Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 034 ตอนที่ 34
ตอนที่ 34 คุณชายโม่ออกโรง
“ค่ะๆ” ผู้ช่วยสาวสองสามคนรีบตอบแล้วทำแผลอย่างระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม
คุณหนูที่นี่เอาใจยากกันจริงๆ แค่แผลนิดๆ หน่อยๆ ที่ผิวนอกก็ร้องโวยวายเสียเวอร์แบบนี้แล้ว! เหล่าผู้ช่วยต่างพากันลอบเบะปากเงียบๆ
“เสวี่ยเอ๋อร์ คราวหน้าเธอจะทำแบบวันนี้ไม่ได้แล้วนะ ถ้าเกิดเสียโฉมขึ้นมาจริงๆ เธอจะให้ฉันสู้หน้าเธอกับคุณลุงคุณป้าได้ยังไง” ครั้นเห็นว่าบาดแผลบนใบหน้าของถังเสวี่ยถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว แขนก็ห้ามเลือดและพันแผลเอาไว้ง่ายๆ ด้วยแล้วเหมือนกัน เฉิงหร่านก็เริ่มดุ
“นี่ก็ไม่เป็นไรแล้วไม่ใช่เหรอ คุณหมอบอกว่าไม่รุนแรงอะไร จะไม่เป็นแผลเป็นบนหน้าหรอก ส่วนที่แขนจะเป็นรอยแผลเป็นหรือเปล่าก็ไม่สำคัญอยู่แล้ว”
เฉิงหร่านมองใบหน้ายิ้มแย้มของถังเสวี่ยที่เงยหน้าขึ้นมา มองไปที่รอยแผลสีแดงที่ทิ้งรอยชัดเจนเป็นทางสองเส้นอยู่ครึ่งเสี้ยวหน้านั้น เห็นแล้วก็พาลโมโหขึ้นมา “ไม่เป็นไรอะไรกัน อาการหนักขนาดนั้น ถ้าเธอไม่ได้เอาแขนไปบังไว้ ป่านนี้คงเสียโฉมไปแล้ว เธอตอบโต้ไม่เป็นก็ไม่รู้จักหลบออกไปไกลๆ พี่บอกเธอแล้วว่าอย่ามาใกล้พี่ เธอยังจะวิ่งออกมาอีก”
“ถ้าหนูถูกตบพี่ก็คงออกมาขวางเหมือนกันแหละ นี่ไม่ใช่เรื่องตอบโต้หรอก ปกติมันก็มีอยู่ตั้งหลายเรื่องที่หนูช่วยพี่ไม่ได้ ถ้าเกิดตอนนี้ยังช่วยอะไรไม่ได้อีกสักหน่อยละก็ งั้นหนูจะยังมีประโยชน์อะไรอยู่อีกล่ะ”
“แล้วอาทิตย์นี้เธอจะกลับบ้านยังไงเนี่ย คุณลุงกับคุณป้าต้องถามแน่ๆ อาทิตย์ก่อนเธอก็ไม่ได้กลับไป รอบนี้เธอจะทำยังไง” เฉิงหร่านถามพลางขมวดคิ้วมุ่น
ถังเสวี่ยเม้มปากเข้าหากัน นิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดออกไปตรงๆ “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวคืนนี้หนูโทรกลับไปบอกว่าหนูต้องติวหนังสือสอบ ยังกลับไปไม่ได้ ไว้รอให้ผ่านไปก่อนสองสามวันให้แผลบนหน้าดีขึ้นหน่อยหนูค่อยกลับไปให้พวกเขาได้สบายใจก็พอ แบบนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
“เธอโง่หรือเปล่า เธอคิดว่าพวกเขาซื่อบื้อกันเหรอ โรงเรียนเกิดเรื่องตั้งเยอะแยะขนาดนั้นแต่เธอดันไม่กลับบ้านไปตั้งอาทิตย์สองอาทิตย์ พ่อแม่เธอไม่มาหาที่โรงเรียนก็แปลกแล้ว ถึงตอนนั้นน่ากลัวว่าเธอจะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจด้วยคำพูดแค่ไม่กี่ประโยคไม่ได้หรอก”
ถังเสวี่ยได้ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ “ช่างเถอะ ถ้าจะโดนจับได้ก็ให้จับได้ไปแล้วกัน! หนูไม่สนใจแล้ว อย่างมากก็แค่โดนแม่บ่นมาหนึ่งยก ยังไงหนูก็ชินแล้ว”
เฉิงหร่านไม่ได้ตอบกลับ เธอเพียงแต่หรี่ตาลงเงียบๆ แต่แล้วจู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นมา
เฉิงหร่านหยิบขึ้นมาดู ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยกดรับสาย “เฮ่าหราน มีอะไรหรือเปล่า”
ไป๋เฮ่าหรานที่อยู่ในสายกระตุกยิ้มมุมปากพลางหัวเราะออกมาเบาๆ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาอารมณ์ดีมาก น้ำเสียงก็ฟังดูค่อนข้างร่าเริงเหมือนกัน “ยัยจอมเพ้อ คิดถึงฉันยัง”
เฉิงหร่านกลอกตาอย่างเอือมระอา พอได้แล้ว เอาแต่เปิดเรื่องด้วยคำพูดนี้ทุกที
ไป๋เฮ่าหราน ตกลงนายปัญญาอ่อนหรือเปล่าเนี่ย!
เฉิงหร่านเงียบ เล่นเอาไป๋เฮ่าหรานที่กำลังอารมณ์ดีต้องขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วลองถามขึ้น “ยัยจอมเพ้อ?”
“เฮ้อ...” เฉิงหร่านถอนหายออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะมานั่งลงบนเก้าอี้ที่วางอยู่ด้านข้าง ที่หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์
“เป็นอะไรไป อย่าบอกนะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนยังจัดการไม่เสร็จอีก เป็นไปไม่ได้น่า! ฉันได้รับรายงานมาว่าเรื่องจบไปแล้วนะ” น้ำเสียงติดจะข้องใจอยู่หน่อยๆ ของไป๋เฮ่าหรานดังผ่านลำโพงของโทรศัพท์มือถือผ่านเข้าหูของเฉิงหร่านไป ทำให้เธอขมวดคิ้วฉับอย่างอดไม่ได้
“เฮ่าหราน ทำไมนายถึงรู้เรื่องที่โรงเรียนฉันได้ นายส่งคนมาจับตาดูฉันเหรอ”
ไป๋เฮ่าหรานยิ้ม “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่เรื่องไหนที่ฉันอยากรู้ แค่ต่อสายไปก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าหรอก ฉันรู้ว่ายัยจอมเพ้อไม่ชอบถูกผูกมัด”
เฉิงหร่านสบถเสียงเย็นในลำคอสองที “ยังดีที่นายยังรู้จักความ แต่ว่าวันนี้ฉันไปก่อเรื่องมาอีกแล้ว นายว่าทำยังไงดี”
“เรื่องอะไรเหรอ” ไป๋เฮ่าหรานพูดอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อน ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้นป้องโทรศัพท์มือถือไว้แล้วออกคำสั่งเสียงเข้มกับคนขับรถที่นั่งอยู่ประจำตำแหน่งคนขับ “ขับเร็วหน่อย อีกครึ่งชั่วโมงผมต้องได้เห็นประตูทางเข้าโรงเรียนชิงเฉิง”
“ครับ คุณชายรอง” คนขับรถตอบรับแล้วเพิ่มความเร็วรถขึ้นอีกหนึ่งระดับทันที
“เฮ่าหราน นายได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า” เฉิงหร่านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เขาฟังคร่าวๆ ทว่าหลังจากพูดจบไปแล้วกลับไม่เห็นว่าไป๋เฮ่าหรานจะตอบอะไรกลับมา เลยขมวดคิ้วฉับแล้วถามออกไป
ไป๋เฮ่าหรานกระแอมออกมาเบาๆ ทีหนึ่งก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ “เมื่อกี้มือถือสัญญาณไม่ดีน่ะ ได้ยินไม่ชัด ยัยจอมเพ้อพูดใหม่อีกรอบนะ”
เฉิงหร่านโบกมือปฏิเสธพร้อมกับพูดด้วยท่าทางค่อนข้างรำคาญ “ช่างเถอะ บอกนายไปก็ไม่มีประโยชน์! นายไม่ได้อยู่ที่เมือง A สักหน่อย ตอนนี้นายยังเรียนอยู่ใช่มั้ย งั้นแค่นี้นะ ฉันยังมีธุระต้องทำ”
“หืม วางสายฉันไปดื้อๆ อย่างนี้เลยเหรอ ไม่เจอกันไม่กี่วันยัยจอมเพ้อเจ้าอารมณ์ขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”
คนขับรถที่กำลังขับรถอยู่ได้ยินเข้าก็พลันกระตุกยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้
โถ คุณชายรอง ดูเหมือนว่าทุกครั้งคุณหนูเฉิงจะเป็นฝ่ายวางสายไปก่อนตลอดเลย อีกอย่างนิสัยของเธอก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยด้วย คนขับรถแอบติงอยู่ในใจ
ไป๋เฮ่าหรานควงโทรศัพท์มือถือในมือเล่น เขาจับมันหมุนไปมาสองสามรอบ ก่อนจะต่อสายหาใครคนหนึ่ง “ไปสืบเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเฉิงหร่านในวันนี้แล้วมารายงานผมให้หมดภายในครึ่งชั่วโมงด้วย”
“ครับ คุณชายรอง” คนคนนั้นรับคำเสร็จแล้วก็พูดต่ออย่างค่อนข้างลังเล “คุณชายรองครับ บอสรู้เรื่องที่คุณชายโดดเรียนแล้วก็ออกจากโรงเรียนมาแล้วนะครับ ตอนนี้เกรงว่าจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร”
“อืม! เข้าใจแล้ว ไอ้บ้าที่ไหนมันกล้าหักหลังผมแล้วแอบไปฟ้องอีกล่ะ ไว้วันไหนว่างๆ จะไปอัดมันให้น่วมเลย”
คนที่อยู่ในสายเงียบไป ในตอนที่ไป๋เฮ่าหรานคิดว่าเขาจะไม่ตอบกลับมาแล้ว คนคนนั้นก็เปิดปากพูดขึ้น “คุณชายรองครับ คนคนนั้นคือผมเองแหละครับ คุณชายรองได้โปรดละเว้นผมด้วยเถอะครับ บอสสั่งให้พวกผมตามคุณชายมา แล้วบอสก็บอกด้วยว่าคุณชายจะต้องไม่มีทางอยู่เฉยๆ ที่โรงเรียนแน่นอน แล้วก็จะต้องกลับมาแน่ๆ เพราะอย่างนั้นเลยสั่งให้พวกผมคอยรายงานความเคลื่อนไหวของคุณชายรองทุกฝีก้าว”
ไป๋เฮ่าหรานกัดฟันกรอด จู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่าเถียงกลับไม่ได้ ทำให้เขาพูดขึ้นอย่างโมโห “เลิกพล่ามได้แล้ว รีบไปสืบข้อมูลที่ผมต้องการมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นผมเล่นงานคุณแน่!”
“ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ” คนคนนั้นพูดจบแล้วก็กดวางสายแล้วออกไปสืบข้อมูลที่คลังข้อมูลทันที
“ให้ตายเถอะ! แม้แต่เจ้าหมอนี่ก็ยังกล้าตัดสายฉันไปก่อนงั้นเหรอ ชักจะไม่เห็นหัวกันแล้ว ไว้ฉันจัดการเรื่องของยัยจอมเพ้อเสร็จเมื่อไรจะต้องกลับไปสั่งสอนนายให้หลาบจำแน่”
คนขับรถเห็นอย่างนั้นแล้วสายตาพลันฉายรอยกรุ้มกริ่ม พร้อมกับมุมปากก็กระตุกยิ้มขึ้นน้อยๆ
เขาจรดเท้าลงกับคันเร่ง ความเร็วรถเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อที่ว่าคุณชายบางคนที่กำลังโมโหอยู่จะได้ไม่มาระบายอารมณ์กับเขา
“พี่ เรื่องวันนี้จัดการยากมากเลยใช่มั้ย” เห็นเฉิงหร่านเงียบไปอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ฟังจากน้ำเสียงของเธอแล้วดูเหมือนว่าจะรู้สึกลำบากใจอยู่มาก ถังเสวี่ยเลยถามออกมาตรงๆ
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไว้รอดูแล้วกันว่าจะจัดการยังไงดี” เฉิงหร่านยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้ถูกเพื่อนในห้องเอาไปป่าวประกาศผ่านอินเทอร์เน็ตกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรมากมาย
ถังเสวี่ยได้ฟังแล้วก็ก้มหน้าใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดออกมาในที่สุด “พี่ หนูว่าพวกโอวหยางเจียเจียไม่น่าปล่อยให้เรื่องจบลงทั้งอย่างนี้หรอก พวกเธอจะมาหาเรื่องพี่อีกหรือเปล่า ทำไมหนูถึงสังกรณ์ใจไม่ดีอยู่ตลอดก็ไม่รู้”
เฉิงหร่านเอื้อมมือไปลูบผมถังเสวี่ย “ไม่เป็นไรหรอก ทางที่ดีพวกเธออย่ามาทำให้ฉันโมโหอีกดีกว่า ไม่งั้นฉันจะทำให้พวกเธออยู่โรงเรียนนี้ต่อไม่ได้อีก”
ผู้ช่วยหมอที่อยู่ในห้องพยาบาลสองสามคนนั้นรวมถึงคุณหมออีกคนที่นั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องพยาบาลได้ยินที่เฉิงหร่านพูดแล้วก็พลันมีแววตาที่ฉายรอยประหลาดไปตามๆ กัน
ตอนนี้โรงเรียนแห่งนี้ปั่นป่วนถึงขนาดนั้นแล้วเหรอ
คำพูดแค่เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้คนอื่นนั่งไม่ติดแล้ว
คุณหมอสังเกตเด็กหญิงอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปีสองคนที่อยู่ตรงหน้าเงียบๆ แล้วลอบส่ายหน้าอยู่คนเดียว
การเรียนการสอนสมัยนี้นี่นะ! แม้แต่เด็กก็ยังพากันกำเริบเสิบสานได้ขนาดนี้แล้ว!
ถ้าหากคุณหมอคนนี้รู้ว่าภูมิหลังของครอบครัวเฉิงหร่านเป็นอย่างไรละก็
แบบนั้นก็จะไม่คิดว่านี่เป็นเพียงคำพูดอวดเก่งที่ออกมาจากปากนักเรียนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีคนหนึ่งเท่านั้นแล้ว เขาจะเข้าใจว่านักเรียนคนหนึ่งก็ทำให้คนคนหนึ่งอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ต่อไปไม่ได้ได้สบายๆ เช่นกัน!
เพียงแต่น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ และเฉิงหร่านก็จะไม่สนใจความคิดของหมอคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน
ถังเสวี่ยได้ฟังที่เฉิงหร่านพูดแล้วก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรต่ออีก
“เสวี่ยเอ๋อร์ ฉันพาเธอไปตรวจที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า การรักษาของที่นี่มันล้าหลังเกินไป ทำได้แค่ฆ่าเชื้อเฉยๆ อย่าให้เป็นแผลเป็นเชียว” เฉิงหร่านพูดจบก็จัดการพยุงถังเสวี่ยให้ลุกขึ้นและตรงไปยังประตูห้องพยาบาลทันที
“พี่ ไม่ต้องไปหรอก แค่เจ็บหน้านิดหน่อย หนูไปเรียนต่อได้” ถังเสวี่ยพูดจบก็อมยิ้มมุมปาก หากแต่ดันไปดึงให้แผลที่แก้มขยับ เลยร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
เฉิงหร่านขมวดคิ้วฉับ กำลังคิดว่าจะพูดอะไร...แต่แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนดังออกมาจากเสียงตามสายของโรงเรียนขึ้นเสียก่อน “นางสาวเฉิงหร่าน ชั้นม.สี่ ห้อง A กรุณามาที่สำนักงานผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย!”
ถังเสวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างค่อนข้างเป็นลนลาน “พี่! พี่...”
เฉิงหร่านมองถังเสวี่ยแล้วก็ส่ายหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวถังเสวี่ย “เธอไปโรงพยาบาลก่อน เดี๋ยวพี่จะรีบตามไป”
ถังเสวี่ยมองตามหลังร่างของเฉิงหร่านที่เดินจากไปแล้วพลันรู้สึกเพียงว่าเริ่มแสบที่ปลายจมูก พร้อมกับที่ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นน้อยๆ
เธอรีบเงยหน้าขึ้นให้น้ำตาของตัวเองที่กำลังจะร่วงลงมาอยู่รอมร่อไหลกลับเข้าไปในขอบตา
ถังเสวี่ยสงบสติอารมณ์ของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรศัพท์หาโม่ลี่ “พี่คะ พี่สาวหนูถูกเรียกไปห้องผอ. เธอจะเป็นอะไรมั้ยคะ”
“น้องเล่าให้พี่ฟังก่อนซิว่าทำไมเธอถึงถูกเรียกไปที่นั่น” เสียงของโม่ลี่ยังคงเรียบนิ่งอยู่เช่นเดิม
ได้ยินเสียงของถังเสวี่ยในสายที่ติดจะสะอื้นอยู่เล็กน้อย เขาก็รู้สึกเพียงอย่างเดียวว่าหัวใจบีบรัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิมไม่มีอะไรผิดไปจากปกติ
เขาได้ยินเสียงประกาศตามสายของโรงเรียนแล้วเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนนี้พอได้ยินเสียงสะอื้นของถังเสวี่ยแล้วหัวใจก็พลันกระตุกวูบ รวมถึงเข้าใจไปแล้วว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น
ถังเสวี่ยได้ยินที่โม่ลี่บอกอย่างใจเย็นแล้ว จิตใจที่ปั่นป่วนก็พลันสงบนิ่งลงบ้างเช่นกัน เธอตั้งใจเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ให้โม่ลี่ฟังโดยละเอียด
เจตนาโดยคร่าวๆ คือหวังว่าโม่ลี่จะมีวิธีแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ได้บ้าง
แม้ว่าเฉิงหร่านจะเอาแต่บอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม
แต่จะให้เธอคิดว่าเฉิงหร่านทำร้ายร่างกายเพื่อนสองคนที่มาจากครอบครัวที่มีพื้นเพไม่ธรรมดาแล้วทางโรงเรียนจะทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่จัดการอะไรเลยได้อย่างไรกัน!
อีกอย่างท่าทีตอนที่โอวหยางเจียเจียออกจากห้องไปกับคำพูดเหี้ยมเกรียมที่เธอทิ้งไว้นั้นทำให้ถังเสวี่ยอดกังวลไม่ได้
เธอสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
โม่ลี่ฟังที่ถังเสวี่ยเล่าแล้วก็เงียบไปสักพัก จากนั้นจึงพูดอย่างใจเย็น “พี่รู้แล้วล่ะ น้องไม่ต้องห่วงนะ เรื่องนี้พี่จะช่วยพี่สาวน้องเอง”
ถังเสวี่ยได้ยินคำตอบของโม่ลี่แล้วคราวนี้ถึงได้โล่งใจไปเปราะหนึ่ง “พี่คะ ขอบคุณนะคะ”
ดวงตาเย็นชาของโม่ลี่วูบไหวเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “อืม น้องทำตามที่พี่สาวน้องพูดเถอะ ไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อน เรื่องทางนี้น้องเข้ามายุ่งไม่ได้อยู่แล้ว ดูแลตัวเองให้ดีก่อนดีกว่า”
ถังเสวี่ยตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปโรงพยาบาล เธอจะไปจากโรงเรียนในเวลานี้ได้อย่างไร เธอต้องอยู่คอยดูว่าเรื่องนี้จะถูกจัดการแบบไหน
ตอนนี้พอได้ฟังคำพูดของโม่ลี่เธอก็ไม่กล้าเถียงออกไปตรงๆ ได้แต่พยักหน้าแล้วตอบกลับไป “ค่ะ บ๊ายบายค่ะพี่”
โม่ลี่ได้ยินเสียงในสายถูกตัดไปกลายเป็นเสียงตู๊ดๆ ดังออกมาแทน มุมปากเย็นชาก็พลันยกยิ้มขึ้น เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาเหมือนดั่งหิมะในยามที่เริ่มหลอมละลาย
น้ำเสียงเย็นชาของเขาพูดขึ้นเบาๆ “ตระกูลโอวหยางใช่มั้ย ทำร้ายผู้หญิงของฉันแล้วคิดว่าฉันจะยังปล่อยเธอไว้เหรอ”
คุณชายเย็นชาบางคนที่นามสกุลโม่ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นให้เหยื่อที่ตัวเองถูกใจกลายเป็นผู้หญิงของตัวเองไปแล้ว โดยที่เขาไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ แตกต่างไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
โม่ลี่ก้มหน้าลงใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งแล้วต่อสายหาใครบางคน เมื่อต่อติดปลายสาย โม่ลี่ก็ไม่มัวอารัมภบทใดๆ ให้เสียเวลา เขาออกคำสั่งไปทันที “ไปกว้านซื้อหุ้นของตระกูลโอวหยางมาให้ได้มากที่สุด กวาดเอาทรัพยากรทางธุรกิจของพวกเขาไปให้หมด ก่อนถึงพรุ่งนี้ผมหวังว่าอิทธิพลของตระกูลโอวหยางจะไม่หลงเหลืออยู่อีก...”
โม่ลี่พูดเท่านี้แล้วก็หยุดไปสักพักก่อนจะพูดออกมาอย่างเด็ดขาด “ช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ตระกูลมู่หรงกับตระกูลโอวหยางได้ทำธุรกิจใหญ่อย่างหนึ่งที่บอกใครไม่ได้ คุณเอาหลักฐานพวกนั้นที่รวบรวมมาได้ไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันแล้วส่งให้ทางตำรวจที ครั้งนี้จะปล่อยพวกเขาทั้งสองตระกูลไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าใครก็ตาม”
“คุณชาย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถามท่านประธานก่อนดีมั้ยครับ”
เรียวปากบางของโม่ลี่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คำพูดของผมยังไม่เด็ดขาดพอเหรอครับ”
เสียงนั้นยะเยือกจนทำให้คนฟังตัวสั่นเทิ้มได้!
“ได้ครับคุณชาย ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” คนในสายตอบรับทันที รวมถึงไม่กล้าฟังโม่ลี่เอ่ยปากพูดต่ออีกครั้งแล้วด้วยเช่นกัน เขารีบวางสายแล้วไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
โม่ลี่ออกคำสั่งเสร็จเรียบร้อยก็ยักคิ้วทีหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินจากไป
เขาในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าการจัดการของเขาในครั้งนี้แม้ว่าจะเด็ดขาด แต่ยังขาดความรอบคอบไปบ้าง
เขายังไม่เข้าใจว่าอะไรที่เรียกว่าหมาเวลาที่มันจนตรอกก็กระโดดกำแพงเป็นเหมือนกัน ยิ่งไม่รู้เลยว่าในจุดที่สิ้นหวังที่สุด ต่อให้เป็นคนที่อ่อนแอไร้ความสามารถแค่ไหน พวกเขาก็สู้กลับอย่างบ้าคลั่งได้เหมือนกัน
ครั้งนี้เป็นเพราะถังเสวี่ยถูกทำร้าย โม่ลี่เลยเริ่มลงมือจัดการกับตระกูลมู่หรงและตระกูลโอวหยาง
ขณะที่เฉิงหร่านที่อยู่อีกฝั่งไม่รู้เลยว่าเธอเพิ่งจะเดินจากไป เด็กผู้หญิงที่ชื่อถังเสวี่ยคนนี้ก็ได้ต่อสายไปรายงานโม่ลี่แล้ว
ตอนนี้เธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ทอดไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียน
เฉิงหร่านสอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อของชุดคลุมตัวนอก ก้าวเดินไปด้วยความเร็วที่ไม่รีบร้อนหรือชักช้าจนเกินไป
ตอนนี้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว
ระหว่างทางพอจะมีครูจากห้องอื่นเดินผ่านมาบ้างเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นนักเรียนหญิงที่ชื่อเฉิงหร่านยังคงเดินเอ้อระเหยอยู่แบบนี้ บรรดาคุณครูเหล่านั้นต่างมองมาด้วยสายตาประหลาด
มีครูบางคนเดาออกเหมือนกันว่าเฉิงหร่านเป็นใคร ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้โรงเรียนประกาศเสียงตามสายเสียใหญ่โตแบบนี้กันล่ะ
ขอเพียงเป็นคนที่อยู่ในบริเวณโรงเรียนแห่งนี้ล้วนแต่ได้ยินประกาศจากเสียงตามสายของโรงเรียนทั้งสิ้น ดังนั้นเฉิงหร่านแทบจะกลายเป็นคนดังของโรงเรียนไปเลยทีเดียว
เฉิงหร่านขมวดคิ้วน้อยๆ ยังคงก้าวเดินด้วยความเร็วที่ไม่เร็วไม่ช้าเช่นเดิมจนกระทั่งมาถึงประตูห้องผู้อำนวยการโรงเรียนและเอื้อมมือไปเคาะประตู ก๊อกๆๆ
“เข้ามา” เสียงเข้มระคนสุขุมเสียงหนึ่งดังออกมาจากห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียน
เฉิงหร่านเม้มมุมปากเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปผลักประตูให้เปิดออกแล้วเดินเข้าไป
เมื่อเข้าไปก็เห็นผู้อำนวยการโรงเรียนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่ง ดวงตาใสกระจ่างคู่หนึ่งกำลังมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย
ทว่าที่โซฟาในห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียนยังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย นั่นคือคุณครูหลี่ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ห้อง A
เฉิงหร่านเห็นว่าคุณครูหลี่อยู่ด้วยก็เผลอเม้มมุมปากทีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
บ้าจริง
แม่ชีเมี่ยเจวี๋ยก็อยู่ด้วยเหรอ!
โอ้มายก้อด! จริงๆ เลย อะไรมันรังสรรค์เรื่องดีๆ แบบนี้มาให้ฉันเนี่ย!
หลังจากเฉิงหร่านเดินเข้าประตูมาแล้วก็เอาแต่ยืนมองผู้อำนวยการโรงเรียนเงียบๆ เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น สายตาที่มองผู้อำนวยการโรงเรียนก็สงบนิ่งด้วยเหมือนกัน
ผู้อำนวยการโรงเรียนคือชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง
บางทีในใจของใครหลายคน ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเป็นชายวัยกลางคนหัวล้าน แถมยังพ่วงด้วยพุงป่องๆ ตามแบบฉบับของคนติดเบียร์ แล้วก็หน้าตาเหมือนพวกตาแก่หื่นๆ ด้วยใช่ไหมล่ะ
แต่เฉิงหร่านในตอนนี้อยากบอกคุณแค่ว่า ‘คุณนี่ Outdated[footnoteRef:1] จริงๆ เลย!’ [1: ตกยุค, ล้าสมัย]
ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เธอเห็นมีผมที่แอบจะหงอกหน่อยๆ ดวงตาคู่หนึ่งที่ฉายรอยประหนึ่งว่าได้ตกตะกอนหลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย กับใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ดูเฉยชาเป็นที่สุด
เขาไม่ได้รูปร่างสมบูรณ์เหมือนอย่างคนที่อายุถึงช่วงวัยกลางคน ตรงกันข้ามกลับดูแข็งแรงกำยำอยู่เหมือนเดิม สวมชุดสูทสีดำขนาดพอดีตัวทั้งชุด...
ในตอนที่เฉิงหร่านกำลังใจลอยอยู่หน่อยๆ นั้นเอง
“นักเรียนเฉิง ทำไมเธอถึงทะเลาะกับนักเรียนโอวหยางแล้วก็นักเรียนมู่หรงล่ะ” คุณครูหลี่ดันแว่นแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอมองเฉิงหร่านก่อนจะถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
…………………………………………………