สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 19 ซินเป่าวางอำนาจ ตอนที่ 19
บทที่ 19 ซินเป่าวางอำนาจ
ฮูหยินรองเหลียนได้ฟังดังนั้น เลือดในตัวนางพลันพลุ่งพล่าน เอ่ยอย่างยินดีว่า “หากเป็นเช่นนั้นได้ ย่อมดีที่สุดแล้ว”
นางเอ่ยจบก็หันไปมองฉู่เยว่เหยาด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม “ท่านหญิงใหญ่ ในเมื่อท่านหญิงสวินหยางยอมออกหน้าให้แล้ว เช่นนั้นก็ไปแจ้งให้องค์รัชทายาทกำหนดเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเลยดีหรือไม่?”
ฉู่เยว่เหยายากจะลงจากหลังเสือ ขบฟันแน่น จนรู้สึกปวดไปหมด
พระราชทานสมรส? ต่อไปนางคงต้องยกย่องฉู่เยว่ซินเป็นบรรพบุรุษด้วยกระมัง? ตอนนั้นนางเองก็ไม่ได้รับพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ เพราะว่าไปทำให้ฉู่อี้อันโกรธเข้า นี่ไม่เท่ากับให้คนไร้ค่าอย่างฉู่เยว่ซินปีนขึ้นมาอยู่บนศีรษะนางหรอกหรือ?
แม้จะรู้ว่าฉู่สวินหยางต้องการกระตุ้นนางให้เสียกิริยา แต่ฉู่เยว่เหยาก็ยังอดคล้อยตามไม่ได้ แสยะยิ้มเอ่ยว่า “ฮูหยินรองสับสนอะไรอยู่กระมัง? เมื่อครู่ข้าก็แค่ล้อน้องรองเล่นเท่านั้น เป็นอนุของจวนผิงกั๋วกงอะไรกัน? ถ้าคนข้างนอกรู้เข้าว่าข้าให้น้องรองไปเป็นอนุของซื่อจื่อ เขาจะคิดกับข้าที่เป็นพี่สาวอย่างไร คงได้หาว่าข้าเหยียบย่ำทำลายนางน่ะสิ!”
ตอนนี้จะเปลี่ยนใจแล้ว?
ฮูหยินรองเหลียนพลันชะงักงัน ตวาดเสียงอย่างไม่เข้าใจว่า “เมื่อครู่ก็เห็นๆ อยู่ว่าตกลงกันเรียบร้อยหมดแล้ว บอกจะขอให้ฮ่องเต้พระราชสมรสให้เป็นชายาเอกร่วม ท่านหญิงใหญ่ ท่านอย่าได้กลับคำเช่นนี้!”
“ชายาเอกร่วมอะไร? นั่นเป็นคำพูดของฉู่สวินหยาง เรื่องในจวนผิงกั๋วกงของข้า นางมีสิทธิ์มาตัดสินตั้งแต่เมื่อไร!” ฉู่เยว่เหยาตอบ พูดจบก็ถลึงตาใส่ฉู่สวินหยางด้วยความเกลียดชังครั้งหนึ่ง
เรื่องราวดำเนินมาในรูปแบบนี้ ระหว่างนางกับฮูหยินรองแม่ลูกถือว่ากลายเป็นศัตรูกันอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น นางก็ไม่อาจจุดไฟเผาตัวเอง เก็บชายาเอกกลับไปฝากสามี
“เจ้า...” ฮูหยินรองเหลียนโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ดวงตาเบิกกว้าง แต่ติดที่ฐานะของนางด้อยกว่า จึงไม่กล้ากำแหงใส่ฉู่เยว่เหยา
ฉู่เยว่เหยาแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง จากนั้นก็ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ต่อ
ฮูหยินรองเหลียนลุกลี้ลุกลนในทันที นางถึงกับคลานเข่าเข้าไปดึงชายกระโปรงของฉู่สวินหยาง ร้องขอความเมตตา “ท่านหญิง จะชายาเอกร่วมหรือว่าอนุ ความจริงแล้วก็ไม่ต่างกันนัก ถึงเป็นอนุก็หวังพึ่งท่านหญิงใหญ่คอยคุ้มครองซินเอ๋อร์อยู่ดี เรื่องนี้ท่านอย่าได้เข้ามายุ่งอีกเลย เป็นอนุก็ได้เหมือนกัน”
งานแต่งของลูกสาวตนจะทำเป็นเรื่องเล่นๆ ได้อย่างไร? ความวุ่นวายในวันนี้ ทำให้ชื่อเสียงของฉู่เยว่ซินต้องมัวหมองแล้ว ฉู่เยว่เหยายังคิดจะกลับคำอีก?
ฮูหยินรองผู้นี้ เหตุใดไม่เข้าใจอะไรๆ เสียที!
ฉู่สวินหยางได้ฟังก็พลันหลุดหัวเราะ ใบหน้าถูกเคลือบด้วยน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ทิ่มแทงฮูหยินรองจนศีรษะชาไปหมด
“คนแซ่เหลียน แท้จริงแล้วเจ้าลืมฐานะของตนเอง รวมถึงฐานะของท่านพ่อไปด้วยแล้วรึ?” ฉู่สวินหยางเอ่ย ยกมือชี้ไปทางวังหลวงที่ไกลออกไป ใช้น้ำเสียงเฉียบขาด “ท่านพ่อเป็นรัชทายาทองค์ปัจจุบัน เป็นว่าที่กษัตริย์ของแคว้น ตำแหน่งนี้มีความหมายเช่นไรเจ้าไม่เข้าใจหรือ? พวกเราเป็นราชนิกุล เป็นลูกหลานสวรรค์ ต่อให้พี่รองเกิดจากอนุแล้วอย่างไร? หากว่าเรื่องนี้เกิดในวังหลังของราชวงศ์อื่นข้าจะไม่พูดอะไรสักคำ แต่นี่คือวังบูรพาของพวกเรา...”
ฉู่สวินหยางเอ่ยได้เพียงครึ่งเดียว นางพลันเปลี่ยนไปพูดอีกเรื่อง เอ่ยด้วยเสียงกร้าวยิ่งกว่าเดิมว่า “จะให้บุตรสาวของท่านพ่อไปเป็นอนุของผู้อื่น? คนแซ่เหลียน เจ้าคิดจะตบหน้าพวกเราราชสกุลของซีเยว่ทั้งหมดกระมัง?”
ฉู่อี้อันเป็นรัชทายาท อีกทั้งประเมินจากสถานการณ์ในตอนนี้ ตำแหน่งก็มั่นคงอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูด แม้ฉู่สวินหยางจะไม่ได้เอ่ยออกมาตรงๆ แต่ความหมายก็แสดงชัดกระจ่างแจ้งแล้ว...
ตอนนี้ในวังบูรพา ฉู่เยว่ซินอยู่ในฐานะธิดาที่เกิดจากอนุก็จริง แต่หากรอถึงวันที่ฉู่อี้อันได้ขึ้นครองบัลลังก์ ต่อให้เกิดจากอนุ ฉู่เยว่ซินก็ยังถือเป็นท่านหญิงที่มีฐานะสูงส่งคนหนึ่ง
ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ใครหาญกล้าให้ท่านหญิงแต่งออกไปเป็นอนุ? นั่นถือเป็นการตบหน้าคนทั้งราชสกุลดังเพียะเลยทีเดียว
สตรีพวกนั้น ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง มีแต่จัดการเรื่องราวไปตามความเคยชินอย่างพวกบ้านขุนนางทั่วๆ ไป
เวลานี้ได้ฟังคำพูดของฉู่สวินหยาง ไม่เพียงฮูหยินรองเหลียนที่กองพับอยู่บนพื้น แม้แต่ชายารองเหลยเองก็มีเหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมตัว...
ใช่แล้ว อนาคตข้างหน้าองค์รัชทายาทต้องครองบัลลังก์ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตอนนี้ฉู่เยว่ซินยังไม่มีหน้ามีตา แต่ต่อไปฐานะเปลี่ยนแปลง การกระทำของนางในวันนี้ย่อมมากพอที่ผู้ตรวจการจะมอบโทษทัณฑ์ ‘หมิ่นเกียรติราชวงศ์ ประพฤติตัวเสื่อมทราม’ มาให้ ถึงเวลานั้นไม่เพียงฐานะอันรุ่งเรืองของนางจะถูกสั่นคลอน แม้แต่ตระกูลฝั่งมารดาทั้งหมดก็คงต้องพลอยรับกรรมไปด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายารองเหลยจึงรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป
“คนแซ่เหลียน เจ้าได้ยินคำของสวินหยางแล้วใช่หรือไม่?” เมื่อตั้งลำได้ ชายารองเหลยจึงตวัดหางตาใส่ทันที เอ่ยเสียงเย็นว่า “ปกติเจ้าไม่รู้หนักเบาก็แล้วไปเถอะ แต่เรื่องใหญ่เช่นนี้ยังจะทำชุ่ยๆ ตัวเจ้าเองไม่กลัวตาย แล้วไม่กลัวจะพาครอบครัวไปตายบ้างรึ?”
ความคิดนี้นางเป็นคนเสนอ ทว่ากลับมาพูดจาเช่นนี้ ก็เพราะต้องการให้ฮูหยินรองเหลียนแบกรับความผิดนี้ไป
“พี่หญิง!” ฮูหยินรองตกใจขวัญหนี ในใจกรีดร้องโหยหวน แต่ก็ไม่กล้าฉีกหน้าชายารองเหลยต่อหน้าทุกคน ทำได้เพียงเอ่ยเสียงอ่อนว่า “เจ้าค่ะ พี่หญิงสั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของอนุผู้นี้เอง ข้าจะจำคำของท่านเอาไว้ให้ขึ้นใจ ต่อไปจะไม่ทำผิดอีก”
เรื่องราวในครั้งนี้ หากถูกพูดต่อๆ กันไปย่อมไม่ใช่โทษทัณฑ์เล็กๆ แน่ ตามหลักแล้วคงไม่อาจจบเรื่องด้วยประโยคสองประโยคได้ แน่นอนว่าต้องสืบสาวเอาโทษอย่างจริงจัง
ชายารองเหลยไม่ยินดียินร้าย แต่ก็เคลื่อนสายตาคล้ายสอบถามไปทางฉู่สวินหยาง
ในเมื่อนางเด็กคนนี้อยากจะหาเรื่อง อยากจะทำให้นางขายหน้า แล้วนางจะไม่ช่วยสนองให้ได้อย่างไร? ฮูหยินรองเหลียนแม้จะเป็นอนุ แต่ก็เป็นอนุของฉู่อี้อัน ฉู่สวินหยางคิดจะสั่งสอนหรือ? นางก็อยากจะรู้ว่านางเด็กคนนี้จะกล้าแค่ไหนกันเชียว?
ฮูหยินรองเหลียนถือเป็นแม่เลี้ยงของฉู่สวินหยาง เมื่อครู่สั่งสอนไปสองคำก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าฉู่สวินหยางลงมือกับนางจริงๆ แล้วเรื่องราวถูกแพร่ออกไป ชื่อเสียงของนางย่อมต้องได้รับความเสื่อมเสีย
ชิงหลัวมองปราดเดียวก็รู้ ที่ชายารองเหลยโยนเผือกร้อนในมือมาให้ไม่ใช่ว่ามีเจตนาดี ในใจก็รู้สึกกังวลอยากจะเอ่ยปากท้วงเตือน
ฉู่สวินหยางสังเกตเห็นสิ่งที่นางต้องการจะบอกอย่างรวดเร็ว จึงส่ายศีรษะให้นางน้อยๆ จนคนอื่นไม่ทันสังเกตเห็น บอกเป็นนัยว่า ตนรู้ขอบเขตดี
จากนั้นนางก็เดินเข้าไปหา ท่าทางคล้ายไม่ตั้งใจ แต่ก็คล้ายว่าทำสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองแล้ว นั่นก็คือการนั่งลงที่ตำแหน่งของประธานเคียงข้างกับชายารอง
ณ ตอนนี้ ชายารองเหลยเป็นสตรีที่มีฐานะสูงสุดในวังบูรพา ซ้ำที่นี่ก็ยังเป็นสถานที่ของนาง ฉู่สวินหยางถึงกลับกล้ามานั่งตีเสมอนางเชียวหรือ?
ฮูหยินรองแม่ลูกหันมามองหน้ากัน ต่างคนต่างมีแต่ความรู้สึกตะลึงงัน
นัยน์ตาของชายารองเหมือนมีพายุรุนแรงพัดผ่าน แต่ก็ไม่ได้มีท่าว่าจะโวยวาย...
ลำดับความอาวุโสของนางสูงกว่า แต่ตามฐานะนั้นถือว่าอยู่ระดับเดียวกันกับฉู่สวินหยาง อีกอย่างฉู่อี้อันก็รักนางเด็กคนนี้มาก นางจึงไม่กล้าหาเรื่อง
ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็กระทบกระทั่งกันไปแล้ว ฉู่สวินหยางย่อมไม่กลัวที่จะล่วงเกินฮูหยินรองเหลียนให้รุนแรงสักหน่อย จะได้เป็นการตักเตือนพวกชายารองเหลยไปในตัว
ดังนั้น เมื่อนางทิ้งตัวลงนั่งแล้วก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก เอ่ยว่า “หากไร้กฎระเบียบ จะไม่อาจทำสิ่งใดได้สำเร็จลุล่วง ความน่าเกรงขามของราชสกุลเราไม่อาจถูกลบหลู่ ชิงหลัว พาตัวคนแซ่เหลียนไปคุกเข่าที่ห้องพระ แล้วไปหยิบกฎระเบียบของตระกูลมาให้นางคัด”
บอกเพียงวิธีการลงโทษ แต่กลับไม่กำหนดระยะเวลา หรือว่าชาตินี้ฮูหยินรองคงจะไม่ได้กลับออกมาอีกแล้ว!
------------------------------------------------------------------------