Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 036 ตอนที่ 36
ตอนที่ 36 ไป๋เฉินซีเข้ามาก้าวก่าย
หานอวี่เจ๋อเห็นท่าทีเขินน้อยๆ ของถังเสวี่ยแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกใจเต้นรัว “ถึงเรื่องนี้จะรุนแรงแต่ก็ไม่ใช่ว่าจัดการไม่ได้หรอก แค่ยากหน่อยเท่านั้นเอง”
“จัดการยังไงเหรอ” เฉิงหร่านมองหานอวี่เจ๋ออย่างสงสัยหน่อยๆ รอฟังคำตอบของเขา
หานอวี่เจ๋อหัวเราะเบาๆ สองทีแล้วยื่นมือออกไปชี้จี้เซียว “เรื่องสื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่เขาก็พอแล้ว พวกเราแค่จัดการเรื่องในโรงเรียนก็พอ”
คุณชายจี้กำลังมองหานอวี่เจ๋อกับเฉิงหร่านด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ พอได้ยินคำพูดของหานอวี่เจ๋อก็พูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องพวกนี้ให้พ่อพี่จัดการก็พอ เขามีประสบการณ์ พวกเราไม่ต้องกังวลเลย”
เฉิงหร่านมองดูสีหน้าภาคภูมิใจของจี้เซียวด้วยความรู้สึกสงสัย
อันจื่อเฉินสาวเท้าเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะพูดอธิบายอย่างไม่รีบร้อนหากแต่ไม่ได้มัวอ้อยอิ่งอยู่เช่นกัน “ครอบครัวของจี้เซียวทำธุรกิจบันเทิงน่ะ ให้พ่อเขาเป็นคนออกโรงถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว”
เฉิงหร่านรู้สึกผิดไปเล็กน้อย ปกติเธอไม่เคยสนใจเลยว่าครอบครัวคนอื่นจะมีอิทธิพลขนาดไหน ครั้งก่อนครอบครัวของจี้เซียวก็ได้เข้ามาช่วยเหลือเหมือนกันแต่เธอไม่ได้สนใจ เพราะว่ามีอำนาจของคุณพ่อเฉิงคอยคุ้มครองเธออย่างครอบคลุมแล้ว เธอเลยไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรเลยสักอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอไม่จำเป็นต้องออกหน้าเลยด้วย
เพราะอย่างนั้นเธอเลยรู้แค่ว่าคนเหล่านี้ช่วยเธอ แต่ไม่ได้ไปสนใจว่าครอบครัวของพวกเขาประกอบกิจการด้านไหน ต่อไปเธอจะทำแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้จับต้นชนปลายไม่ถูกทุกครั้งที่เป็นช่วงเวลาสำคัญแหงๆ
อันจื่อเฉินเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของเฉิงหร่านแล้วก็หลุดยิ้มออกมาบางๆ
หลายวันที่ผ่านมานี้เขาเห็นหานอวี่เจ๋อเดินเข้าไปใกล้เฉิงหร่านเรื่อยๆ ก้าวแล้ว ก้าวเล่า เขาทำใจไม่ได้ แล้วก็เจ็บปวดด้วยเหมือนกัน
คนนอกจะเห็นทุกอย่างชัดเจน เขารู้ดีว่าเฉิงหร่านเองก็ไม่ได้รู้สึกกับหานอวี่เจ๋อเหมือนอย่างคนรู้จักทั่วไปแล้วเหมือนกัน ตัวเองอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขายังไม่ทันแม้แต่จะได้พูดออกไปว่าชอบ ความรู้สึกของเขาก็มาถึงทางตันเรียบร้อยแล้ว
เฉิงหร่าน เขาคือคนที่เธอต้องการเหรอ
เขาคือคนที่ชีวิตนี้เธอเลือกจะเคียงข้างด้วยใช่ไหม
ถ้าหากว่า...ถ้าเธอรู้สึกว่านั่นคือความสุขละก็ พี่...อันจื่อเฉินคนนี้ก็ยินดีที่จะไม่ไปรบกวนเธอตลอดชั่วชีวิต
จี้เซียวมองเงาร่างของหานอวี่เจ๋อและอันจื่อเฉินที่ยืนอยู่ด้วยกัน จากนั้นมองไปยังเฉิงหร่านที่ยืนอยู่ข้างหานอวี่เจ๋อ ครู่ต่อมาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เฮือกหนึ่งอย่างที่เงียบจนไม่อาจสังเกตเห็นได้
ตั้งแต่ตอนที่ไปบ้านเฉิงหร่านครั้งแรก ไปกินสเต็กมื้อนั้น
เขาก็ดูออกแล้วว่าเพื่อนรักสองคนนี้ของตัวเองต่างก็หวั่นไหวให้ผู้หญิงคนนี้
เพียงแต่ตอนนั้นท่าทีของผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนไม่ได้คิดอะไรกับเพื่อนรักทั้งสองคนของเขาสักนิด เขาเลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุก
ตอนนี้พอเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฉิงหร่านกับหานอวี่เจ๋อพัฒนาไปเงียบๆ และทั้งคู่ดูเข้ากันดี เขาก็ได้ข้อสรุปในใจทันที เขาหันกลับไปมองอันจื่อเฉินอีกครั้ง สายตานั้นแม้จะหม่นหมองอยู่บ้าง ทว่าที่มีมากกว่านั้นกลับเป็นความรู้สึกปล่อยวาง
เขาเองก็โล่งใจลงไปบ้างเหมือนกัน
ถึงเขาจะชอบเห็นอะไรสนุกๆ แต่เขาก็ไม่อยากให้เพื่อนรักทั้งสองคนของตัวเองทำลายมิตรภาพของพวกเขาทั้งสี่คนลงเพราะผู้หญิงคนเดียวหรอก
จี้เซียวในตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าสำหรับเรื่องความรักแล้ว คนนอกที่คอยดูอยู่แยกแยะได้ง่ายมาก แล้วก็โน้มน้าวให้คนอื่นยอมวางมือได้ง่ายมากเหมือนกัน
แต่เมื่อไรก็ตามที่เรื่องนั้นเปลี่ยนมาเกิดขึ้นกับตัวเอง เขาคนนั้นก็จะกลายเป็นคนดื้อดึงทันที ต่อให้เดินชนกำแพงก็ยังไม่ยอมถอยกลับมาอยู่ดี
คำตอบนี้ต้องรอจนกระทั่งผ่านไปหลายปีให้หลังแล้ว จี้เซียวถึงค่อยเข้าใจ
เฉิงหร่านเห็นว่าเรื่องสื่อมีคนจัดการให้แล้ว ตอนนี้แค่ทำให้ข่าวลือในโรงเรียนสงบลงก็พอ คิดแบบนี้แล้วก็เลื่อนสายตาไปมองผู้อำนวยการโรงเรียน พอกำลังคิดว่าจะพูดก็เหลือบเห็นว่าดวงตาวาวใสคู่นั้นของผู้อำนวยการโรงเรียนฉายรอยสงบนิ่งระคนเรียบเฉย ราวกับว่าเขารู้เรื่องพวกนี้อยู่แต่แรกแล้ว
เฉิงหร่านหรี่ตาลงน้อยๆ เพ่งมองใบหน้ามีอายุของผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่พักใหญ่อีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เริ่มกัดฟันกรอด
ตาแก่นี่ปั่นหัวเธอเหรอเนี่ย
ทั้งที่รู้ดีว่าหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนจะไม่ยอมดูอยู่เฉยๆ สุดท้ายพวกเขาต้องยื่นมือมาช่วยเหลือแน่นอน แต่ว่าตอนแรกตาแก่นี่ยังแกล้งทำเป็นออกโจทย์ยากมาให้เธอคิดไม่ตกอีก!
ดูเหมือนผู้อำนวยการโรงเรียนจะมองออกถึงความรู้สึกไม่พอใจของเฉิงหร่าน เขาเผลอหลุดอมยิ้มบางๆ ออกมา จากนั้นก็ถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “นักเรียนเฉิง ตอนนี้เรื่องสื่อก็แก้ปัญหาไปได้แล้ว แล้วเรื่องที่โรงเรียนเธอคิดว่าจะจัดการยังไงเหรอ”
จะว่าไปความจริงแล้วด้านสื่อจัดการได้ค่อนข้างง่ายกว่าเพราะสื่อมวลชนพวกนั้นยังต้องยอมโอนอ่อนให้ตระกูลของคนใหญ่คนโต การจัดการกับพวกเขาเลยไม่ต้องลำบากมากนัก แต่ว่าทางฝั่งโรงเรียนนี่ไม่เหมือนกัน
ทางนี้ล้วนแต่เป็นนักเรียนทั้งนั้น นอกจากนี้กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปยังเป็นลูกหลานของไฮโซอีก คนพวกนั้นไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เงินปิดปากอะไรแบบนั้นหรอก
นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้มีอยู่เจ็ดพันกว่าคน ในจำนวนคนเหล่านี้ถ้าใครคนไหนโพสต์ข้อความเวยป๋อปล่อยข่าวออกไปสักโพสต์หนึ่งละก็ รับรองว่าแต่ละคนสร้างผลกระทบได้ไม่แพ้นักข่าวหรือสื่อมวลชนกันเลย
“หนู...”
“เรื่องนี้ผมจะจัดการเองครับ เพราะฉะนั้นผอ.ไม่จำเป็นต้องซักนักเรียนเฉิงต่อแล้วล่ะครับ”
เฉิงหร่านขมวดคิ้วน้อยๆ คำพูดที่กำลังตั้งใจว่าจะพูดออกไปยังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกน้ำเสียงลุ่มลึกเปี่ยมเสน่ห์เสียงหนึ่งขัดขึ้นเสียก่อน
เฉิงหร่านเผลอหันหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัว
เธอเห็นแต่ว่ามีคนมายืนอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เขาคนนั้นสวมชุดสูทสีดำที่ดูสุภาพเรียบร้อย มีแว่นตากรอบทองอันหนึ่งวางพาดอยู่บนดั้งจมูกโด่ง รวมถึงมีออร่าของเสน่ห์ในความภูมิฐานแผ่ออกมาทั่วทั้งตัว
“คุณครูไป๋!” เฉิงหร่านตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจ
ไป๋เฉินซีสาวเท้าเข้ามาด้วยท่าเดินที่สง่างาม เหลือบมองเฉิงหร่านเล็กน้อยทีหนึ่งแล้วพยักหน้าให้เบาๆ ถือว่าตอบรับแล้ว
หลังจากนั้นเขาก็มองไปที่ผู้อำนวยการโรงเรียนก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก ไม่รัวเร็วหรือยืดยาดจนเกินไป “ผอ.ครับ ไม่ทราบว่าถ้าให้ผมเป็นคนจัดการเรื่องนี้ ผอ.จะขัดข้องอะไรมั้ยครับ”
ในความลุ่มลึกนี้แฝงไว้ซึ่งการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่การขอให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเห็นชอบด้วยแต่อย่างใด
เฉิงหร่านได้ฟังคำพูดของไป๋เฉินซีแล้วกลับสับสนไปเล็กน้อย
ทำไมคุณครูไป๋อะไรนี่ถึงจะมาช่วยเธอตามล้างตามเช็ดด้วยล่ะ
อีกอย่างดูเหมือนเธอเพิ่งเจอเขาวันนี้เป็นครั้งแรกด้วย เธอมั่นใจว่าตัวเองไม่รู้จักคุณครูไป๋คนนี้แน่นอน!
ตั้งแต่ที่ไป๋เฉินซีเดินเข้าประตูมา ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีสีหน้าเรียบเฉยมาโดยตลอดกลับมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แผ่นหลังที่พิงอยู่กับพนักพิงด้านหลังเก้าอี้มาตลอดก็เหยียดตรงขึ้นมาหน่อยๆ
หลังจากได้ยินคำพูดของไป๋เฉินซี สายตาที่สงบนิ่งราวสายน้ำมาตลอดของผู้อำนวยการโรงเรียนก็พลันฉายรอยประหลาดขึ้นมา ทันใดนั้นแววตาล้ำลึกก็ตวัดมองเฉิงหร่านที่ดูจะเหม่อลอยอยู่หน่อยๆ แววตานั้นลึกล้ำมากเหลือเกิน!
“ได้ ในเมื่อคุณครูไป๋อยากเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้ ผอ.ย่อมต้องไม่ขัดข้องอยู่แล้ว ขอแค่ไม่กระทบกับชื่อเสียงของโรงเรียน ทางโรงเรียนก็จะไม่ลงโทษอะไรนักเรียนเฉิง!”
“ผอ.คะ!” พอคุณครูหลี่ที่เงียบมาตลอดได้ยินคำพูดนี้ของผู้อำนวยการโรงเรียนเข้าก็อุทานออกมาอย่างไม่เชื่อหู!
ชื่อเสียงของโรงเรียนเสื่อมเสียไปแล้ว แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนยังตัดสินใจแบบนี้อีกเหรอ!
ถ้าอย่างนั้นนักเรียนสองคนที่ถูกทำร้ายร่างกายไม่บาดเจ็บฟรีๆ เลยเหรอ ทำแบบนี้แล้วต่อไปโรงเรียนจะยังมีกฎระเบียบที่เด็ดขาดอะไรอยู่อีก
แล้วทีนี้คนเป็นครูอย่างพวกเธอจะยังมีความน่าเกรงขามอะไรไปคุมนักเรียนไฮโซในโรงเรียนแห่งนี้ต่ออีก
ที่พวกเธอคุมบรรดาลูกเทวดาเหล่านี้ได้ ปัจจัยสำคัญมาจากสาเหตุที่ว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของเครือธุรกิจใดๆ! นักเรียนที่เป็นทายาทไฮโซทุกคนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนี้ต่างรู้กฎข้อหนึ่งที่ว่า ‘คุณจะไม่ตั้งใจเรียนก็ได้ จะหลับในคาบเรียนก็ได้ จะแอบไปต่อยตีกันก็ได้ แต่ตอนที่อยู่ในโรงเรียนคุณจะท้าทายกฎของโรงเรียนหรือทำเหมือนว่าคุณครูไม่มีตัวตนอยู่ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกโรงเรียนปลดชื่อออกแล้วเตะออกจากโรงเรียนแห่งนี้ไป’
คนที่ถูกเตะออกจากโรงเรียนแห่งนี้ไป ไม่ว่าครอบครัวทรงอิทธิพลแค่ไหนก็ล้วนแต่จะถูกอำนาจบางอย่างที่แกร่งกล้ามากๆ เก็บกวาดไป
เรื่องกิจการของตระกูลล้มละลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นับแต่นั้นเป็นต้นไปก็จะตกอับและกลายเป็นชนชั้นที่อยู่ต่ำต้อยที่สุด ต้องทำงานรับใช้คนอื่นไปตลอดทั้งชีวิต!
และเพราะเหตุผลนี้ด้วยเหมือนกัน ขอเพียงมีตำแหน่งเป็นครูของโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ว่าจะมีใครคอยหนุนหลังอยู่หรือไม่ ขอแค่โรงเรียนรับเข้ามาทำงานที่นี่แล้ว ทางโรงเรียนก็จะให้สิทธิ์พวกเขาได้ควบคุมทายาทเศรษฐีเหล่านี้
คุณครูหลี่คิดเพียงเท่านี้ก็พลันเหลือบมองไป๋เฉินซีด้วยสายตากร้าวระคนขุ่นเคือง “ครูไป๋คะ บางทีคุณอาจจะยังไม่รู้กฎของโรงเรียนดี ให้ท้ายนักเรียนคนหนึ่งแบบนี้ คุณจะให้โรงเรียนเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ คุณทำแบบนี้ต่อไปครูในโรงเรียนนี้จะคุมนักเรียนได้ยังไง”
ได้ยินคำถามที่คุณครูหลี่ยิงมารัวๆ แบบนั้นแล้ว ไป๋เฉินซียังคงรักษารอยยิ้มสุภาพดูดีบนใบหน้าไว้เช่นเดิม ไม่มีท่าทีว่าจะสนใจถ้อยคำที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นเหล่านี้ของคุณครูหลี่แต่อย่างใด
…………………………………………………