สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 15 เรียกตัวกลับเมืองหลวงด่วน ตอนที่ 15

#15ภาค 1 บทที่ 15 เรียกตัวกลับเมืองหลวงด่วน

บทที่ 15 เรียกตัวกลับเมืองหลวงด่วน

เหยียนหลิงจวินย่นหว่างคิ้ว สายตาตกอยู่ที่ใบหน้าของนางไม่ย้ายไปไหน

คนสองคน สี่ตาสบกัน

ฉู่สวินหยางพลันรู้สึกเบื่อหน่าย นางเก็บมีดสั้นเข้าด้านในของขลุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ นางหัวเราะเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “ของสิ่งนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก สำหรับค่าตอบแทนที่ข้าช่วยเจ้าไว้หนึ่งชีวิต มอบให้ข้าได้หรือไม่?”

ชายหนุ่มมองขลุ่ยเลานั้นครั้งหนึ่งอย่างไม่ค่อยเข้าใจ จากนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ “ได้ขอรับ”

ดูจากท่าทางแล้ว ขลุ่ยเลานี้น่าจะมีความสำคัญกับเขามาก แต่ยามที่จะต้องมอบมันให้กับผู้อื่น กลับได้ทำได้ง่ายๆ เช่นนี้เชียว?

ฉู่สวินหยางแคลงใจเล็กน้อย ทว่าบนใบหน้ากลับมิได้แสดงออกอะไร เพียงเอื้อมมือไปเด็ดใบไม้สีแดงใบหนึ่งจากต้นข้างๆ แล้ววางลงกลางฝ่ามือ

นิ้วของนางขาวสะอาดได้รูป ลายมือเกลี้ยงเกลา ครั้นวางใบไม้เล็กๆ ใบหนึ่งลงไป ยิ่งขับให้สีผิวดูสูงค่ายิ่งกว่าเก่า เปล่งประกายราวกับไข่มุกน้ำงามไม่มีผิด

สายตาของเหยียนหลิงจวินจ้องอยู่ที่ฝ่ามือของนาง จากนั้นก็เบนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

“เจ้าเป็นชาวหนานหัว?” ฉู่สวินหยางไม่มีเวลาสนใจอารมณ์เล็กๆ ที่แวบผ่านนัยน์ตาของเขา จู่ๆ ก็เปิดปากเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงแน่ใจ

เหยียนหลิงจวินไม่เอ่ยวาจา แต่ในสายตาของฉู่สวินหยาง เท่ากับว่าเป็นการยอมรับอย่างเงียบๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ข้ามิใช่ศัตรูของท่าน”

ฉู่สวินหยางยิ้ม เอียงคอสบตากับเขา ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้...ยากจะพูด”

สงครามระหว่างสองแคว้นโรมรันกันอย่างดุเดือด ยิ่งฐานะของนางยังเป็นเช่นนี้

เหยียนหลิงจวินเองก็เข้าใจความนัยในวาจานาง ถึงได้เงียบลงอีกครั้ง

นางยอมรับว่าที่พูดจาเช่นนี้เพียงเพราะต้องการจะหยั่งเชิงดูเท่านั้น แต่ปฏิกิริยาที่เขาตอบกลับมา กลับทำให้นางผิดหวังอยู่หลายส่วน

นึกย้อนไปถึงเหยียนหลิงจวินในชาติก่อนที่มีทั้งทรัพย์สินและอำนาจ ท่าทางรักอิสระและตามใจตนเองนั้นแทบจะสะท้อนออกมาจากในกระดูกด้วยซ้ำไป หากมิใช่ว่ารูปลักษณ์หน้าตาเช่นนี้กับเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้วล่ะก็ ฉู่สวินหยางคงคิดว่าตนจำคนผิดแล้วจริงๆ หรือไม่เขาก็อาจมีพี่น้องฝาแฝดที่นิสัยตรงข้ามกันอยู่อีกหนึ่งคน

ถามตอบไปได้หลายรอบแล้ว ฉู่สวินหยางก็พอรู้ว่าพูดมากไปก็ไม่ได้อะไรกลับมา จึงได้เอ่ยออกไปตรงๆ ว่า “ชื่อของเจ้า สะดวกจะบอกให้ข้ารู้หรือไม่?”

หากว่าเหยียนหลิงจวินมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลสูงศักดิ์ของแคว้นหนานหัวอยู่จริงๆ การที่เขาบอกชื่อแซ่ออกไปก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยสถานะของตนให้ฉู่สวินหยางรู้

ดังนั้นฉู่สวินหยางจึงไม่ได้คาดหวังให้เขาตอบคำถามนี้ และก็เป็นอย่างที่นางคาดไว้ สิ่งที่เหยียนหลิงจวินตอบนางกลับมาก็มีเพียงแค่ความเงียบเหมือนอย่างที่เคยเท่านั้น

“เอาเถอะ ข้าจะรับคำขอบคุณของเจ้าไว้แล้วกัน” ต้องกลับไปมือเปล่า ฉู่สวินหยางถอนลอบหายใจเฮือก หมุนกายกลับไปทางเดิมที่เคยมา

“ฉู่สวินหยาง!” เหยียนหลิงจวินมองตามแผ่นหลังของนางอยู่ตลอด สีหน้าซับซ้อน เมื่อนางเดินห่างออกไปได้สามจั้งก็พลันเรียกให้นางหยุด

ฉู่สวินหยางหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับไป

เหยียนหลิงจวินมองนางอยู่ห่างๆ แม้สิ่งที่เผชิญอยู่จะเป็นเพียงแผ่นหลังของนาง แต่ท่าทางของเขามีความเปิดเผยจริงใจ กล่าวว่า “ข้าแค่ไม่อยากหลอกท่าน คำถามข้อนี้ถือว่าข้าติดค้างท่าน วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ข้าจะบอกท่านในสิ่งที่ท่านอยากจะรู้ทั้งหมด”

“ไม่จำเป็น” มุมปากของฉู่สวินหยางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม

นางหันหน้ากลับมา ขลุ่ยในมือชี้ไปทางเขาแล้วโบกไปมา ขณะเดียวกันเผยยิ้มสว่างสดใส เอ่ยทุกคำชัดเจน “ข้ากับเจ้าไม่มีวันข้างหน้า”

เมื่อเอ่ยจบ นางก็โยนขลุ่ยในมือคืนกลับไปให้เขา ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เหยียนหลิงจวินรับขลุ่ยไว้ในมือ เท้าก้าวออกไปข้างหน้าอย่างใจลอย แต่สุดท้ายก็ข่มใจหยุดเท้า บีบขลุ่ยเลานั้นจนแน่น ไม่เอ่ยวาจาใดอีก

ฉู่สวินหยางสาวเท้าอย่างรวดเร็วตลอดเส้นทาง นางไม่ได้หันศีรษะกลับไปมอง เมื่อออกมาจากป่าก่วม นางก็อ้อมผ่านซุ้มดอกจื่อเถิงที่ทอดยาวคดเคี้ยว มุ่งหน้าออกจากหุบเขา

เวลาเดียวกัน เหยียนหลิงจวินยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อน

เจี๋ยหงส่งฉู่สวินหยางเรียบร้อยแล้วก็กลับมารายงาน เห็นว่าเขามีสีหน้าแปลกไปจึงเอ่ยปากเรียก “นายท่าน?”

“อืม” เหยียนหลิงจวินพลันได้สติ หว่างคิ้วจู่ๆ ก็เหมือนมีไอเย็นมาคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง อารมณ์ในดวงตาเปลี่ยนพลิกไปมาอย่างมหัศจรรย์ ราวกับว่าเพียงชั่ววินาที เส้นโค้งและขอบมุมที่ชัดเจนบนใบหน้าได้เพิ่มความเข้มแข็งและแข็งกร้าวขึ้นมาอีกหลายส่วน

เจี๋ยหงหวาดกลัวท่าทางของเขา จึงรีบก้มหน้าเอ่ยว่า “ท่านหญิงสวินหยางออกไปจากหุบเขาแล้วเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้แล้ว” เหยียนหลิงจวินตอบ น้ำเสียงเย็นเยียบเฉียบขาด ไม่เหมือนกับเมื่อครู่ที่ระมัดระวังและแข็งทื่อ “อิ้งจื่อยังไม่กลับมาอีกรึ? สถานการณ์ในกองทัพตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ยังเลยเจ้าค่ะ หากว่านายท่านรีบร้อน ข้าจะออกจากหุบเขาไปช่วยนางอีกแรง” เจี๋ยหงกล่าว

“ไม่จำเป็น!” เหยียนหลิงจวินโบกมือ เขายกเท้าเดินเข้าไปในส่วนลึกของป่า พลางสั่งการว่า “เจ้าไปเตรียมม้า ให้เซินหลานอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว ข้าจะรีบกลับเข้าเมืองหลวง”

“กองทัพทางนี้เพิ่งจะเกิดเรื่องใหญ่ สถานการณ์ในราชสำนักจะต้องเกิดความผันผวนเป็นแน่ เวลานี้...” เจี๋ยหงอดจะสูดหายใจด้วยความกลัวไม่ได้ “นายท่านกลับไปเวลานี้ เกรงว่าไม่เหมาะ”

“สถานการณ์เป็นเช่นไรแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า? จะโทษก็ต้องโทษที่พวกนั้นบีบคั้นคนจนเกินไป รอบนี้ข้าจะคิดดอกเบี้ยคืนให้พวกนั้นอย่างสาสม” เหยียนหลิงจวินยิ้มเย็น น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่อ่อนข้อ

เจี๋ยหงรู้ว่าครั้งนี้เขาเดือดดาลของจริงแล้ว จึงไม่กล้าโน้มน้าวต่อ รีบไปจัดการตามที่เขาสั่ง

ฉู่สวินหยางเพิ่งออกจากหุบเขามาได้ก็ออกคำสั่งห้าม เว้นแต่ฉู่ฉีเฟิง ไม่อนุญาตให้พวกจูหยวนซานนำเรื่องในวันนี้ไปพูดกับบุคคลที่สามเด็ดขาด ทั้งหมดเดินทางกลับเส้นทางเดิม ทว่าเพิ่งจะหลุดพ้นอาณาเขตของหุบเขาเพลิงอัคคี ด้านหน้าก็เห็นเจี่ยงลิ่วตะบึงม้าเข้ามาหา รายงานว่า “ท่านหญิง เมืองหลวงส่งสาส์นด่วนมา ท่านชายจึงเชิญท่านให้รีบกลับไปที่ค่ายขอรับ”

“สาส์นด่วนจากเมืองหลวง? พี่รองบอกบอกหรือไม่ว่าเป็นเรื่องอะไร?” ฉู่สวินหยางถามเสียงต่ำ

“ไม่ได้บอกขอรับ” เจี่ยงลิ่วส่ายหน้า “เป็นองค์รัชทายาทรีบร้อนตามหาท่าน ท่านชายรับหน้าเอาไว้ แล้วสั่งให้ข้ามาเชิญท่านหญิงกลับค่ายโดยด่วนขอรับ”

ฉู่สวินหยางไม่กล้าชักช้า พาคนทั้งหมดลงแส้ห้อม้ากลับไปที่ค่าย พุ่งตรงไปที่กระโจมบัญชาการของฉู่อี้อัน

ขณะเดียวกัน ฉู่อี้อัน แม่ทัพโฮ่วกัง และฉู่ฉีเฟิงกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ของกองทัพอยู่เหนือแผนที่ผืนหนึ่ง คร้นได้ยินเสียงฝีเท้าของนางก็เงยหน้าขึ้นมามอง กล่าวว่า “เจ้ารีบกลับไปเก็บของ พรุ่งนี้เช้าเดินทางกลับเมืองหลวงไปพร้อมกับข้า”

“พรุ่งนี้เช้า?” ฉู่สวินหยางตกตะลึง “เหตุใดรีบร้อนเช่นนี้? หรือว่าเมืองหลวงเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

“วันนี้เพิ่งได้สาส์นที่ส่งมาจากเมืองหลวง แจ้งว่าเดือนหน้าจะจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างยิ่งใหญ่ให้กับเสด็จย่าของลูก” ฉู่อี้อันตอบเพียงแค่เท่านั้น

ฮองเฮามีพระชนมายุได้ห้าสิบเจ็ดชันษาแล้ว ยังไม่ครบรอบทุกๆ สิบปีเสียหน่อย ตามหลักแล้วไม่จำเป็นต้องจัดงานใหญ่โต ในชาติก่อนก็ไม่ได้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

นัยน์ตาของฉู่สวินหยางหยั่งลึกเล็กน้อย เข้าใจชัดแจ้ง

เรื่องนี้ไม่พ้นจะต้องเกี่ยวพันกับจวนหนานเหออย่างแน่นอน

“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว จะรีบไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้” ฉู่สวินหยางตอบ หมุนตัวออกจากกระโจมไป

ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มจะมืดแล้ว ตะวันแขวนเอียงๆ อยู่ตรงขอบฟ้า แผดเผาทะเลเมฆจนกลายเป็นสีงดงามสว่างไสว ตรึงใจยิ่งนัก

ฉู่สวินหยางหรี่ตาลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

ผ่านไปห้าวัน ขบวนขององค์รัชทายาทฉู่อี้อันก็กลับมาถึงเมืองหลวง

ฉู่อี้อันมุ่งตรงไปถวายพระพรฮ่องเต้ในวัง ส่วนฉู่สวินหยางนำคนที่เหลือและสัมภาระล่วงหน้ากลับไปที่วังบูรพาก่อน ขบวนเพิ่งจะเลี้ยวเข้าตรอกก็เห็นว่ามีรถม้าอีกหนึ่งคันหยุดอยู่ที่หน้าประตูแล้ว

พ่อบ้านใหญ่นามว่าเจิงฉี ทราบว่าพวกเขาจะกลับมาถึงวันนี้ จึงออกมารอรับอยู่หน้าประตูด้วยตนเองตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว

“วันนี้ที่จวนมีแขกรึ?” ฉู่สวินหยางลงจากรถม้า ถามอย่างสงสัย

ฉู่อี้อันเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย เพิ่งจะมาถึงวันนี้ ต่อให้มีคนอยากจะมาเยี่ยมถึงจวน ตามหลักแล้วก็ควรจะเลี่ยงที่จะมาวันนี้

“ท่านหญิงใหญ่กลับมาขอรับ” พ่อบ้านเจิงตอบ

รู้อยู่แล้วว่าคนพวกนี้ไม่ยอมอยู่อย่างสงบ ท่านพ่อยังไม่ทันเข้าจวน เรื่องยุ่งยากกลับมาถึงก่อนแล้ว!

“พี่ใหญ่กลับมา?” ฉู่สวินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แล้วก้าวเท้าข้ามประตูเข้าไป

------------------------------------------------------------------------

devc-a3b5dd88-33025สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 15 เรียกตัวกลับเมืองหลวงด่วน ตอนที่ 15