สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!: Chapter 012 ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 โดนจับเป็นตัวประกัน
เมื่อปาหู่เอ่ยขึ้น ชายชุดดำกว่าสิบคนด้านหลังของเขาจึงหัวเราะเสียงดังออกมา ซึ่งการหัวเราะเยาะเย้ยอย่างดูถูกดูแคลนนั้น ทำให้เล่อเหยาเหยาที่ได้ยินอดไม่ได้ที่จะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา
มารดาเจ้าสิ ถึงข้าจะเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่ผู้ชายก็ไม่เชิง ทุกคนในครอบครัวพวกแกก็ล้วนเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่ผู้ชายก็ไม่เชิงเหมือนกัน!
เมื่อเปรียบเทียบกับเล่อเหยาเหยาที่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ จนทั่วใบหน้าเล็กแดงก่ำ มือเล็กทั้งสองข้างกำหมัดแน่น แทบอยากจะเข้าไปทุบตีคนกลุ่มนี้
เหลิ่งจวิ้นอวี๋ที่อยู่ข้างกายเธอ กลับนิ่งเฉยกับภาพวาด
แต่ว่า มีเพียงเล่อเหยาเหยาที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา ที่รู้ความจริงว่าพญายมโมโหแล้ว อีกทั้งสิ่งที่จะตามมานั้นต้องรุนแรงยิ่งนัก
แม้ใบหน้าของเหลิ่งจวิ้นอวี๋จะเหมือนกับบ่อน้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ราบเรียบไม่สั่นไหว ทำให้ผู้คนที่พบเห็นไม่อาจล่วงรู้ความคิดของเขาได้ แต่ว่ากลิ่นอายอันน่าเกรงขามบนตัวเขาที่แผ่ออกมา ราวกับอสูรกายจากนรกขุมชั้นที่สิบแปด ร่างกายเต็มไปด้วยไอสังหารที่รุนแรง
เขาไม่พูดอะไรเลย แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับบ่งบอกถึงสิ่งที่เขาคิดทั้งหมด
เล่อเหยาเหยาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน เคยเห็นเพียงในหนังจีนกำลังภายในบนโทรทัศน์เท่านั้น
แต่เมื่อเทียบกับการต่อสู้ที่ไม่เจ็บปวดและไม่รู้สึกพวกนั้น ฉากการเข่นฆ่าในตอนนี้ถึงทำให้เธอเข้าใจว่าสิ่งใดที่เรียกกันว่ายอดฝีมือ!
พร้อมกันนั้นภายในหัวของเธอ จึงคิดถึงคำพูดที่เสี่ยวมู่จื่อเคยพูดไว้
รุ่ยอ๋องวรยุทธสูงส่ง ลึกล้ำเกินคาดเดา ลงมือเหี้ยมโหด บ้าคลั่งเต็มไปด้วยอุบาย
คำพูดของเสี่ยวมู่จื่อไม่ผิดแม้สักนิดเดียว
สายตามองไปยังชายหนุ่มที่โอบกอดตนเอง เขาไม่จำเป็นต้องมีอาวุธใดๆเลย เพราะมือของเขาคืออาวุธที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้แล้ว
เสียง ‘ฉับ’ ดังขึ้น พร้อมกับศีรษะของใครบางคนบิดเบี้ยวหมุนไปด้านหลังอย่างแปลกประหลาด
เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น พร้อมกับศีรษะของใครบางคนหลุดออกและสมองก็ระเบิดกระจัดกระจายออกมา
เสียง ‘อา’ ดังขึ้น พร้อมกับลำไส้ของใครบางคนหลุดออกมา
เวลานี้เมื่อเห็นภาพนองเลือดอันดุเดือดเบื้องหน้า พร้อมกับร่างกายของตนเองที่โดนเหวี่ยงไปมา เหมือนกับถุงทรายตามการเคลื่อนไหวของใครบางคน เล่อเหยาเหยาจึงทนไม่ไหว เมื่อกรดในกระเพาะอาหารโหมซัดขึ้นมาไม่หยุด
ใบหน้างามรูปไข่นั้น พลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกระดาษ ไม่มีสีเลือดเลยแม้แต่น้อย
เหลิ่งจวิ้นอวี๋คล้ายสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเล่อเหยาเหยา จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย พุ่งตัวออกไป นำตัวเล่อเหยาเหยาไปวางลงข้างต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะหมุนตัวพุ่งกลับเข้าไปสู่การต่อสู้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ส่วนเล่อเหยาเหยาหลังจากถูกส่งเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว สมองของเธอก็ยังคงว่างเปล่าอยู่เช่นเดิม
เนื่องจากยังตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
คนตาย มีคนตายเต็มไปหมด
ระหว่างนั้นจมูกของเธอยังได้กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นั่งคุกเข่าลงไปที่ข้างต้นไม้ใหญ่แล้วโก่งคออาเจียนออกมา
ถ้าทำได้จริง เธออยากจะหมดสติให้สิ้นเรื่องไปจริงๆ
เธอตกใจจนแทบเสียสติไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่หมดสติ อีกทั้งจู่ๆ เธอก็พลันรู้สึกเย็นเฉียบจากดาบเล่มใหญ่ที่พาดอยู่บนลำคอ คมของมันบาดลึกเข้าไปจนเลือดเธอซึมออกมา
เล่อเหยาเหยาอยากจะร้องไห้อย่างมาก ทว่าไม่มีน้ำตาสักหยด
เธอยังไม่ทันได้ทำใจกับเรื่องที่รุนแรง อย่างการข้ามเวลามาอยู่ที่นี่เลย ตอนนี้กลับต้องมาเจอเรื่องพวกนี้และถูกจับเป็นตัวประกันอีก เธอยังจะต้องเจอกับโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีกต่อไปหรือไม่
เล่อเหยาเหยาอยากจะร้องไห้ออกมา...
“เหลิ่งจวิ้นอวี๋ เจ้าหยุดมือซะ ไม่อย่างงั้นข้าจะฆ่า ‘เขา’ ทิ้ง!”
ผู้ที่จับตัวเล่อเหยาเหยาเป็นตัวประกัน ก็คือปาหู่ที่ยโสโอหังเมื่อครู่นี้
เดิมทีปาหู่และพี่น้องกว่าสิบคน ได้วางแผนกันอยู่นานและพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้ามาที่นี่ แล้วลอบสังหารเหลิ่งจวิ้นอวี๋โดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว เพื่อแก้แค้นให้กับพี่น้องหนึ่งร้อยแปดสิบชีวิตบนเขาเหลียงซาน
.............................................................................