สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 22 ตัวตลกไร้ยางอาย ตอนที่ 22
บทที่ 22 ตัวตลกไร้ยางอาย
หัวสมองของพ่อบ้านเจิงเกิดความคิด แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ฟังฉู่อี้อันที่เปลี่ยนไปพูดอีกเรื่องหนึ่งต่อ “เจ้าคอยจับตาดูหน่อย ภายหลังหากเรื่องนี้แพร่ออกไป ก็ให้ถ่ายทอดคำสั่งของข้า ยึดอำนาจครึ่งหนึ่งที่อยู่ในมือของคนแซ่เหลย ไปแบ่งให้คนแซ่เหยากับคนแซ่เหลียง”
แม้เขาจะไม่แยแสว่าจะมีข่าวเช่นนี้ถูกปล่อยออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมจะให้ชายารองเหลยแอบทำลายชื่อเสียงของฉู่สวินหยางอย่างลับๆ
การที่ฉู่อี้อันยื่นมาเข้ามายุ่ง ไม่ได้ทำให้พ่อบ้านเจิงประหลาดใจ ฉู่สวินหยางคือยอดดวงใจของฉู่อี้อัน ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้อง หลายปีมานี้เขาชินเสียแล้ว
“ขอรับ!” พ่อบ้านเจิงรับคำอย่างนอบน้อม จากนั้นก็ไม่ซักไซ้เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ แต่กลับเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “นายท่าน ครั้งนี้ท่านปล่อยให้ท่านชายอยู่ที่ค่ายทหารเพียงลำพัง จะไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือขอรับ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องเป็นการเป็นงาน สีหน้าของฉู่อี้อันพลันเคร่งขรึมขึ้น เขาตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างบอกไม่ถูกว่า “ข้ารู้จักนิสัยของฉีเฟิงดี ทั้งความคิดและฝีมือล้วนแต่ล้ำเลิศเกินกว่าใคร เขารับมือไหว ช่วงนี้น้องรองมีที่พึ่งพิงไร้ความเกรงกลัวมากขึ้นทุกที ที่ข้าคิดไว้ก่อนหน้านี้ไม่ผิด เรื่องงานเฉลิมพระชนมพรรษาที่จะจัดอย่างใหญ่โตนั่นก็เป็นฝีมือของเขา”
พ่อบ้านเจิงลอบสูดหายใจลึก ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาคิดจะชิงอำนาจทางทหารที่ชายแดนหนานหัวหรือขอรับ?”
“ชิงอำนาจทางการทหาร? เขาไม่ใจกล้าถึงเพียงนั้นหรอก” ฉู่อี้อันแสยะยิ้มเย้ยหยัน “หากจะพูดว่าเขาคิดจะชิงอำนาจทางการทหาร ไม่สู้พูดว่าเพราะกลัวข้าจะกอบโกยได้มากเกินไปจะถูกต้องกว่า ตอนนี้ภายในของหนานหัวยุ่งเหยิงวุ่นวาย ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ย่อมอ่อนแอลงมาก นี่จึงเป็นโอกาสดีที่สุดหากจะสร้างคุณูปการ เขาทุ่มเทแรงใจวางหมาก ใช้งานเฉลิมพระชนมพรรษาของเสด็จแม่ดึงตัวข้ากลับมา จากนั้นก็ส่งคนของเขาแทรกเข้าตำแหน่งสูงๆ อย่างเงียบๆ เวลานี้ข้าทิ้งฉีเฟิงไว้ที่โน่น เขาคงไม่อาจมาชิงตำแหน่งผู้บัญชาการทัพไปจากข้าได้อย่างโจ่งแจ้งนัก ช่วงนี้น่าจะยังไม่เกิดเรื่องขึ้นหรอก ปล่อยให้เขาทรมานใจไปเถอะ”
ไม่มีใครสงสัยในความเก่งกาจของฉู่ฉีเฟิง ทว่าความสามารถของหวงจ่างซุนฉู่ฉีฮุยนั้นดาษดื่นสามัญ ตลอดเวลามาจึงมีเพียงแค่ฉู่ฉีเฟิงที่ฉู่อี้อันคอยอบรมบ่มเพาะในฐานะของผู้สืบทอด
เมื่อเรื่องสำคัญรายงานครบถ้วนแล้ว พ่อบ้านเจิงจึงถอยออกไป
...
เวลาเดียวกันที่โถงจิ่นฮว่า ชิงหลัวที่ออกไปสืบข่าวก็ได้กลับมาแล้ว
“สืบได้แล้วหรือ?” ฉู่สวินหยางยืนชมดอกไม้อยู่ที่ส่วนลึกสุดของระเบียงในลานกว้าง แม้จะได้ยินเสียงฝีเท้าของสาวใช้คนสนิทแล้ว แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง
“เจ้าค่ะ!” ชิงหลัวตอบ “ที่จะให้ท่านเขยใหญ่รับอนุเป็นความคิดของพระชายาผิงกั๋วกง ท่านหญิงใหญ่แต่งออกไปได้ตั้งสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะท้องเลย ชายาของกั๋วกงจึงทนไม่ไหว”
ฉู่สวินหยางไม่ได้เอ่ยอะไร นางอมยิ้มมุมปาก โน้มตัวข้ามระเบียงรั้วไปแตะพุ่มดอกไห่ถังที่อยู่ไกลๆ
ชิงหลัวเห็นเช่นนั้น ก็รู้ว่าในใจนางคงคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยต่อว่า “ส่วนเรื่องจะรับท่านหญิงรอง ท่านหญิงอันเล่อเป็นผู้แนะนำแก่ท่านหญิงใหญ่อย่างลับๆ พระชายารองน่าจะไม่รู้เรื่องด้วยเจ้าค่ะ”
“ฉู่หลิงอวิ้น?” ฉู่สวินหยางได้ฟังดังนั้น ก็อดจะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “นางช่างมีความสามารถจริงนะ มือยื่นมาถึงในวังบูรพาของข้าแล้ว ดูท่าบทเรียนที่ข้าให้นางไปครั้งที่แล้วจะยังไม่ลึกซึ้งมากพอกระมัง?”
“ท่านหญิงอันเล่อมิใช่เหมือนท่านหญิงใหญ่ ตามหลักแล้วไม่น่าจะทำเรื่องสิ้นคิดเช่นนี้” ชิงหลัวไม่เข้าใจ
เรือนหลังของฉู่อี้อันหาใช่สถานที่ที่จะให้คนรุ่นลูกอย่างฉู่หลิงอวิ้นฉกฉวยผลประโยชน์ได้ แม้ว่าฮองเฮาจะโปรดปรานนาง แต่นางทำเรื่องเช่นนี้ออกมาย่อมไม่เหมาะสม
“นางใช่สิ้นคิดเสียที่ไหน เห็นชัดๆ อยู่ว่าโกรธแค้นพวกเราเรื่องที่ป่าอ้อเมื่อหลายวันก่อน” ฉู่สวินหยางยิ้มหวาน
ชิงหลัวตกตะลึง กล่าวอย่างคิดไม่ถึงว่า “แม้เรื่องนั้นจะเป็นฝีมือของท่านหญิง แต่ก็ทำอย่างลับๆ ท่านกับท่านชายล้วนแต่ไม่ได้เปิดเผยตัวตน นางจะมาสงสัยพวกเราได้อย่างไร?”
“ไม่ใช่สงสัย แต่น่ากลัวว่านิสัยเลวๆ ที่ฮองเฮาบ่มเพาะให้นางจะกำเริบเสียมากกว่า!” ฉู่สวินหยางเด็ดดอกไม้มาดอกหนึ่ง นั่งชื่นชมดอกไม้ในมือที่ตั่งยาวข้างระเบียงรั้ว ใช้น้ำเสียงสบายๆ เอ่ยว่า “แม้นางจะไม่ได้สงสัยมาถึงพวกเรา แต่ถูกเอาเปรียบอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวไปเช่นนั้น ย่อมจะต้องแค้นใจอย่างแน่นอน ตอนนั้นท่านพ่อคุมทัพอย่างสบายอกสบายใจ แต่นางกับฉู่ฉีเหยียนกลับถูกพวกหนานหัวโจมตีจนแทบเอาตัวไม่รอด เทียบกันแล้ว นางคงทนกล้ำกลืนไม่ไหวแน่”
ชิงหลัวอ้าปากค้าง ตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงสงสัยว่า “ก็เพราะเรื่องนี้?”
จริงๆ แล้วที่ครั้งนั้นที่ฉู่หลิงอวิ้นต้องเสี่ยงอันตรายก็เพราะนางหาเรื่องใส่ตัว หากนางไม่มีใจคิดร้ายต่อผู้อื่นก่อน ไม่ถ่อไปถึงชายแดนก็คงไม่เกิดเรื่อง คิดอย่างไรก็ไม่อาจโยนเรื่องนี้ไปให้ผู้อื่นรับผิดได้
“ก็เพราะเรื่องนี้แหละ!” ฉู่สวินหยางย้ำอย่างมั่นใจ “หากมองจากมุมอื่น หญิงผู้นั้นก็เหมือนกับคนบ้าที่ไม่ขาดไม่เกิน หลายปีมานี้ฮองเฮาตามใจนางจนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงมากขึ้นทุกที จนแม้แต่วังบูรพาของพวกเรา นางก็ยังกล้ามาลองดีด้วย”
ฉู่หลิงอวิ้นเป็นคนเอาแต่ใจขั้นเลวร้าย ภายหลังถูกฮองเฮาคอยตามใจจนโตมามีนิสัยชอบวางตนเป็นจุดศูนย์กลางของโลก เรื่องไร้ซึ่งตรรกะในสายตาคนทั่วไป พอไปถึงนางทางนั้นกลับไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารอะไร
แม้ชิงหลัวจะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีเหตุผลนัก แต่สำหรับเรื่องที่ฉู่สวินหยางชี้ขาดนางพร้อมจะเชื่ออย่างหมดใจ นางหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “แล้วท่านหญิงวางแผนจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร? ต้องบอกให้นายท่านรู้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ช่วงนี้ท่านพ่อมีเรื่องยุ่งมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านหรอก” ฉู่สวินหยางตอบ พลางลุกขึ้นพลางปัดกระโปรง “เงียบไว้ก่อนเถอะ หลังจากนี้ข้าค่อยสั่งสอนนาง ให้นางรู้เสียบ้าง ว่าเรื่องในบ้านผู้อื่นจะยื่นมือมาสอดมั่วซั่วไม่ได้”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่นับจากนั้นฉู่สวินหยางก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร แต่ต่อมาอีกสามวัน ทั้งหัวซอยท้ายถนนก็มีข่าวลือไม่ทราบที่มาเกิดขึ้น เล่ากันว่าท่านหญิงสวินหยางอาศัยว่าตนเป็นลูกรัก วางอำนาจบาตรใหญ่ในวังบูรพา เริ่มด้วยไม่เคารพชายารอง ซ้ำยังลงโทษแม่เลี้ยงอย่างไม่ไว้หน้า
เรื่องลับๆ ของตระกูลขุนน้ำขุนนางเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด ระยะเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งวัน คนด้านนอกต่างก็ลือกันจนโขมงโฉงเฉงแล้ว
...
ด้านในหอจิ่นซิ่ว ชายารองเหลยที่ได้รับข่าวกำลังหัวเราะชอบอกชอบใจ ครั้นตรวจสอบเสื้อผ้าเรียบร้อยดีแล้ว นางก็ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
“นายหญิงจะไปไหนหรือเจ้าคะ?” แม่นมกุ้ย คนสนิทผู้รู้ใจรีบเข้ามาประคอง
“ตอนนี้นายท่านอยู่ที่ห้องหนังสือใช่หรือไม่? เกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ข้าจะไม่ไปแสดงท่าทีสักหน่อยได้อย่างไร?” ชายารองตอบ หางตายกสูง แววตามีแต่ความรื่นรมย์ยินดี
นางไม่รอให้ฉู่สวินหยางวิ่งมาถอนหงอกนางถึงหน้าประตูหรอก จะต้องลงมือตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ปัดความระแวงสงสัยให้พ้นตัว
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าการกระทำนี้ของนางจะเป็นเพียงพฤติกรรมของตัวตลกไร้ยางอายในสายตาของฉู่อี้อันก็เท่านั้น
คนกลุ่มหนึ่งจึงกุลีกุจอมุ่งหน้าไปทางห้องหนังสือของฉู่อี้อัน
ห้องหนังสือเป็นสถานที่สูงส่ง ชายารองเหลยไม่กล้าบุกเข้าไปส่งเดช ไปถึงจึงคุกเข่าหลังตรงรออยู่ที่ด้านนอกลานอย่างไม่พูดอะไร
ขณะนั้น ฉู่อี้อันกำลังหารือกิจธุระอยู่กับพ่อบ้านเจิง ลู่หยวนที่เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกก็ผลักประตูเข้ามารายงาน “นายท่าน พระชายารองคุกเข่าอยู่ที่ด้านนอกลาน บอกว่านางดูแลจวนบกพร่อง ผู้คนถึงได้พากันลือไปผิดๆ ทำให้ชื่อเสียงของท่านหญิงแปดเปื้อน จึงมาเพื่อขอให้ท่านลงโทษ”
มือที่ขยับพู่กันเขียนอยู่ของฉู่อี้อันชะงักค้าง คิ้วขมวดอย่างไม่สบอารมณ์
พ่อบ้านเจิงรู้ใจ รีบกล่าวว่า “เรื่องราวออกจากปากของฮูหยินสามขอรับ”
ขั้นแรกก็ยืมดาบฆ่าคน จากนั้นยังจะกล้าวิ่งมาเสแสร้งแกล้งทำต่อหน้าเขา พูดจาใหญ่โตน่าฟัง แต่กลับไร้ความสำนึก?
จู่ๆ ฉู่อี้อันก็พลันถูกกระตุ้นให้เดือดดาล เอ่ยเสียงอำมหิตว่า “เจ้าไปบอกนาง ในเมื่อนางรู้ว่าตนมีความผิดก็ให้ไสหัวไปอยู่ห้องพระกับคนคนแซ่เหลียนเสีย คิดว่าชดใช้ความผิดหมดเมื่อไรก็ค่อยออกมา”
------------------------------------------------------------------------