สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 14 ช่างวางท่าใหญ่โต ตอนที่ 14
บทที่ 14 ช่างวางท่าใหญ่โต
ในหัวของฉู่สวินหยางมักจะมีแต่คำถามเกี่ยวกับเหยียนหลิงจวิน ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรจึงต้องไปเจอหน้า ไถ่ถามให้กระจ่างสักครั้ง
ชิงหลัวรู้นิสัยของฉู่สวินหยางดี นางจึงไม่กล้าขัดประสงค์ผู้เป็นนาย เพียงเอ่ยว่า “ท่านหญิงรอสักครู่ ข้าจะไปตามนายกองจู”
รอบที่แล้วเกิดเรื่องไปครั้งหนึ่ง หากไม่หาคนติดตามไปมากหน่อย ชิงหลัวย่อมเป็นคนแรกที่ไม่อาจวางใจได้ลง
ฉู่สวินหยางรู้ถึงความกังวลของนาง จึงไม่ได้คัดค้าน
แม้ชิงหลัวจะเป็นคนที่ท่านพ่อมอบให้นาง แต่ทุกเรื่องล้วนต้องฟังนางเป็นหลัก และต้องไม่เป็นภาระให้กับนาง
ชิงหลัวหายไปไม่นานก็พาจูหยวนซานกับองครักษ์อีกกลุ่มหนึ่งกลับมาด้วย
เห็นชัดว่าจูหยวนซานก็ขวัญเสียเพราะเรื่องเมื่อคราวก่อน ครั้งนี้เขาพาองครักษ์มาถึงยี่สิบสี่นาย ฉู่สวินหยางจำได้ ล้วนเป็นคนข้างกายของฉู่ฉีเฟิง
จูหยวนซานเป็นคนซื่อตรง ไม่รอให้ฉู่สวินหยางถามก็เกาแกรกๆ ที่ต้นคอ เอ่ยว่า “ตอนนี้ท่านชายปลีกตัวออกมาไม่ได้ จึงให้ข้าน้อยพาคนติดตามท่านหญิงไปมากหน่อยขอรับ”
หลายวันมานี้กองทัพของหนานหัวถูกปิด ไม่อย่างนั้นเกรงว่าฉู่ฉีเฟิงคงเป็นคนแรกที่ไม่ยอมให้นางออกไปนอกค่าย
ฉู่สวินหยางไม่ได้ตอบอะไร เพียงบอกให้คนจูงม้าเข้ามา มองไปทางเซินหลาน กล่าวว่า “ขี่ม้าเป็นหรือไม่?”
“เป็นเจ้าค่ะ!” เซินหลานเอียงคอตอบ ก่อนจะปีนขึ้นหลังม้าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
อายุของนางยังน้อย ใบหน้ากับลำตัวยังมีความจ้ำม้ำเหมือนเด็กๆ ครั้นฉู่สวินหยางได้มองการเคลื่อนไหวของนาง ก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้
ฉู่สวินหยางเกิดมาพร้อมรูปโฉมงดงามหยดย้อย แต่เพราะชอบมัดหางม้าอย่างง่ายๆ และสวมชุดยาวที่ตัดพอดีตัวเฉกเช่นบุรุษ ดังนั้นคนส่วนมากเมื่อมองผาดๆ ก็มักจะเห็นแค่ความองอาจตรงหว่างคิ้วของนางเป็นอย่างแรก ตอนนี้เมื่อเผยยิ้มจนดวงตาเป็นเส้นโค้ง บนใบหน้าจึงมีเค้าความงามพาดผ่าน
เซินหลานเห็นก็ชะงักไปอย่างโง่งม ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้าง ผ่านไปนานก็ยังไม่รู้สึกตัว
“มีอะไรรึ?” ฉู่สวินหยางพลอยยกมือลูบหน้าตัวเองตามไปด้วย
เด็กหญิงพลันได้สติกลับมา หัวเราะเก้อเขิน “ท่านหญิงช่างงดงามนัก”
ดวงหน้านางมีแต่กลิ่นอายของเด็ก คำที่พูดออกมาจึงไม่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นการประจบประแจง พาให้ทุกคนเกิดรอยยิ้มเล็กๆ ในใจ
ชิงหลัวติดตามมาด้วย ส่วนชิงเถิงที่ไม่เป็นวรยุทธ์ ฉู่สวินหยางทิ้งนางไว้ที่ค่าย ก่อนที่คนทั้งหมดจะขี่ม้ามุ่งหน้าสู่หุบเขาเพลิงอัคคี แน่นอนว่าครั้งนี้ย่อมใช้ถนนเล็กๆ ทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าสู่หุบเขา
ถนนฝั่งนี้ราบเรียบ ไม่จำเป็นต้องลงจากม้า เซินหลานนำทางอยู่ด้านหน้า แผ่นหลังน้อยๆ หยัดตรง ท่าทางราวกับเป็นแม่ทัพที่หยิ่งยโสอย่างไรอย่างนั้น
ทางเข้าหุบเขาทั้งแคบและไกล เดินทางไปได้ครึ่งชั่วยาม ครั้นถึงด้านในหุบเขาที่มีต้นไม้ใบหญ้าสมบูรณ์งอกงาม เซินหลานก็ลงจากม้า
พื้นที่ทั้งสี่ทิศกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งคนอยู่อาศัย
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา เซินหลานกลับวิ่งอย่างสบายใจไปจนเกือบจะถึงด้านหน้าของม่านน้ำตก ที่ไหลเป็นสายลงมาจากกลางสันเขา สองมือป้องปากเพื่อขยายเสียง ตะโกนไปทางน้ำตกว่า “พี่เฉี่ยนลู่? ข้าพาแขกมาแล้วนะ!”
น้ำเสียงก้องใส สะท้อนกลับไปมากลางหุบเขา
เสียงสะท้อนที่เหลืออยู่ในหุบเขาเพิ่งจะเงียบไป ด้านหลังของม่านน้ำตกก็มีมุมหนึ่งของร่มกระดาษสีแดงโผล่ขึ้น ตามมาด้วยหญิงสาวนางหนึ่ง นางสะบัดหยดน้ำที่กระโปรงแล้ววิ่งออกมา
เมื่อเห็นพวกฉู่สวินหยาง นางก็ย่อเข่าคารวะอย่างสุขุม “แขกผู้มีเกียรติมาเยี่ยมเยือน นายท่านของข้ารออยู่นานแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่สวินหยางรู้สึกสนใจอย่างยิ่ง จึงลงจากม้าแล้วเดินตามไป
“ท่านหญิง!” ชิงหลัวจะตามไปด้วยเพราะไม่วางใจ ทว่าหญิงสาวใต้ร่มสีแดงผู้นั้นกลับมองไปยังฉู่สวินหยางด้วยความลำบากใจ
“พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่แหละ ข้าไปครู่เดียวก็กลับมา” ฉู่สวินหยางเอ่ย
หากเหยียนหลิงจวินคิดจะทำร้ายนางจริงๆ ระหว่างทางที่ผ่านมาก็สามารถลงมือดักโจมตีได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอถึงที่นี่
พวกชิงหลัวเข้าใจในจุดนี้เช่นกัน จึงไม่ได้ดึงดันต่ออีก
เฉี่ยนลู่กางร่มให้ฉู่สวินหยางผ่านม่านน้ำตกเข้าไป ภาพที่สะท้อนเข้าตาคือซุ้มดอกจื่อเถิงผืนหนึ่งที่มีสีเข้มอ่อนไม่ซ้ำกัน บุปผานานาหลากสี อวดกลิ่นหอมชื่นใจ ราวกับว่าเข้ามาติดอยู่ในเมืองแห่งความฝัน
ฉู่สวินหยางประหลาดใจอย่างยิ่ง ในชาติก่อนนางก็อาศัยอยู่แถบนี้นานถึงหกปีเต็ม แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าภายในหุบเขาเพลิงอัคคีจะมีวิมานในถ้ำ เฉกเช่นสถานที่แห่งนี้อยู่ด้วย
อีกฝ่ายพานางเดินเข้าไปด้านใน อ้อมผ่านซุ้มดอกไม้ที่ยาวไปสุดทาง ที่นั่นมีสาวใช้ชุดสีส้มแดงอีกผู้หนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว
ครั้นเห็นฉู่สวินหยางมาถึง นางก็ก้าวออกมาคารวะด้วยความนอบน้อม “ข้าชื่อเจี๋ยหง คารวะแม่นาง”
ฉู่สวินหยางพยักหน้ารับ พลันตั้งสมาธิฟังเสียงขลุ่ยสูงต่ำรื่นหูลอยมากระทบโสต เสียงขลุ่ยนั้นงดงามสุภาพ ทว่าก็ให้อารมณ์เยือกเย็นสุขุมด้วยส่วนหนึ่ง ท่วงทำนองอ่อนไหว ตรึงใจผู้ได้ฟัง
นางมองตามเสียงไป เห็นเป็นป่าก่วม[footnoteRef:1]สีแดงกว้างใหญ่ผืนหนึ่ง [1: ก่วม หมายถึง ต้นเมเปิ้ล]
ตอนนี้เพิ่งจะเข้าเดือนเก้า ในหุบเขานี้กลับมีโลกอีกโลกหนึ่ง ทางเดินเล็กๆ กว้างประมาณหนึ่งจั้งกว่าทอดยาวออกไปในป่าลึก ด้านบนปูทับด้วยใบไม้ใหญ่ที่ร่วงหล่น โลกทั้งใบที่อยู่เบื้องหน้าเหมือนถูกเขียนให้อยู่ในเปลวเพลิงที่ลุกไหม้สว่างจ้าอย่างไรอย่างนั้น
ด้านหลังคือซุ้มดอกจื่อเถิง ด้านหน้าคือป่าก่วมที่ไกลสุดสายตา ทัศนียภาพที่รุนแรงจับตาเช่นนี้ เกือบจะทำให้คนต้องหยุดหายใจเลยทีเดียว
เวลาเดียวกันนั้นเอง ร่างเงาผอมสูงในชุดสีเขียวอ่อนกำลังพิงอยู่ใต้ต้นก่วมที่ไกลออกไปอย่างสงบ ปิดตาเป่าขลุ่ยยาวเลาหนึ่ง ทั้งคนและฉากสอดประสาน ราวกับเป็นภาพวาดภาพหนึ่ง
หญิงสาวสองคนไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เพียงย่อกายและถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ฉู่สวินหยางเดินเหยียบใบไม้สีแดงเพลิงไปตลอดทาง อาจจะเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง เหยียนหลิงจวินถึงได้เก็บขลุ่ย ยืดตัวตรง รอให้นางเดินเข้าไปหา
นางยิ้มน้อยๆ สายตาสังเกตสภาพแวดล้อมรอบด้านไปด้วย หัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าที่แท้นี่ถึงจะเป็นที่มาของชื่อหุบเขาเพลิงอัคคี แดงราวอัคคีเพลิงจริงๆ เป็นวิมานในถ้ำโดยแท้”
“ที่แห่งนี้เป็นหุบเขาลึกซึ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอกหลังจากที่ภูเขาไฟพ่นหินหลอมเหลวออกมาเมื่อหลายปีก่อน สภาพอากาศด้านในแตกต่างจากด้านนอกอยู่บ้าง” เหยียนหลิงจวินตอบ ถือเป็นการแนะนำอย่างง่ายๆ
ฉู่สวินหยางยักไหล่ จ้องมองที่เขาอย่างใจเย็น
แม้จะพูดได้ว่าวันนี้เป็นนางที่เสนอข้อเรียกร้องว่าอยากจะพบเขา แต่ก็ชัดเจนว่าคนผู้นี้วางแผนเอาไว้ก่อนอยู่แล้ว ถึงได้ส่งเซินหลานออกไป
เหยียนหลิงจวินถูกนางจ้องจนใบหน้าหล่อเหลาแสดงออกว่าไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองนัก เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านหญิงเป็นผู้มีพระคุณต่อข้า ข้ามิได้มีเจตนาเป็นอื่น เชิญท่านมาก็เพื่อจะกล่าวขอบคุณต่อหน้าเท่านั้น”
ชาติที่แล้วฉู่สวินหยางเคยเจอเขาแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าชู้ของเขา บัดนี้เขามีอารมณ์เคร่งขรึมปรากฏอยู่บนใบหน้า นี่กลับทำให้ฉู่สวินหยางรู้สึกไม่คุ้นเคยนัก
“เท่านั้นเองรึ?” ฉู่สวินหยางยิ้มน้อยๆ สายตาหลุบมองขลุ่ยสีเก่าๆ ที่อยู่ในมือเขา เอ่ยว่า “ขอดูหน่อยได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มคล้ายจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าก็มิได้ปฏิเสธ
ฉู่สวินหยางรับขลุ่ยเลานั้นมาไว้ในมือ ปลายนิ้วปัดผ่าน ถึงค่อยเอ่ยออกไปอย่างใจลอยว่า “เจ้าอยากจะขอบคุณข้า ยังต้องให้ข้าที่เป็นผู้มีพระคุณลดตัวมาพบเจ้าด้วยตนเองถึงที่นี่ เจ้าปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณเช่นนี้รึ? ช่างวางท่าใหญ่โตเสียจริง”
เหยียนหลิงจวินชะงักกึก ต่อมาถึงได้ฟังออกถึงเจตนาล้อเลียนในคำพูดของนาง เขาถอนหายใจโล่งอกทันที ก่อนจะก้าวขึ้นมาถึงเบื้องหน้าของนาง น้ำเสียงยังคงแข็งทื่อ “ท่านหญิงก็ช่างกล้าหาญเสียจริง เวลานี้ที่นี่มีสงครามมิได้หยุดหย่อน อาจจะถูกดึงเข้าไปพัวพันเมื่อไรก็ได้ ท่านหญิงก็ยังเสี่ยงอันตรายมาพบข้าเพียงลำพัง”
คำกล่าวนี้มีน้ำเสียงแตกต่างกับยามที่สนทนากันเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง อย่างน้อยก็มีเจตนาตักเตือนและหยั่งเชิงอยู่สามส่วน
อารมณ์บนใบหน้าของฉู่สวินหยางตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย นิ้วมือที่คีบปลายขลุ่ยอยู่พลันแยกออกอย่างคล่องแคล่ว ครั้นชักมือกลับก็มีมีดสั้นคมกริบเล่มหนึ่งถูกดึงติดมือออกมาด้วย
การเคลื่อนไหวของนางว่องไวมาก วินาทีต่อมา คมมีดเย็นเฉียบก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเหยียนหลิงจวินแล้ว นางเอ่ยถามเสียงเย็น “เจ้าเป็นใครกันแน่?”
------------------------------------------------------------------------