สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!: Chapter 005 ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 ถูกทับเสียแล้ว
ยังมีอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้านั้น งดงามเกินกว่าที่คาดคิดไว้ คล้ายกับใช้หยกที่งดงามแกะสลักอย่างประณีตออกมา ที่น่าดึงดูดที่สุดก็คือ ดวงตาที่กลมโตเป็นพิเศษคู่นั้นของ ‘เขา’ ที่แทบจะครอบครองพื้นที่หนึ่งในสี่ของใบหน้าเรียวนั้นไว้!
เหลิ่งจวิ้นอวี๋ยังไม่เคยพบดวงตากลมโตสุกใสที่งดงามเช่นนี้มาก่อน
ดวงตาใสแจ๋วคู่นั้น เปล่งประกายสดใสงดงามออกมา ดุจดังความสะอาดบริสุทธิ์และจริงใจของเหล่าเทพเซียน ทว่ายังแฝงความซุกซนเอาไว้ เวลานี้ดวงตากลมโตที่งดงามคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่ตน ภายในดวงตาเผยให้เห็นถึงความแปลกใจและตื่นตะลึงที่ไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้
สิ่งที่ ‘เขา’ คิดทั้งหมดอยู่ตอนนี้ได้เปิดเผยออกมาผ่านดวงตากลมโตคู่นั้นแล้ว จึงทำให้เหลิงจวิ้นอวี๋รู้ว่าตอนนี้ ‘เขา’กำลังตกตะลึงกับรูปโฉมที่หล่อเหลางดงามของตนอยู่ เขาจึงรู้สึกภูมิใจในตนเองขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
สิ่งเหล่านี้ เขาไม่เคยพบเห็นจากคนอื่นมาก่อนเลย
และขันทีน้อยตรงหน้าผู้นี้...ช่างน่าสนใจเสียจริง!
“เจ้าเป็นใคร”
เมื่อเห็นขันทีน้อยยังคงเหม่อลอย งุนงง เหลิ่งจวิ้นอวี๋จึงเอ่ยปากถามขึ้น
เห็นชัดว่า นี่คือเดือนสี่ที่อากาศแจ่มใส แต่น้ำเสียงของเขาที่เย็นยะเยือกดั่งลมหนาวในเดือนสิบสองที่พลันพัดผ่านมา ทำให้เล่อเหยาเหยาตัวสั่นเทา ก่อนที่จะเรียกสติที่หลุดลอยกลับคืนมาได้
เอ่อ...แม้ว่าเขาจะหล่อเหลา แต่น้ำเสียงนั้นอาจจะทำให้คนแข็งตายได้เลย!
เมื่อได้สติกลับมา เธอจึงนึกขึ้นได้ว่าชายหนุ่มหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้าของตนคนนี้คือ รุ่ยอ๋อง ‘เหลิ่งจวิ้นอวี๋’ ที่เล่าลือกันว่าน่าหวาดกลัวและโหดเหี้ยม จนทุกคนพากันรังเกียจ!
การกระทำที่โหดเหี้ยมอำมหิตของเขานั้น ได้แทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของเล่อเหยาเหยาก่อนที่จะเข้ามาเหยียบที่นี่แล้ว เพราะฉะนั้นหลังจากหายตกตะลึง ในใจจึงมีแต่ความหวาดกลัวให้กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ จนเธอแทบไม่กล้าที่จะเอ่ยตอบกลับไป
เธอตัวสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจเลียนแบบท่าทางคำพูดของขันทีน้อยที่เคยดูในจอโทรทัศน์ เอ่ยกับเหลิ่งจวิ้นอวี๋ด้วยท่าทีที่เคารพนอบน้อม
“ท่านอ๋อง บ่าวมีชื่อว่าเสี่ยวเหยาจื่อ”
“เสี่ยวเหยาจื่อรึ”
ได้ยินดังนั้นเหลิ่งจวิ้นอวี๋จึงเอ่ยพึมพำชื่อของเธออีกรอบ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวของเธออย่างไม่ลดละ
ถ้าเมื่อก่อนมีชายหนุ่มที่ทั้งหน้าตาหล่อเหลาและมีอารมณ์ขันจ้องมองเธอแบบนี้ เธอก็คงรู้สึกดีคล้ายกับตัวเองกำลังล่องลอยอยู่อย่างแน่นอน
แต่คนที่อยู่ตรงหน้านี้คือรุ่ยอ๋องที่ลือกันว่าเย็นชาและโหดร้าย เธอจึงรู้สึกเพียงชาวาบที่หนังศีรษะและหวาดหวั่นใจเท่านั้น
สายตาของท่านอ๋องผู้นี้คมกริบ เยือกเย็น และขี้สงสัย
ช่างคล้ายกับสัตว์ป่าแสนดุร้ายที่เพิ่งตื่นนอน ดูไร้พิษสง แต่ยามที่ยั่วให้มันโกรธขึ้นมาละก็ มันอาจจะกระโจนเข้าใส่แล้วถลกหนัง เลาะกระดูกทั้งหมดของเราออกมาเป็นชิ้น ๆ โดยที่ไม่เหลือชิ้นดี!
พอคิดถึงเรื่องนี้ เล่อเหยาเหยาก็หวาดหวั่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเหลิ่งจวิ้นอวี๋พลันเดินเข้ามาหาเธอ เธอจึงอดก้าวถอยไปด้านหลังไม่ได้ ซึ่งการกระทำของเธอนั้น ทำให้เหลิ่งจวิ้นอวี๋อดขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า
“เจ้ากลัวข้าหรือ”
แม้จะเป็นเพียงประโยคคำถาม แต่เหลิ่งจวิ้นอวี๋กลับเอ่ยขึ้นมาอย่างตั้งใจ
เมื่อรู้ว่าเล่อเหยาเหยาหวาดกลัวตน เขาจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย
แม้ตัวเขาจะทราบดีว่าผู้คนมากมายล้วนหวาดกลัวเขา รวมถึงข่าวลือด้านนอกที่เกี่ยวกับเขาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ว่าเรื่องราวพวกนั้นเขาไม่เคยสนใจไยดีเลย อย่างไรก็ตามก็คือปากของคนอื่น ใครชอบพูดอะไร เขาก็เข้าไปยุ่งไม่ได้อยู่ดี
แต่ว่าท่าทีที่หวาดกลัวเขา ของขันทีน้อยที่อยู่ตรงหน้านี้ กลับทำให้ในใจของเขารู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
เล่อเหยาเหยาเองก็รับรู้ได้จากน้ำเสียงของเหลิ่งจวิ้นอวี๋ว่า เขากำลังไม่พอใจ จึงหวั่นใจขึ้นมา แม้จะหวาดกลัวแต่เธอก็รู้ว่ามีเพียงทรราชเท่านั้นที่ชื่นชอบให้คนอื่นหวาดกลัวเขา แต่เห็นได้ชัดเจนว่าท่านอ๋องผู้นี้ไม่ชื่นชอบที่เธอเกรงกลัวเขา จึงรีบฉีกยิ้มขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่จะส่ายศีรษะปฏิเสธพร้อมกับฝืนหัวเราะออกมา
“ไม่ ท่านอ๋องไม่ใช่สัตว์ป่าแสนดุร้ายที่กินมนุษย์ บะ... บ่าวจะกลัวท่านอ๋องได้อย่างไร เมื่อครู่นี้เพียงแต่...เพียงแต่.... ”
“เพียงแต่อะไรล่ะ หืม!”
ยามเมื่อเห็นเล่อเหยาเหยาที่ขลาดกลัวจนหลุบสายตาลง แต่ว่ากลับยังพยายามฝืนหัวเราะออกมา ท่าทีนั้นทำให้ เหลิ่งจวิ้นอวี๋คิดว่าน่าขันสิ้นดี ทั้งยังเกิดความคิดอยากกลั่นแกล้งขันทีน้อยผู้นี้ขึ้นมา
ในเมื่อไม่ว่าอย่างไร พักนี้เขาก็ว่างมาก จนรู้สึกน่าเบื่อหน่ายเหลือเกินแล้ว...
ขันทีน้อยตรงหน้านี้ ดูคล้ายกับหนูตัวเล็กๆ ที่น่าเอ็นดูและขลาดกลัว แต่ว่ากลับน่ารักอย่างยิ่ง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เหลิ่งจวิ้นอวี๋จึงก้าวเดินเข้าไปใกล้เล่อเหยาเหยาอีกครั้ง
ขณะที่เล่อเหยาเหยายังคงสับสนกับคำพูดที่เอ่ยออกไป จนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรอยู่นั้น อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าของเธอ ก็ถูกเธอขมวดจนเป็นกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ท่าทีคล้ายกับกำลังทุกข์ทรมานอย่างมาก โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเหลิ่งจวิ้นอวี๋กำลังค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาหาเธอ
ยามเมื่อเธอได้สติกลับมา ใบหน้าอันหล่อเหลาเย็นชาของเหลิ่งจวิ้นอวี๋นั้น ก็มาปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว
ใกล้เกินไป จนเธอสามารถเห็นจำนวนเส้นขนตาบนดวงตาของเขาได้อย่างชัดเจน ทั้งยังเห็นได้ว่าภายใต้ท่าทีที่เย็นชาของเขานั้น นัยน์ตากลับแฝงไปด้วยความสนุกสนาน!
เมื่อเห็นเช่นนั้น เล่อเหยาเหยาจึงเข้าใจในที่สุดว่า เธอกำลังถูกกลั่นแกล้งเข้าแล้ว!
ในใจเธอจึงโกรธขึ้นมา แม้เธอจะหวาดกลัวชายหนุ่มตรงหน้านี้อยู่บ้าง แต่เมื่อถูกกลั่นแกล้งแบบนี้ เธอก็ต้องโกรธอยู่ดี
เธอโกรธมาก จนแทบอยากกระทืบเท้าตัวเองไปมา แต่เหลิ่งจวิ้นอวี๋คล้ายกับว่าไม่ได้สังเกตเห็นความโกรธของเธอเลยสักนิด เพราะตัวเขาเองยังคงเคลื่อนใบหน้าอันหล่อเหลานั้น เข้ามาใกล้ตัวเธอขึ้นเรื่อยๆ
“เอ่อ...ท่านอ๋อง จะทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ!”
ยามเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลานั้น ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ตนทีละนิด เล่อเหยาเหยาจึงกระวนกระวายใจ จนหัวใจเต้นเร็วขึ้นทันที
ตั้งแต่เล็กจนโต เธอไม่เคยใกล้ชิดกับชายหนุ่มมากถึงขนาดนี้มาก่อน
ถึงแม้เธอจะอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว ชายหนุ่มที่มาตามจีบเธอก็มีไม่น้อย แต่ว่าในช่วงที่เรียนอยู่เธอไม่อยากให้เรื่องความรักมากระทบผลการเรียน จึงปฏิเสธชายหนุ่มเหล่านั้นไปมากมาย ทำให้จนถึงตอนนี้เธอยังไม่เคยจับมือกับชายหนุ่มคนไหนเลย
ตอนนี้ต้องใกล้ชิดกับชายหนุ่ม ชนิดที่ว่าลมหายใจอันร้อนผ่าว แฝงไปด้วยความอบอุ่นของเขา ค่อยๆ รินรดด้านข้างใบหน้าของตนเองแบบนี้ ทำให้เธอว้าวุ่นใจ ก่อนที่จะรู้สึกเพียงว่าร่างกายของเธอชา เหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านตั้งแต่ลำคอ ไปยังแขนขา แล้วแผ่กระจายไปทั่วร่าง
เลือดทั่วร่างกายคล้ายเดือดพล่านขึ้นมาทันทีจนแก้มร้อนฉ่า
เธอไม่จำเป็นต้องส่องกระจกก็เดาได้ว่า ตอนนี้ตัวของเธอต้องหน้าแดงอยู่เป็นแน่...
รุ่ยอ๋องที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่
ตอนนี้เธอเป็นเพียงขันทีตัวเล็ก ๆ แต่เพราะอะไรเขาจึงเข้ามาใกล้ชิดกับเธอแบบนี้
ขณะที่เกิดความสงสัย เธอก็พลันนึกถึงคำพูดของเสี่ยวมู่จื่อ ที่เคยเอ่ยกับเธอเกี่ยวกับรุ่ยอ๋องคนนี้ขึ้นมาได้
ตอนรุ่ยอ๋องยังทรงเยาว์วัยเคยถูกพระมารดาทำร้าย ดังนั้นเมื่อเติบโตขึ้นมาจึงเกลียดผู้หญิงอย่างมาก ห้ามผู้หญิงเข้ามาใกล้เกินห้าก้าว...
เกลียดชังผู้หญิงหรือ! ถ้าเป็นแบบนี้ ท่านอ๋องตรงหน้านี้ เขา เขาชื่นชอบชายหนุ่มใช่ไหม!
เมื่อคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ เล่อเหยาเหยาจึงเบิกตากว้าง อ้าปากค้างขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงงัน ซึ่งท่าทีนั้นช่างคล้ายกับว่าจู่ ๆ ก็เห็นเหลิ่งจวิ้นอวี๋มีสามหัวหกแขน
เมื่อเห็นท่าทีที่แปลกประหลาดของเล่อเหยาเหยา เหลิ่งจวิ้นอวี๋ไม่เข้าใจ ก่อนที่จะขมวดคิ้วขึ้นมา ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร เล่อเหยาเหยาก็สะดุ้งตกใจเดินถอยหลังไปอีก แต่ว่าด้านหลังของเธอกลับเป็นราวประตู...
เสียง ‘อา’ ดังขึ้น ทันใดนั้นเองเล่อเหยาเหยารู้สึกเพียงว่า ตนเองกำลังสูญเสียการทรงตัว ล้มลงไปทางด้านหลังอย่างรุนแรง จึงรู้สึกตกใจ ก่อนที่มือทั้งสองข้างจะยื่นออกไปข้างหน้าโดยที่ไม่รู้ตัว คล้ายกับคนจมน้ำที่ใช้สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด ด้วยการพยายามไขว่คว้าหาเศษไม้ที่ลอยอยู่ จากนั้นก็คว้าจับเข้าไปที่ชายเสื้อ บนหน้าอกของคนคนหนึ่งอย่างรุนแรง
เมื่อครู่เหลิ่งจวิ้นอวี๋เพียงต้องการกลั่นแกล้งเล่อเหยาเหยา กลับคิดไม่ถึงว่าเขาจะทำให้เล่อเหยาเหยาตกใจขนาดนี้ เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็รู้สึกแน่นที่หน้าอก ก่อนที่ร่างกายจะเอนไปตามแรงฉุดดึงของเล่อเหยาเหยา แล้วล้มลงไปอย่างรุนแรง...
ครู่ต่อมาเล่อเหยาเหยาก็รู้สึกอยากตายขึ้นมา ทั้งยังหดหู่ใจอย่างมาก
ตอนนี้ทั่วร่างกายของเธอเหมือนผ่านการถูกรถบรรทุกขนาดใหญ่พุ่งชนไปมาหลายตลบ ชนซ้ำแล้วซ้ำอีกคล้ายไม่พอใจ จนความเจ็บปวดทุกส่วนบนร่างกายแทบไม่จางหายไปเลย
พื้นด้านล่างปูด้วยหินสีน้ำเงิน ที่มีความหนาวเย็นและแข็งอย่างมาก ตอนที่เล่อเหยาเหยาล้มลงบนพื้น รู้สึกคล้ายกับว่าศีรษะของตนเองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนักด้วย
มีเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นคล้ายมีบางอย่างตกกระทบพื้นดังลั่นขึ้นมา ทันใดนั้นก็ปรากฎดวงดาวมากมายหมุนวนอยู่ตรงหน้าของเธอ
ยังไม่หมดเท่านั้น บนตัวของเธอยังมีหินขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากทับอยู่ จนเธอใกล้จะหายใจไม่ออกแล้ว
“หนักมาก!”
สวรรค์!
ทำไม!
เพราะอะไรกันแน่!
ฉากในนิยายไม่ควรเป็นแบบนี้ เพราะยามที่เธอหกล้ม ต้องมีชายหนุ่มรูปงามปรากฏตัวขึ้นมา ดั่งวีรบุรุษเข้ามาช่วยสาวงาม แต่ว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธออยู่ตอนนี้จึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
บุรุษรูปงามตรงหน้าของเธอตอนนี้ดูแข็งแรงกำยำ แต่ว่าไม่ได้มาช่วยเหลือเธอ แต่มาเพื่อซ้ำเติมเธอต่างหาก...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เล่อเหยาเหยาจึงรู้สึกหดหู่เป็นที่สุด
ไม่ง่ายเลยที่จะรอให้ความเจ็บปวดบนร่างกายที่รุนแรงนี้หายไปก่อน แล้วจึงผลักหินขนาดใหญ่นั้นออกไปให้พ้นตัว แต่กลับกลายเป็นว่าหินขนาดใหญ่ก้อนนั้น อาจรู้สึกสบายที่ได้ทับอยู่บนตัวของเธอ จึงแลดูเกียจคร้านไม่มีความคิดที่จะขยับลุกขึ้นเลย
อันที่จริงแล้ว เหลิ่งจวิ้นอวี๋ก็รู้สึกไม่อยากลุกขึ้น
เพราะร่างกายของคนที่อยู่ใต้ร่างของเขา แม้จะดูเล็กอ้อนแอ้น แต่ตอนที่ทับลงไปกลับรู้สึกสบายเป็นอย่างมาก
ทั้งอ่อนทั้งนุ่ม คล้ายกำลังเอนนอนลงบนจอกแหนอย่างไรอย่างนั้น
ยิ่งกว่านั้น ขันทีน้อยที่อยู่ใต้ร่างของตนเองนี้ ช่างมีกลิ่นหอมจริงๆ!
บนตัวของ ‘เขา’ มีกลิ่นหอมเบาบางประเภทหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมของดอกไม้และน้ำหอม ทว่าแฝงไปด้วยกลิ่นหอมของนม ที่คล้ายออกมาจากร่างกาย ซึ่งเมื่อได้ดมกลิ่นนี้ก็จะรู้สึกหอมสดชื่น ดียิ่งนัก!
จึงทำให้เหลิ่งจวิ้นอวี๋ที่ได้กลิ่นนั้น เกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งขึ้นมาในใจ
ความรู้สึกนั้น คล้ายกับว่ามีสิ่งที่ไม่รู้จักประเภทหนึ่ง ได้หยั่งรากลึกแตกหน่อขึ้นภายในใจ ซึ่งสิ่งที่แปลกประหลาดประเภทนี้เขาไม่รู้จักและไม่เข้าใจเลย
เพราะอยู่มาจนเกือบยี่สิบปีแล้ว ยังไม่มีผู้ใดที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้เลย นอกจากขันทีรูปร่างอ้อนแอ้นตรงหน้านี้...
.............................................................................