Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 033 ตอนที่ 33

#33Chapter 033

ตอนที่ 33 การทะเลาะแย่งหนุ่มฮ็อตของโรงเรียนที่เขาร่ำลือกัน

แค่เพียงชั่วขณะเดียว หน้าผากของเธอก็พลันมีเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมา ประกอบกับคราบเลือดบนใบหน้าของเธอที่ได้มาจากการถูกเล็บข่วนรอยนั้นด้วยแล้วยิ่งดูน่าสยดสยอง

“กรี๊ด!” เด็กผู้หญิงหลายคนยกมือขึ้นป้องปากกรีดร้องเสียงแหลม

โอวหยางเจียเจียใช้มือกุมเอวไว้ มู่หรงหมิ่นที่ล้มลงร้องโอดโอยอยู่ข้างกันเหลือบขึ้นมองมาเห็นภาพนี้เข้าก็พลันตกใจจนหน้าถอดสี “เจียเจีย...”

ได้ยินเพียงแค่ว่าเธออุทานออกมาคำหนึ่งด้วยความตกใจแล้วยื่นมือออกไปตั้งใจว่าจะลุกขึ้นไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ติดที่เมื่อครู่กระแทกแรงมากจริงๆ เธอเพิ่งจะขยับตัวก็เจ็บแปลบจนสั่นสะท้านไปทั้งร่างทันที

คุณหนูที่ปกติอยู่สูงส่ง มีลูกน้องคอยประกบรอรับใช้อยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีหรือจะทนกับความเจ็บปวดแบบนี้ได้ เธอนอนหมอบอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้นไปชั่วขณะหนึ่ง ทำได้เพียงกรีดร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บปวด

“พี่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะรุนแรงเกินไปหน่อยแล้วนะ ตอนนี้จะทำยังไงดี” คราวนี้ถังเสวี่ยถึงได้ค่อยปรี่เข้าไปข้างเฉิงหร่าน เห็นโอวหยางเจียเจียกับมู่หรงหมิ่นนอนกองอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพแล้วก็พลันหน้าซีดเผือดโดยไม่อาจควบคุมได้

เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดคงยาว ความจริงแล้วในวินาทีที่เกิดเรื่องขึ้นนั้น เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเอง

พอผลออกมาเป็นแบบนี้เลยทำให้ทุกคนในห้องอึ้งและตกใจไปเหมือนกัน

เฉิงหร่านเองก็ใจหายวาบเพราะสภาพอันสะบักสะบอมของโอวหยางเจียเจียด้วยเหมือนกัน นั่นไม่ใช่ความกลัวแต่เพราะสภาพนั้นดูน่าสะพรึงกลัวเกินไปเท่านั้นเอง

ทว่าเธอไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเมื่อครู่เลยสักนิด

ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเคยฝึกเรื่องจุดอ่อนบริเวณเส้นชีพจรในร่างกายของคนรวมถึงทักษะการป้องกันตัวมาจากไป๋เฮ่าหรานบ้าง ตอนนี้คนที่ถูกทำให้เสียโฉมรวมถึงมีจุดจบอย่างน่าอนาถแบบนี้ก็คงเป็นเธอ

เธอรู้ดี ผู้หญิงเวลาเสียสติขึ้นมาจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอไม่สนใจหรอกว่าคุณจะมาจากตระกูลใหญ่โตที่ไหนหรือเปล่า และจะไม่จำด้วยว่าจะเกิดผลกระทบอะไรตามมา

ดังนั้น ตอนที่อารมณ์ของโอวหยางเจียเจียกำลังเดือดพล่านพร้อมจะอาละวาดนั้น เธอก็รู้ทันทีว่าจะใจอ่อนกับเรื่องนี้ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือจะลังเลอะไรไม่ได้เลย

สัญชาตญาณบอกเธอว่าต้องลงมืออย่างไร้ความปรานี

เพราะฉะนั้นเธอจึงตอบโต้ ลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“เสวี่ยเอ๋อร์เธอไม่ต้องยุ่ง รออยู่ข้างๆ ก็พอ” เฉิงหร่านหันหน้าไปมองถังเสวี่ยพร้อมบอกเสียงเข้ม

เธอไม่อยากให้ถังเสวี่ยเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะแบบนั้นตอนที่ลงมือเลยสั่งถังเสวี่ยว่าห้ามยื่นมือเข้ามายุ่ง

“พี่ นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าหนูจะเข้าไปยุ่งหรือเปล่าแล้วนะ ตอนนี้เหตุการณ์กลายเป็นแบบนี้...หนูไปหาพวกรุ่นพี่ดีกว่า...” ถังเสวี่ยพูดพลางกลับหลังหันเตรียมจะออกไป

เฉิงหร่านขมวดคิ้วฉับ เธอยื่นมือออกไปกำลังตั้งใจว่าจะห้าม แต่แล้วก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้องที่แหบพร่าดังขึ้นมา “นางตัวดี แกกล้าทำหน้าฉันเสียโฉมเหรอ ตายเสียเถอะ!”

โอวหยางเจียเจียอาศัยจังหวะที่เฉิงหร่านไม่ระวัง เธอลุกขึ้นมา สีหน้าโกรธเกรี้ยว มือที่วาดออกมาโชกเลือดอย่างน่าตกใจ เวลานี้เธอไม่มีสติสัมปชัญญะอะไรแล้ว คิดเพียงว่าอยากให้ตัวการของเรื่องคนนั้นตายๆ ไปเสีย

ถังเสวี่ยผู้ซึ่งกำลังจะหลบออกไปเห็นแบบนี้ก็พลันหน้าเสีย เธอผลักเฉิงหร่านออกโดยไม่แม้แต่จะคิดแล้วเข้าไปตั้งรับกับใบหน้าที่หงิกงอด้วยความโกรธเกรี้ยวของโอวหยางเจียเจียแทน

“เสวี่ยเอ๋อร์...” เฉิงหร่านตะโกนลั่น น่าเสียดายที่ไม่อาจห้ามไม่ให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้

โอวหยางเจียเจียเห็นว่าเฉิงหร่านหายตัวไปจากตรงหน้าและกลายเป็นใบหน้าของถังเสวี่ยเข้ามาแทนที่ในชั่วเสี้ยววินาทีก็โมโหจัด “นางบ้านนอก แกยังจะกล้าขัดขวางฉันอีกเหรอ!”

เธอพูดพร้อมกับเง้อมือขึ้นแล้วฟาดลงไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง มือที่เธอใช้คือมือข้างที่ถูกเหยียบนิ้วไปหลายนิ้ว เล็บมือพวกนั้นหักเละเทะจนความยาวไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าหากฝ่ามือข้างนี้ตบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายได้ละก็ รับรองเลยว่าถังเสวี่ยเสียโฉมจนไม่มีอะไรเหลือแน่นอน

ช่างเป็นผู้หญิงที่จิตใจอำมหิตจริงๆ!

ม่านตาของถังเสวี่ยหดเล็กลงทันที เสี้ยววินาทีนั้น เธอยกแขนขึ้นบังหน้าไว้ได้อย่างฉิวเฉียด หากแต่ทำได้เพียงต้านทานแรงส่วนใหญ่เอาไว้เท่านั้น

นิ้วของโอวหยางเจียเจียยังคงทิ้งรอยเลือดเป็นทางสองเส้นบนใบหน้าของเธออยู่ดี แขนที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อแขนสั้นพลันปรากฏรอยเลือดซึมขึ้นมาสามเส้น

ถังเสวี่ยร้องครางในลำคอออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอเซถอยหลังไปหลายก้าว เจ็บจนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง

โอวหยางเจียเจียเห็นแบบนี้ก็พลันได้ใจ ในใจมีอยู่เพียงความคิดเดียว

นั่นก็คือ ‘ทำให้เธอเสียโฉม ทำให้เธอเสียโฉม’

“นางบ้านนอก แกคิดว่าตัวเองใส่แบรนด์เนม อ่อยหนุ่มฮ็อตของโรงเรียนได้ มีนางตัวดีเฉิงหร่านคอยคุ้มกะลาหัว เท่านี้แกก็เป็นไฮโซแล้วงั้นเหรอ แถมยังมาทำฉันเสียเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก คราวนี้ใครก็ปกป้องแกไม่ได้หรอก!” โอวหยางเจียเจียพูดพลางปรี่เข้าไปหา เธอเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง หมายมั่นว่าจะทำให้ใบหน้าถังเสวี่ยเสียโฉมจนไม่เหลือเค้าเดิม

“โอวหยางเจียเจีย!” เฉิงหร่านมีหรือจะปล่อยให้เธอลงมืออีกครั้งได้ พอเห็นว่าเธออาละวาดขึ้นมาอีกครั้งก็ตะคอกออกมาด้วยความโมโห

โอวหยางเจียเจียได้ยินแต่ก็ไม่หันกลับมองอยู่ดี เธอเหวี่ยงมือออกไปเช่นเดิมหมายจะตบหน้าถังเสวี่ย

“อยากตายใช่มั้ย” เวลานี้เฉิงหร่านเองก็ไม่สนใจความเป็นไฮโซอะไรอีกแล้ว รวมถึงภาพพจน์กุลสตรีของตัวเองด้วยเหมือนกัน

ทุกคนเห็นเพียงว่าเธอสาวเท้าฉับๆ เดินเข้าไปแล้ววาดมือออกไปเร็วมาก เธอจู่โจมด้วยความดุดัน ก่อนจะคว้าเรือนผมที่ปลิวอยู่กลางอากาศของโอวหยางเจียเจียเอาไว้แล้วกระชากอย่างแรง

ชั่วขณะนั้น ทุกคนได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องที่แหบพร่าดังออกมาจากด้านในลำคอของโอวหยางเจียเจียเท่านั้น

ทว่าสีหน้าของเฉิงหร่านไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เธอยังคงออกแรงกระชากผมของโอวหยางเจียเจียเอาไว้เช่นเดิม จนเมื่อลากให้ร่างของโอวหยางเจียเจียออกห่างจากถังเสวี่ยมาสองสามก้าวไปแล้ว เธอถึงได้หันไปดุเสียงเข้มใส่ถังเสวี่ยที่กำลังทำท่าว่าจะเข้ามา “อย่าเข้ามา”

ถังเสวี่ยหยุดอยู่กับที่ทันที มือข้างหนึ่งกุมแก้มด้านที่ถูกตบบังรอยเลือดสองรอยนั้นที่เกิดจากการถูกเล็บข่วนเอาไว้ ขณะที่แขนอีกข้างที่ตกลู่ลงมามีรอยเลือดโผล่ขึ้นมาสามเส้น คล้ายว่าเลือดกำลังค่อยๆ ซึมออกมาจากปากแผล

เฉิงหร่านเห็นแล้วพลันรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ในตอนนี้เอง โอวหยางเจียเจียได้เอื้อมมือมาดึงผมตัวเองคืนไป ขณะเดียวกันก็หมุนตัวกลับหมายจะประจันหน้ากับเฉิงหร่าน

เฉิงหร่านมีเหรอจะยอมให้เธอได้มีโอกาส

ทันทีที่รู้สึกได้ว่าโอวหยางเจียเจียคิดจะต่อต้าน เฉิงหร่านก็ยกขาขึ้นเตะเข้าที่กระดูกบริเวณหัวเข่าของเธอเต็มแรง พร้อมกับผ่อนแรงที่มือลงทันที

โอวหยางเจียเจียล้มคะมำไปกองกับพื้น ความเจ็บแปลบที่ส่งผ่านมาจากกระดูกบริเวณหัวเข่าทำเอาเธอเจ็บปวดจนต้องกลิ้งไปมาบนพื้นอยู่พักหนึ่ง ครั้งนี้ให้ลุกขึ้นยืนทันทีเธอลุกไม่ไหว

“เจียเจีย...” มู่หรงหมิ่นอุทานออกมาด้วยความตกใจ เวลานี้เธอไม่มัวห่วงว่าเอวของตัวเองจะเจ็บปวดเกินทานทนแค่ไหนอีกแล้ว เธอรีบเดินกะเผลกเข้าไปประคองโอวหยางเจียเจียให้ลุกขึ้นนั่ง เห็นใบหน้าที่อาบเลือดอยู่เกือบทุกส่วนแล้วก็พลันตกใจกลัวและโมโหขึ้นมา

“เฉิงหร่าน ต่อให้พวกเราเป็นฝ่ายผิด แต่เธอมาซ้อมเพื่อนอย่างเปิดเผยในโรงเรียนได้ยังไง ในสายตาเธอยังมีกฎระเบียบของโรงเรียนอยู่หรือเปล่า กฎข้อแรกของโรงเรียนก็คือห้ามใช้กำลังทะเลาะวิวาทในโรงเรียน แต่ตอนนี้เธอกลับมาลงมือลงไม้ในห้องเรียน แถมยังเล่นเอาเสียสาหัสขนาดนั้นอีก ถ้าเกิดเจียเจียเสียโฉมขึ้นมา เธอนั่นแหละที่เป็นคนร้ายคนแรก!”

ได้ฟังที่มู่หรงหมิ่นเอาแต่กล่าวโทษกันไม่หยุดแบบนั้น เฉิงหร่านเดินผ่านพวกเธอไปหาถังเสวี่ยอย่างไม่แยแส เธอเอื้อมมือไปประคองถังเสวี่ยไว้พร้อมกับพูดเบาๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอเป็นอะไรมากมั้ย เดี๋ยวพี่จะพาเธอไปโรงพยาบาล”

ถังเสวี่ยในตอนนี้มีหรือจะยังมีกะจิตกะใจคิดถึงเรื่องไปโรงพยาบาลอยู่อีก แม้ว่าจะมีรอยแผลข่วนบนใบหน้า แต่เดี๋ยวพอหายแล้วก็แค่เหลือแค่รอยแผลเป็นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น มีแค่รอยเลือดที่แขนที่แผลค่อนข้างลึก แต่ถังเสวี่ยก็ยังคงกัดฟันและฝืนข่มความเจ็บปวดเอาไว้ “พี่ หนูไม่เป็นไร พวกเธอ...”

เฉิงหร่านหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จำไว้นะ มีเมตตากับศัตรูก็คือการทำร้ายตัวเอง”

ถังเสวี่ยได้ฟังแล้วก็เม้มปากเข้าหากัน ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

เฉิงหร่านไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วคำพูดของเธอประโยคนี้จะกลายเป็นความจริง และเพราะเธอไม่ทันได้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ถึงได้นำมาซึ่งการแก้แค้นครั้งยิ่งใหญ่

“เสี่ยวหมิน ประคองฉันออกไปที” เวลานี้โอวหยางเจียเจียข่มความรู้สึกตอนที่เจ็บหัวเข่ามากที่สุดเอาไว้ได้แล้ว เธอที่เริ่มจะพอรวบรวมกำลังกลับมาได้บ้างแล้วนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยปากบอกให้มู่หรงหมิ่นประคองเธอออกไป

“ฉัน...โอเค!” มู่หรงหมิ่นกัดฟันกรอด ข่มความรู้สึกอับอายแบบนี้เอาไว้ เธอยื่นมือไปประคองโอวหยางเจียเจียขึ้นมาพลางตะโกนออกมา “ซั่งกวนหวั่น เธอยังไม่รีบมาอีก ฉันคนเดียวประคองไหวที่ไหน”

โอวหยางเจียเจียละสายตาจากเฉิงหร่านแล้วเหลือบไปมองซั่งกวนหวั่นที่ยืนเงียบอยู่ในกลุ่มฝูงชน เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบา หากแต่แฝงไว้ซึ่งความเย็นชาอย่างประหลาด “หวั่นเอ๋อร์?”

ซั่งกวนหวั่นหน้าซีดไปเล็กน้อย เห็นท่าทางแบบนี้ของโอวหยางเจียเจียแล้วเธอรู้สึกใจหายไปวาบ แม้ไม่อยากเข้าไปหา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธสายตากดดันแบบนั้นของโอวหยางเจียเจียได้ ทำได้เพียงเดินเข้าไปหาเงียบๆ แล้วประคองเธอออกไป

เฉิงหร่านไม่ได้ขัดขวางไม่ให้พวกเธอออกไป เธอมองดูสามคนนั้นเดินออกจากประตูห้องเรียนไปอย่างทุลักทุเลอยู่เงียบๆ

ในวินาทีที่กำลังจะพ้นจากประตูไป โอวหยางเจียเจียได้หันหน้ากลับมา ดวงตาคู่นั้นกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิมแล้ว ทว่ากลับมีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่มุมปาก เมื่อเข้าคู่กับใบหน้าที่อาบเลือดไปครึ่งเสี้ยวหน้าของเธอทำให้ทั้งดูประหลาดและน่าสะพรึงกลัว “เฉิงหร่าน ฉันไปไม่ได้แปลว่าฉันแพ้หรอกนะ เรื่องนี้มันยังไม่จบหรอก”

เฉิงหร่านระบายยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มที่เผยให้เห็นดวงตาสดใส พร้อมกับพยักหน้าตอบนิดๆ “จ้า ยังไม่จบ หวังว่าคราวหน้าเธอจะยังมีโอกาสมาพูดกับฉันว่ามันยังไม่จบนะจ๊ะ”

สีหน้าของโอวหยางเจียเจียเปลี่ยนไปในทันที เธอแค่นเสียงหัวเราะออกมา “นอกจากกดขี่ตระกูลฉันแล้วเธอยังทำอะไรได้อีกเหรอ ฉันล่ะสมเพชเธอจริงๆ”

เฉิงหร่านพยักหน้าตอบ “ใช่ ถูกต้อง! นอกจากกดขี่เธอ ทำให้ครอบครัวของเธอล้มละลาย ทำให้เธอไม่เหลืออะไรเลย ฉันก็ทำอะไรไม่เป็นแล้วแหละ เพราะงั้นเธอยังอยากเหน็บแนมอะไรฉันอีกเหรอ”

“ไปเถอะพวกเรา” โอวหยางเจียเจียมองค้อนใส่เฉิงหร่านทีหนึ่งแล้วสั่งให้ซั่งกวนหวั่นกับมู่หรงหมิ่นพยุงเธอออกไปทันที

เฉิงหร่าน รอฉันก่อนเถอะ ฉันจะต้องทำให้เธอรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นแน่

“เสวี่ยเอ๋อร์ พี่พาเธอไปดูอาการที่ห้องพยาบาลก่อนแล้วกัน ทำแผลอะไรให้เสร็จก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยพาเธอไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาล”

“ค่ะ” ถังเสวี่ยพยักหน้า ตอนนี้เหตุการณ์เลยเถิดจนไม่สามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้แล้ว เธอเลยไม่อยากดึงดันปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาลแล้วเหมือนกัน ถ้าจะให้พูดแล้ว ไม่มีใครอยากให้หน้าตัวเองมีรอยแผลเป็นไปตลอดกาลหรอก!

ทันทีที่ตัวการของเรื่องสี่ห้าคนนั้นออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้ว บรรยากาศประหลาดแบบนั้นในห้องเรียนก็แปรเปลี่ยนไปในที่สุด

เด็กผู้ชายคนหนึ่งปาดเหงื่อเย็นที่ไหลซึมทั่วหน้าผากออกพลางพูดด้วยสีหน้าหวาดผวา “พระเจ้า! ไม่เคยรู้เลยว่าผู้หญิงก็โหดได้ถึงขนาดนั้นเหมือนกัน แถมยังเป็นผู้หญิงห้องเราอีก นี่ถ้าไม่ได้เห็นเองกับตานะ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าชิงเฉิงจะมีผู้หญิงที่คลุ้มคลั่งแล้วก็หัวรุนแรงแบบนี้อยู่ด้วย”

“ใช่มั้ยล่ะ! ต่อไปเวลาหาแฟนจะหาจากพวกผู้หญิงในห้องเราไม่ได้เด็ดขาดเลย นายดูสิ แค่ไม่กี่คนนั้นยังทะเลาะกันดุเดือดจนเลือดตกยางออกแล้ว แบบนี้ให้ผ่านได้ที่ไหน ตอนนี้เห็นพวกผู้หญิงห้อง A ของเราแล้วฉันรู้สึกเหมือนมีภาพติดตาเลย...” นักเรียนชายอีกคนพูดเสริมเบาๆ

เด็กผู้หญิงสองสามคนที่อยู่ใกล้ๆ กันได้สติกลับมาพร้อมกันกับที่ได้ยินบทสนทนาของสองคนนี้พอดี พวกเธอเลื่อนมือไปพับแขนเสื้อทันที แต่ละคนเริ่มตาขวางพร้อมกับเปลี่ยนมามีแววตาเย็นเยียบ “พวกนายพูดแบบเมื่อกี้อีกรอบหน่อยสิ เมื่อกี้พวกฉันได้ยินไม่ค่อยชัด...”

“ยะ อย่านะ เมื่อกี้ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย” เด็กผู้ชายคนที่เป็นคนเริ่มหนีเอาตัวรอดไปอย่างไร้เยื่อใย

“งั้นก็แปลว่านายพูดคนเดียวงั้นสิ!” เด็กผู้หญิงสองสามคนตวัดสายตามองไปที่เด็กผู้ชายที่พูดออกมาเป็นคนที่สองด้วยสายตาที่เริ่มไม่เป็นมิตร สีหน้าดุดันและดูข่มขู่ยิ่งกว่าเดิม

เด็กผู้ชายคนนั้นรีบโบกมือปฏิเสธและเอ่ยปากแก้ตัวเป็นพัลวัน “เปล่านะ ไม่ใช่ฉันพูดแน่ๆ”

เด็กผู้ชายทั้งสองรีบแก้ตัวให้พ้นข้อหา เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงสองสามคนนั้นยังคงจ้องพวกเขาด้วยท่าทางเหมือนว่าไม่เชื่อก็รีบวิ่งหนีออกจากห้องเรียนไป

ทันทีที่ออกมาแล้ว เด็กผู้ชายคนแรกก็พูดขึ้น “โอ้โฮ! ที่นายเพิ่งพูดไปเมื่อกี้ถูกเผงเลยเพื่อน ผู้หญิงห้อง A นี่เราเอามาเป็นแฟนไม่ได้จริงๆ นิสัยแบบนี้จะให้เอามาเป็นแฟนได้ยังไง แต่ละคนอย่างกับนางยักษ์ ฉันนึกแล้วก็หลอนไปหมดแล้วเนี่ย”

เด็กชายคนที่สองถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เขาตบบ่าเด็กชายคนที่หนึ่งพร้อมกับทำหน้าเห็นใจเพื่อนร่วมชะตากรรม จากนั้นก็กวักมือเรียกแล้วพูดขึ้น “ไป ฉันว่าสาวห้องสามหน้าตาใช้ได้เลย แถมแต่ละคนยังอ่อนหวาน พูดจาก็ไพเราะเสนาะหู จะไปลองดูหน่อยมั้ย”

“ห้องสาม...” เด็กชายลังเล “พวกเขาไม่ถูกกับห้องเราไม่ใช่เหรอ แล้วผู้หญิงห้องสามจะดีได้สักแค่ไหนกัน นายอย่ามาแกล้งฉันนะเว้ยเพื่อน!”

“โอ๊ย! สบายใจได้ ฉันไปลองเชิงมาแล้ว ผู้หญิงพวกนั้นแค่ปากแข็งเฉยๆ เถียงมาได้ไม่กี่ประโยคหรอก หลอกง่ายจะตายไป ไม่เหมือนพวกผู้หญิงห้องเรา พวกนั้นแต่ละคนเอาตาไปวางไว้บนฟ้ากันหมดแล้วมั้ง พวกคุณชายต๊อกต๋อยจีบไม่ติดสักคนหรอก ตอนนี้พูดแล้วก็สะเทือนใจน้ำตาจะไหล”

เด็กชายคนแรกนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลก็เลยตอบตกลงไป “งั้นก็ได้ ความสุขของฉันฝากไว้ในมือนายแล้วนะเพื่อน ป้ะ ไปดูหน่อยซิว่าสาวสวยห้องสามมีเยอะแค่ไหน ฉันจะเลือกคนที่งานดีที่สุดเลย”

“ไม่มีปัญหา ไปกับเพื่อนมีหรือจะทำให้นายผิดหวัง”

เมื่อทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันก็เดินกอดคอกันออกไป

ตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นจนสิ้นสุดลงพวกเขาไม่คิดจะเขียนรายงานไปฟ้องครูในโรงเรียนกันสักคน รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีคือทักษะที่ลูกหลานไฮโซทุกคนที่นี่เรียนรู้มาโดยไม่ต้องมีใครสอนกันทั้งนั้น

บทสนทนาระหว่างเด็กชายทั้งสองกับเด็กหญิงอีกสองสามคนก็เป็นแค่บทละครตอนหนึ่งเท่านั้นเช่นกัน ตอนนี้เด็กชายทั้งคู่ได้วิ่งหายไปแล้ว

นักเรียนในห้องที่ตอนแรกยังพอจะเงียบสงบกันอยู่บ้าง มาตอนนี้ก็พากันส่งเสียงเซ็งแซ่เหมือนเสียงน้ำมันเดือดๆ ในกระทะไม่มีผิด พวกเขาเปิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันเต็มที่ ไม่ได้เงียบกริบเป็นป่าช้าเหมือนอย่างตอนที่พวกเฉิงหร่านยังอยู่อีกแล้ว แต่ละคนต่างพากันถกกันเสียงดังอย่างออกรส

ที่พวกเฉิงหร่านทะเลาะกันนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลาไปสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น ตอนนี้ยังเป็นช่วงเลิกคาบอยู่ ไม่มีครูคนไหนรู้เรื่องนี้

และเพราะเฉิงหร่านใช้ไม้แข็งขึ้นมาอย่างกะทันหันกับการลงมือที่รุนแรงด้วยเหมือนกัน นักเรียนหญิงในห้องหลายคนที่สนิทกับโอวหยางเจียเจียเลยพากันตกใจและอึ้งไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครวิ่งไปรายงานเช่นกัน

เพราะอย่างนี้เลยทำให้หลังจากที่มีคนถูกทำร้ายร่างกายแล้วครูในโรงเรียนกลับไม่เอะใจกันสักนิด และไม่ได้รับรายงานอะไรด้วย

แม้ว่าทายาทเศรษฐีเหล่านี้จะไม่ไปรายงานกับทางโรงเรียน แต่พวกเขาเอาไปเป็นประเด็นซุบซิบนินทาและถกเถียงกันต่อ นี่เลยทำให้ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วในเวลาเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น

เริ่มต้นจากการพูดกันปากต่อปากอย่างบ้าคลั่งของคนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ห้อง A เรื่องนี้ได้ถูกเล่าต่อกันไปในแบบฉบับต่างๆ หลังจากนั้น

ในกลุ่มคนแพร่ข่าวลือเหล่านั้น มีนักเรียนบางคนได้เอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปโพสต์บรรยายลงเวยป๋อด้วย

ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร จบลงแบบไหน ทุกอย่างถูกเขียนลงไปอย่างครบถ้วน

ทันทีที่ข้อความเวยป๋อที่ว่านี้ถูกโพสต์ออกไป ยอดวิวที่มีคนกดเข้ามาอ่านก็พุ่งพรวด สำหรับยอดแชร์ยิ่งแล้วใหญ่ ถึงกับประมวลผลออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้เลยทีเดียว

โพสต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ‘สี่นักเรียนหญิง ม.สี่ ห้อง A แห่งโรงเรียนชิงเฉิงทะเลาะกันแย่งหนุ่มฮ็อตประจำโรงเรียน พวกเธอลงไม้ลงมือกันอย่างรุนแรงโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ซึ่งหนึ่งในเด็กผู้หญิงเหล่านั้นก็คือเฉิงหร่านจากตระกูลเฉิง’

ทันทีที่มีชื่อเฉิงหร่านจากตระกูลเฉิงโผล่มา ข่าวลือฉบับนี้ก็กระพือให้เกิดคลื่นลมพันกว่าชั้นขึ้นมาสั่นสะเทือนโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงทั้งโรงเรียนในรูปแบบเดียวกับที่พายุทอร์นาโดพัดผ่านผิวน้ำในทะเลสาบอันสงบนิ่ง

ประกอบกับที่ข่าวเรื่องการฝึกทหารเพิ่งจะถูกขุดให้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เลยมีผู้หวังดีจำนวนมากมาช่วยกันโพสต์ข้อความในเวยป๋อ ช่วยกันคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น ผลเลยยิ่งทำให้เรื่องนี้มีแนวโน้มว่าจะกระจายออกไปเป็นวงกว้างยิ่งกว่าเดิมอีก

ในตอนที่ทางโรงเรียนรับรู้เรื่องนี้ เหตุการณ์ก็ได้บานปลายไปมากแล้ว แม้อยากจะลงมือปิดข่าวแต่ทำอะไรตอนนี้ก็ไม่ทันการณ์แล้ว

ข่าวลือแบบนี้เลยแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะที่แข็งแกร่งจนไม่สามารถสกัดกั้นไว้ได้

ทว่าตัวละครหลักของละครเรื่องนี้กลับไม่มีใครออกมาตอบสนองอะไรเลยสักคน

เฉิงหร่านไม่อยากให้เรื่องของตัวเองในวันนี้ถูกลือต่อๆ กันไปจนกลายเป็นแบบนี้หรอก

แน่นอนว่าถึงจะรับรู้แล้ว เธอก็จะไม่ไปตอบโต้อะไรเหมือนกัน

สำหรับเธอแล้ว ใครไม่สำคัญก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจหรอก

แน่นอนว่าพวกนี้เป็นเรื่องที่เอาไว้ว่ากันทีหลังแล้ว

เฉิงหร่านพาถังเสวี่ยมาถึงที่ห้องพยาบาล

“พวกคุณเบามือหน่อยสิ ไม่เห็นเหรอว่าน้องสาวฉันเจ็บจนตัวสั่นหมดแล้วน่ะ” เมื่อเห็นว่าท่าทางอดกลั้นความเจ็บปวดจนตัวสั่นเทิ้มของถังเสวี่ยตอนที่บรรดาผู้ช่วยสองสามคนของคุณหมอคนนั้นในห้องพยาบาลกำลังทำความสะอาดบริเวณปากแผลให้ เฉิงหร่านก็พลันขมวดคิ้วฉับแล้วต่อว่าออกมาทันทีด้วยความโมโห

…………………………………………………

devc-88b8c9ff-33080Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 033 ตอนที่ 33