สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!: Chapter 011 ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 มีข้าอยู่ทั้งคน
สำหรับเรื่องเหล่านี้ เล่อเหยาเหยาที่เพิ่งข้ามเวลามาย่อมไม่รู้
เธอรู้เพียงแต่ว่าสถานการณ์ของตนในตอนนี้ไม่ดีนัก จะพูดอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็ล้วนเป็นศัตรูและได้เปรียบด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ถ้าต่อสู้กันขึ้นมา ผู้หญิงที่อ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่อย่างเธอ คงต้องถูกสังหารแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของเธอก็หวาดกลัวอย่างมาก กลับคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายของเธอ ยังจะมาพูดจาโอหังเช่นนี้อีก
แม้เธอจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับความโหดเหี้ยมของเขามามากมาย แต่เธอก็เคยได้ยินประโยคที่ว่าสองหมัดยากจะต้านทานสี่ฝ่ามือมาก่อนเช่นกัน
ตอนนี้คนสิบคนต่อพวกเธอสองคน และแต่ละคนก็มีดาบอยู่ในมือ เธอคงต้องกลายเป็นศพแน่
เมื่อนึกได้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นคาวเลือด เห็นภาพตัวเองถูกดาบเล่มใหญ่ ฟันแยกร่างกายออกเป็นแปดชิ้น เล่อเหยาเหยาจึงสั่นเทาไปทั่วร่างกาย เหมือนกับใบไม้สีเหลืองบนยอดไม้ที่ถูกพายุพัดโหมกระหน่ำอย่างไร้ความปราณี
เหลิ่งจวิ้นอวี๋คล้ายสังเกตเห็นความหวาดกลัวของเล่อเหยาเหยา นัยน์ตาที่เย็นชาคู่นั้นจึงอดไม่ได้ที่จะระยิบระยับ ก่อนที่จะขยับริมฝีปากแดง แล้วเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจว่า
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน!”
คำพูดที่เอ่ยออกมายังคงเย็นชาอยู่เช่นเดิม แต่กลับรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขา
หลังจากที่เอ่ยจบ เหลิ่งจวิ้นอวี๋และเล่อเหยาเหยาต่างตกตะลึงพรึงเพริดอย่างมาก
เพียงเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของเหลิ่งจวิ้นอวี๋ที่อยู่ด้านข้าง ก็ยิ่งตกตะลึงและตกใจมาก
คำพูดเมื่อครู่นั้น คล้ายไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะพูดออกมา ก่อนหน้านี้ไม่ว่ากับผู้ใด เขาล้วนมีท่าทีเย็นชา แต่คำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อครู่นั้น คล้ายกับเป็นคำมั่นสัญญา คำพูดนี้ออกมาจากปากของเขาจริงๆ หรือ!
ขณะเดียวกันเหลิ่งจวิ้นอวี๋ก็ตะลึงงัน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเล่อเหยาเหยา!
หลังจากได้ยินคำพูดของเหลิ่งจวิ้นอวี๋ เธอก็พลันเขินอายอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากได้สติกลับมาจึงอดไม่ได้ที่จะกระพริบนัยน์ตากลมโตไปมา พร้อมกับคิดว่าตนเองฟังผิดไป
‘มีข้าอยู่ทั้งคน!’
ประโยคนี้ของเขา แม้จะกระชับได้ใจความ น้ำเสียงเยือกเย็นและเมินเฉย แต่เล่อเหยาเหยากลับรู้สึกว่าคำพูดของเขานั้นช่าง...อบอุ่น
จิตใจที่กระวนกระวายและหวาดหวั่นของเธอ ขณะนี้กลับสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
เพราะถึงแม้ในข่าวลือ ชายหนุ่มจะน่ากลัว น่าหวาดผวาเป็นอย่างมาก แต่เวลานี้เขาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ที่คอยปกป้องฝนสาดลมแรงให้กับเธอ ไม่ว่าฟ้าจะถล่มลงมา เขาล้วนค้ำยันเอาไว้...
จิตใจที่กระวนกระวายจึงค่อยๆ หายไป เล่อเหยาเหยาจึงเงยหน้าขึ้น มองใบหน้าอันหล่อเหลาของเหลิ่งจวิ้นอวี๋แล้ว ใบหน้างดงามของเธอจึงดูผ่อนคลาย ก่อนที่จะยกมุมปากขึ้น แล้วยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสว่างไสว
“ได้ บ่าวเชื่อท่านอ๋อง”
“...”
เพียงประโยคเดียวของเล่อเหยาเหยา ทำให้ภายในจิตใจที่สงบมาเกือบยี่สิบปีของเหลิ่งจวิ้นอวี๋คล้ายถูกหินก้อนเล็กๆ โยนเข้าไป เกิดเป็นระลอกคลื่นสั่นกระเพื่อมขึ้นมา...
แต่เหลิ่งจวิ้นอวี๋กลับไม่เอ่ยอะไร สีหน้ายังคงเย็นยะเยือกเช่นเดิม แต่หากมองอย่างละเอียดแล้วจะเห็นถึงรอยยิ้มเล็กๆ บริเวณมุมปากของเขา...
ขณะเดียวกันชายชุดดำที่แอบลักลอบเข้ามาสังหารเขา ก็สังเกตเห็นปฏิกิริยาระหว่างเหลิ่งจวิ้นอวี๋และเล่อเหยาเหยา พวกเขาล้วนไม่ใช่คนโง่ โดยเฉพาะหัวหน้าชายชุดดำผู้นั้น
เขาเป็นถึงรองหัวหน้า ‘ปาหู่’ แห่งเขาเหลียงซาน
แม้ ‘ปาหู่’ จะอยู่ในเขาเหลียงซาน ทว่าไม่ใช่คนที่ไม่รับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกเลย
โดยเฉพาะเกี่ยวกับรุ่ยอ๋องผู้นี้ เกรงว่าทั่วเทียนหยวนคงไม่มีผู้ใดไม่รู้
ข่าวลือของรุ่ยอ๋องผู้นี้มีมากมาย เล่าลือกันว่ารุ่ยอ๋องผู้นี้ไม่สนใจอิสตรี นิสัยเย็นชา จึงขนานนามกันว่า ‘พญายม’ ตอนนี้เมื่อมองเห็นพญายมผู้นี้ดูห่วงใยขันทีน้อยในอ้อมกอดอีกครั้ง ปาหู่จึงพลันหัวเราะขึ้นมา
“ฮ่าๆ เป็นจริงอย่างที่ลือกันจริงๆ พญายมไม่สนใจสตรี ความจริงก็คือรักขันที ฮ่าๆ น่าขันยิ่งนัก ขันทีที่ไม่ใช่ทั้งบุรุษและสตรีผู้นี้ ช่างเหมาะกับเจ้าเสียจริง!”
........................................................................