สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 18 บีบให้แต่งเป็นชายาเอกร่วมกัน ตอนที่ 18
บทที่ 18 บีบให้แต่งเป็นชายาเอกร่วมกัน
ฮูหยินรองเหลียนถูกฉู่สวินหยางตวาดใส่ พลันเหงื่อไหลเต็มหน้า ก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากชายารองเหลย “พี่หญิง...”
สีหน้าของชายารองเหลยไม่ได้น่าดูสักเท่าไร แต่ก็ไม่แสดงออกชัดเจน ทำเป็นไม่สนใจแล้วหลุบตาจิบน้ำชา จากนั้นเอ่ยว่า “เยว่ซินเจ้าตัวก็ยินยอมแล้ว...”
“พี่รองยินยอมแล้ว? คำพูดนี้ของชายารอง พูดออกไปไม่กลัวคนหัวเราะเยาะบ้างหรือ?” ฉู่สวินหยางกล่าว เพียงชั่วเสี้ยวนาที เหมือนกับมีคลื่นโถมซัดในดวงตา ภายนอกยังเหมือนกับสาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง แต่คำที่ออกมากลับคมกล้าทุกประโยค ไม่มีไว้หน้าเลยสักนิด “ท่านพ่อมอบเรือนหลังให้ชายารองเป็นคนดูแล ไม่ใช่แค่จัดการเรื่องเงินทองกับกิจธุระภายในบ้านเท่านั้น แต่เรื่องจารีตของพวกเราเหล่าสตรีนั้น ถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด พี่รองเจ้าตัวยินยอมแล้วอย่างไร? ก็อย่างที่ฮูหยินรองว่า เรื่องใหญ่อย่างการแต่งงาน พี่รองมีสิทธิ์เอ่ยปากตกลงตามใจชอบได้รึ?”
ความผิดใหญ่หลวงที่เอ่ยมานั้น หมายความว่าชายารองจงใจใช้วิธีสกปรก ไม่ยอมสั่งสอนบุตรีที่เกิดจากเมียรองให้ดีๆ
ชายารองเหลยมีสีหน้าแข็งทื่อ ด้วยเพิ่งรู้ตัวว่านางประมาทเกินไป จึงโดนฉู่สวินหยางหลอกล่อให้ขุดหลุมฝังตัวเอง แม้อยากจะปีนขึ้นไปก็หาบันไดไม่เจอเสียแล้ว
ฉู่เยว่เหยาทะนงตัวว่าตนมีฐานะเป็นถึงท่านหญิงใหญ่ แต่ไหนแต่ไหนก็ไม่เคยเกรงใจใครอยู่แล้ว ครั้นเห็นว่าฉู่สวินหยางหาเรื่อง ซ้ำยังทำให้มารดาของตนเสียหน้าต่อธารกำนัล นางย่อมไม่ยอมจบเรื่อง
นางลุกขึ้นพลางตบโต๊ะอย่างแรง ชี้หน้าประณามฉู่สวินหยาง “บังอาจ ท่านแม่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ต่อให้นางทำอะไรไม่ถูกต้อง เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาต่อว่า ฉู่สวินหยาง เจ้าอย่าได้เห็นว่าท่านพ่อรักเจ้าแล้วจะไม่รู้จักแบ่งเด็กแบ่งผู้ใหญ่ หากเจ้ายังทำตัวไม่เคารพท่านแม่ข้าอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
หยิ่งผยองพองขน ใหญ่โตคับฟ้า!
ท่าทางถูกต้องตามมาตรฐานของท่านหญิงใหญ่โดยแท้!
ฉู่สวินหยางทำเหมือนกำลังดูเรื่องตลก ตอกกลับเสียงเย็นอย่างไม่ยอมถอยเช่นกัน “ข้าถึงต้องพูดอย่างไรเรา ชายาซื่อจื่อเองก็ต้องระวังคำพูดและการกระทำของตนให้ดี อย่าได้ทำตัวไม่แยกแยะคนนอกคนใน เที่ยวสอดมือมายุ่งกิจธุระภายในของพวกเราวังบูรพา!”
นางพลันเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกฉู่เยว่เหยา ทำให้ทุกคนต่างตะลึงงัน
บรรยากาศภายในห้องพลันแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง
ฉู่เยว่เหยาเบิกตาโพลง อึ้งไปพักหนึ่งก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีใครเข้าใจ “ฉู่สวินหยาง ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร? ข้าเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของท่านพ่อ เป็นพี่สาวคนโตของเจ้า เจ้า...เจ้า...”
นางพูดไปก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้น หายใจไม่ทัน
ฉู่สวินหยางไม่สนใจว่านางจะโกรธหรือไม่สบายใจ เพียงกล่าวกับนางด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ถ้าข้าจำไม่ผิด ตอนแรกที่เจ้าแต่งออกไป ท่านพ่อเคยทิ้งวาจาเอาไว้ไม่ใช่หรือว่า วันข้างหน้าหากมิใช่ปีใหม่หรือวันสำคัญ หากท่านพ่อไม่ได้เรียกให้มา ก็ไม่อนุญาตให้เจ้าเหยียบเท้าเข้าวังบูรพาแม้แต่ก้าวเดียว? ตอนนี้เวลาผ่านไปแค่สองปี เจ้าก็ลืมคำของท่านพ่อแล้วหรือ? นี่ยังไม่พอ ยังคิดเพ้อเจ้อจะมาเอาตัวลูกสาวของท่านพ่อไปอีก เจ้ากลัวว่าปีนั้นยังขายหน้าไม่พออีกหรืออย่างไร?”
ฉู่เยว่เหยาสีหน้าย่ำแย่ เท้าโซเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงเครือด้วยความกังวล “เจ้า...เจ้า...”
มีเพียงคำกุกๆ กักๆ ประกอบเป็นประโยคไม่ได้หลุดออกมา เล็บจิกเข้าที่มุมโต๊ะเล็กๆ ด้านข้าง เกิดเป็นรอยลึกเข้าไป
ลูกตาของฮูหยินรองเหลียนกลิ้งกลอกไปมา ตอนนั้นนางคิดว่าเพราะฉู่อี้อันไม่พอใจที่จะเกี่ยวดองกับจวนผิงกั๋วกง ถึงได้ไม่อยากเห็นหน้าฉู่เยว่เหยา แต่ว่าตอนนี้ดูท่าทางเรื่องราวน่าจะซับซ้อนกว่านั้น ไม่ได้ตื้นเขินอย่างที่เห็นจากภายนอก หรือว่า...
ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีก?
อีกอย่าง แค่ดูจากอารมณ์ของฉู่เยว่เหยาตอนนี้...
น่ากลัวจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจให้ใครล่วงรู้ได้
เกี่ยวกับแผนชั่วที่จะขุดเรื่องลับของผู้อื่นมาเหยียบซ้ำนั้น ฮูหยินรองเหลียนมีแต่ความชมชอบไม่เคยเบื่อหน่าย ได้ฟังดังนั้น ก็แสร้งทำเป็นทวงความยุติธรรมให้กับฉู่เยว่เหยาด้วยเสียวแผ่วเบาว่า “ท่านหญิงใหญ่เป็นบุตรีคนโตของตระกูล องค์รัชทายาทจะกล่าวออกไปอย่างไร้เหตุผลได้เช่นไร? จะต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันเป็นแน่”
สตรีผู้นี้ ตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว ยังมีแก่ใจเล่นลูกไม้หลอกให้คนอื่นคายความลับอีก
ฉู่สวินหยางย่อมไม่สนใจนาง
ขณะนั้นเอง ชายารองเหลยที่สงบอารมณ์ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็พลันเปิดปากว่า “เหยาเอ๋อร์ เจ้าก็จริงๆ เลย ที่สวินหยางพูดเกินไปหน่อยก็ด้วยคำนึงถึงชื่อเสียงของนายท่าน เราครอบครัวเดียวกัน นี่ก็อยู่ในเรือนหลัง มีปากเสียงกันสักสองคำจะเป็นไรไป? อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย”
ขณะที่พูด นางก็กุมมือข้างหนึ่งของบุตรสาวเอาไว้ ลอบส่ายหน้าให้นาง
ความจริงใจนางก็เหมือนกับฉู่เยว่เหยา ต่างก็ไม่เชื่อว่าฉู่สวินหยางจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องราวในตอนนั้น เพราะอย่างไรก็เป็นเรื่องอัปยศของสกุล ต่อให้ฉู่อี้อันรักนางเด็กนี่อย่างไร ก็ไม่น่าจะพูดเรื่องพรรค์นี้ออกไปให้นางฟัง
แต่วาจาของฉู่สวินหยางฟังดูน่าเชื่อถือมาก ไม่คล้ายว่าแค่ขู่ให้กลัวเล่นๆ ถ้าหากนางรู้เรื่องขึ้นมาจริงๆ เล่า?
ชายารองเหลยกับฉู่เยว่เหยาล้วนไม่อยากเสี่ยง จึงทำได้เพียงยกธงยอมแพ้
เมื่อปลอบขวัญฉู่เยว่เหยาได้ชั่วคราวแล้ว พระชายารองก็เริ่มเอ่ยกับฉู่สวินหยางด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “สวินหยาง เมื่อครู่...”
“ชายาซื่อจื่อจวนผิงกั๋วกง เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า” ฉู่สวินหยางไม่แยแสนาง โจมตีฉู่เยว่เหยาต่อ “ตอนแรกเจ้าบอกว่าเป็นความคิดของเจ้า ที่อยากจะได้ตัวพี่รองไปเป็นชายาเอกอีกคนในจวนผิงกั๋วกงอย่างนั้นหรือ?”
ฉู่เยว่เหยากลัวอยู่อย่างเดียวว่าจุดอ่อนของตนจะตกไปอยู่ในมือของนาง ตอนนี้แม้ใจจะไม่ยินยอม แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟัน ข่มใจยอมถอย ไม่กล้าแข็งข้อกับนางอีก
ฉู่เยว่ซินตนเองไม่เอาไหน ฮูหยินรองเหลียนก็รู้ดีว่าบุตรสาวทำอะไรเรื่องนี้ไม่ได้มากนัก ใจจริงรู้สึกว่าการได้เป็นชายาหลวงของซื่อจื่อจวนผิงกั๋วกงเป็นการพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตของนาง เวลานี้จึงห้ามปากไว้ไม่ไหว “คำพูดของท่านหญิงออกจะหนักหนาเกินไปหน่อยหรือไม่? แต่ไหนแต่ไรตระกูลสูงศักดิ์ใหญ่ๆ ก็มีตัวอย่างเรื่องพี่น้องร่วมสามีเดียวกันให้เห็นอยู่แล้ว ทั้งยังมีไม่น้อยที่ถูกเล่าขานจนกลายเป็นเรื่องดีงาม พี่น้องปรองดองกัน ความจริงก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย”
เพราะว่าฉู่สวินหยางแสดงจุดยืนชัดเจน นางจึงไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าตนเองก็ต้องการจะส่งฉู่เยว่ซินไปอยู่จวนผิงกั๋วกง
สตรีเบาปัญญาผู้นี้ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
“สิ่งที่เรียกว่าพี่น้องปรองดองไม่ใช่แค่พูดแต่ปากก็จะเป็นจริงตามนั้น” ฉู่สวินหยางคล้ายว่าจะยอมประนีประนอม ปรับเสียงอ่อนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว มุมปากอมยิ้มเล็กๆ หันไปทางฉู่เยว่เหยา “ถ้าหากชายาซื่อจื่อคำนึงถึงความรักระหว่างพี่น้องจริงๆ เหตุใดไม่มอบยศชายาเอกร่วมให้เป็นของหมั้นหมายไปเสียเลยเล่า”
ดวงตาของฮูหยินรองสว่างวาบ ฉู่เยว่ซินก็ตกตะลึงไป สองคนต่างหันไปมองฉู่เยว่เหยาโดยไม่ได้นัดหมาย
นัยน์ตาของฉู่เยว่เหยามีความเดือดดาลแวบผ่าน โกรธแค้นอย่างที่สุด
นางต้องการให้ฉู่เยว่ซินมาอยู่ด้วย ก็แค่เห็นว่าลูกอนุคนนี้นิสัยนุ่มนิ่มรังแกง่าย คิดจะยืมท้องของนางมาคลอดบุตรชายให้ ส่วนคำสัญญาเรื่องชายาเอกร่วม ก็เป็นแค่อุบายที่ชายารองเหลยคิดจะนำมาใช้หลอกล่อฮูหยินรองเหลียนก็เท่านั้น นางมิใช่คนโง่ จู่เหตุใดๆ จะต้องเพิ่มความยุ่งยากใจอย่างไร้เหตุผลให้กับตัวเอง
ฉู่สวินหยางไม่สนใจความเดือดดาลในดวงตานางสักนิด เพียงแค่เอ่ยย้ำอีกประโยคว่า “ว่าอย่างไรเล่า? ขอแค่เจ้ายอมพยักหน้าตกลง ข้าก็จะไปเกลี้ยกล่อมท่านพ่อแทนเจ้า ให้ท่านพ่อไปขอพระราชทานสมรสจากเสด็จย่า เป็นเกียรติเป็นศรีแก่พวกเจ้าอย่างที่สุดแล้ว!”
------------------------------------------------------------------------