหลิงจำนวนมากเข้ามาในภูเขาเพื่อทำการสำรวจราวกับฝูงนก

น่าเสียดาย ไม่มีผู้ฝึกวรยุทธ์ของเมืองหลิงที่สามารถหาทางลับเพื่อไขความลึกลับของโครงสร้างนี้ได้ พวกเขาจึงทยอยตัดใจกันไปทีละคน

แต่ว่า วันนี้ที่ทางเข้าเหมืองแร่ มีร่องรอยของโครงสร้างที่ถูกฝ่าเข้ามาได้ เนื่องจากอุโมงค์หินจำนวนมากถูกปิดกั้นด้วยก้อนหินขนาดยักษ์ ดังนั้น การไหลของกระแสอากาศภายในอุโมงค์จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีการลอบขุดอุโมงค์ใหม่ ๆ เพื่อหวังจะทำลายโครงสร้างนี้

ตระกูลหลิงไม่มีคนที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้อย่างแน่นอน

แล้วมันฝีมือของใครล่ะ?

ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว หัวใจของเขาบีบรัดขณะรีบไปยังเส้นทางแรกเริ่มเพื่อเข้าไปยังส่วนลึกของภูเขา เขาหวังว่ายังไม่มีใครสามารถเข้าไปยังส่วนลึกที่สุดของภูเขาได้

นั่นคือพื้นที่ส่วนตัวของเขา มันเป็นพื้นที่สำคัญที่เขาใช้ขัดเกลาอสนีบาตทลายสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นสรวงสวรรค์เล็ก ๆ ของเขาอีกด้วย

เขาไม่ยอมให้คนนอกเข้าไปอย่างแน่นอน!

เขามาถึงส่วนในของถ้ำอย่างรวดเร็ว หลังจากตรวจสอบแล้วว่าทุกอย่างยังปกติ แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะตรวจร่องรอยของตัวเองด้วย เขาจึงสันนิษฐานว่าผู้ทำลายโครงสร้างยังมาไม่ถึงจุดนี้

“ไม่เป็นไร คนคนนั้นยังฝ่ามาไม่ถึงตรงนี้ในตอนนี้หรอก ข้าคิดว่าพวกมันยังพยายามหาวิธีอยู่” หลังจากเข้ามาในถ้ำแล้ว ฉินเลี่ยโยนคริสตัลอัคคีไปทางหนึ่ง จากนั้นจึงลูบคางอยู่พักใหญ่ ดวงตาของเขาเย็นชาขึ้นอย่างช้า ๆ “ถ้าไม่ใช่คนจากเมืองหลิง แล้วจะเป็นฝีมือของใครไปได้? คนคนนี้ต้องการอะไรกันแน่? พวกมันเชื่อว่าจะมีสมบัติอยู่ในภูเขานี้งั้นเหรอ?”

พอคิดว่าหลิงอวี้ฉียังรออยู่ข้างนอก เขาก็ไม่คิดจะอยู่ในเหมืองแร่นานเกินไป จึงได้รีบออกมา

โดยปกติ เมื่อเขาออกมาจากถ้ำ เขาจะเห็นหลิงอวี้ฉียืนอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่

เขาไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ แต่แก้มของนางแดงระเรื่อ อีกทั้งยังมีแสงสว่างโอบล้อมอยู่ภายในดวงตา นางไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเหมือนอย่างทุกที ความสง่างามของนางก็แตกต่างไปจากปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉินเลี่ยเกิดความประทับใจที่แตกต่างออกไป

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” จู่ ๆ ฉินเลี่ยเอ่ยถามอย่างอ่อนโยนหลังจากเดินมาอยู่ด้านหลังนางอย่างเงียบ ๆ แล้ว

จู่ ๆ หลิงอวี้ฉีสะดุ้งโหยง นางเผยความประหลาดใจออกมา จากนั้นจึงตระหนักได้ว่าเป็นฉินเลี่ย นางเผยรอยยิ้มอีกครั้งก่อนจะมองเขาด้วยสายตาซุกซน นางชี้มาที่เขาก่อนจะหัวเราะและถามว่า “ข้ากำลังคิดว่าตอนที่ข้าแบกเจ้ากลับบ้านในตอนนั้น เจ้าได้สติหรือยังน่ะ?”

จู่ ๆ ผิวหน้าของฉินเลี่ยก็สั่นระริกโดยไม่ทันตั้งตัว เขาอยากปฏิเสธใจจะขาด หลิงอวี้ฉีเห็นอาการแล้วจึงตะโกนออกมาว่า “ข้านึกแล้ว! ข้านึกอยู่แล้วเชียว! เจ้านี่มันเลวทรามไปถึงข้างในเลย!”

ฉินเลี่ยหัวเราะแห้ง ๆ ด้วยความเขินอาย ไม่ว่านางจะกล่าวอะไรเขาก็ไม่คิดคัดค้าน

แต่ว่า หลิงอวี้ฉีไม่ได้ต่อว่ามากไปกว่านี้ นางหัวเราะพลางกรอกตา จากนั้นจึงกล่าวว่า “เพราะเจ้าจับมือข้าไว้แน่น อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาแรงกดดันตอนพิธีหมั้นหมายเอาไว้ ข้าจะยกโทษให้เจ้า”

ในตอนนั้น นางอดทนต่อการดูถูกเหยียดหยามจากสมาชิกตระกูล รวมถึงคำพูดอันหยาบกระด้างของตระกูลตู่ ในช่วงที่ความโศกเศร้าและความจนใจก่อเกิดขึ้นก็ได้ฉินเลี่ยช่วยจับมือนางเอาไว้แน่น

ในตอนนั้น ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล นางเผลอจับแรงจนเล็บจิกลงไปบนฝ่ามือของฉินเลี่ยโดยไม่รู้ตัว แต่ฉินเลี่ยก็ไม่มีอาการร้องออกมาสักนิด

หลังจากการเดินทางไปยังภูเขาหมาป่าสวรรค์ ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์และสูงส่ง นางสามารถเดาได้ว่าฉินเลี่ยได้สติแล้ว ดังนั้น นางมักจะหวนนึกถึงช่วงเวลานั้น ไม่ว่านางจะทำอะไร หัวใจของนางก็สั่นสะท้านอยู่ตลอดเวลา

แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียวก็มากพอที่นางจะให้อภัยต่อบาปทั้งหมดที่ฉินเลี่ยก่อขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีแล้ว ก้นบึ้งในจิตใจของนางไม่ได้คิดแง่ลบกับฉินเลี่ยเลยแม้แต่นิดเดียว…

“โครงสร้างอุโมงค์หินภายในภูเขาสมุนไพรถูกทำลายด้วยฝีมือบางคน คนคนนั้นไม่น่าจะใช่คนของตระกูลหลิง เจ้าพอจะรู้ไหมว่าเป็นฝีมือของใคร?” เพื่อหลีกเลี่ยงความอึกอัก ฉินเลี่ยรีบเปลี่ยนหัวข้อโดยยกเรื่องที่เขาพึ่งค้นพบมาเป็นประเด็น หลังจากอธิบายสถานการณ์แล้ว เขากล่าวต่อว่า “คนคนนั้นเข้าใจโครงสร้างเป็นอย่างดีจึงน่าจะเป็นผู้สร้าง แต่ว่า ระดับของพวกมันไม่น่าสูงเกินไป เนื่องจากใช้เวลานานโข พวกมันไม่มีทางฝ่าเข้ามาได้อย่างแน่นอน”

“ไม่เห็นต้องคิดให้เหนื่อยเลย คนร้ายต้องเป็นตู่เจี้ยหลันอย่างแน่นอน นางอาจจะบอกตู่ไฮ่เถียนถึงสถานการณ์รอบ ๆ ภูเขาสมุนไพร จากนั้นก็ให้อีกฝ่ายส่งคนมาที่นี่เพื่อพยายามฝ่าเข้ามา” หลิงอวี้ฉีสรุปอย่างเด็ดขาด “นางอยากฮุบภูเขาสมุนไพรเอาไว้นานแล้ว สิ่งลึกลับภายในภูเขาสมุนไพรคือสิ่งที่นางต้องการ นางจึงให้ความสนใจกับเรื่องนี้พอสมควร”

ฉินเลี่ยฟังอยู่เงียบ ๆ คิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน ทำให้ใบหน้าดูย่ำแย่

โครงสร้างอันยอดเยี่ยมภายในภูเขาสมุนไพรถูกสร้างขึ้นโดยท่านตาของเขา ต่อให้พวกมันต้องถูกทำลาย พวกมันก็จะถูกทำลายด้วยน้ำมือของเขาเอง ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของคนอื่น!

ถ้ำดังกล่าวเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับเขา เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับเขาเท่านั้น ต่อให้เป็นหลิงอวี้ฉีก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป เพราะงั้น คนนอกก็อย่าหวังว่าจะเข้าไปได้เลย!

---

devc-370efb0d-33501Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 043 ตอนที่ 43