Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 032 ตอนที่ 32
ตอนที่ 32 โอวหยางเจียเจียผู้น่าสงสาร
เฉิงหร่านเชิดหน้าขึ้น “เธอว่าฉันกล้ามั้ยล่ะ! ฉันพูดคำไหนคำนั้น ก่อนหน้านี้ใครแอบแทงข้างหลังฉันฉันจะไม่ไปสนใจหรอก เรื่องชอบซ้ำเติมคนอื่นลูกหลานคนใหญ่คนโตที่ไหนก็ทำกันหมดแหละ เพราะงั้นฉันจะเลือกทำเหมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนี้ไปถ้าพวกเธอยังเล่นสกปรกอีกก็อย่าโทษว่าฉันไม่เกรงใจแล้วกัน”
เพื่อนในห้องส่วนใหญ่ต่างพากันคลายกังวลลง เฉิงหร่านพูดแบบนี้ถือว่ารักษามิตรภาพกับพวกเขาแล้ว
“เฉิงหร่าน ตอนนี้ฉันล่ะนับถือเธอจริงๆ เลยนะ! หลายวันนี้เพราะตระกูลเฉิงของพวกเธอนั่นแหละ คนอื่นเขาถึงได้เดือดร้อนกันไปทั้งชิงเฉิง ทั้งเมือง A แล้ว ไม่นึกเลยว่าตอนนี้เธอยังจะกล้าทำตัวจองหองแบบนี้อยู่อีก มีคนถูกเล่นงานเพราะเธอตั้งหลายตระกูล เธอไม่รู้สึกผิดสักนิดเลยเหรอ” คราวนี้โอวหยางเจียเจียได้พูดขึ้นช้าๆ น้ำเสียงฟังดูไม่ใส่ใจ หากแต่จี้จุดถึงใจความสำคัญในทุกๆ ประโยค
แล้วก็เป็นดังคาด ทันทีที่พูดออกมา แววตาของเพื่อนหลายคนในห้องก็พลันฉายรอยประหลาดขึ้นมา
ความจริงแล้วมีเพียงลูกหลานคนใหญ่คนโตในห้องเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกเล่นงาน คนที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสจริงๆ มีเพียงเด็กผู้หญิงสิบกว่าคนที่ร่วมมือกันก่อเรื่องกับโอวหยางเจียเจียเท่านั้น
และตอนนี้นักเรียนหญิงจอมหยิ่งหลายคนก็เริ่มมองตาขวางไม่พอใจกันแล้ว เดิมทีเป็นเพราะครอบครัวถูกเล่นงาน พวกเธอเลยกลัวจนไม่กล้าว่าอะไรเฉิงหร่าน ตอนนี้พอถูกยุยงเข้า ความถือตัวซึ่งเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะของไฮโซก็เลยถูกจุดให้ปะทุขึ้นมา
“ใช่ คนบางคนทำไมไม่รู้จักบ้างเลยว่าอะไรเรียกว่าละอายใจ ดูท่าในใจคงอยากกดขี่พวกเราจะแย่แล้วสินะ ไม่แทงข้างหลังก็ถือว่าปรานีพวกเราแล้ว พวกเราอย่าเรียกร้องอะไรมากนักเลย!” คำพูดนี้แฝงความหมายเหน็บแนมเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าเอาที่เฉิงหร่านพูดเมื่อครู่ว่าจะไม่ติดใจถือสาเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มาขยี้ให้กลายเป็นความหมายในแง่ลบ
นักเรียนหญิงอีกคนได้ฟังแล้วก็ยกมือขึ้นป้องปากทันทีพร้อมกับแสร้งทำทีตื่นตระหนกด้วยความจงใจ “ว้าย! งั้นพวกเราเลิกพูดดีกว่า ไม่งั้นอาจจะปกป้องตระกูลตัวเองเอาไว้ไม่ได้ คนเขาขยับปากนิดเดียว กระดิกมือนิดหน่อย พวกเราก็ต้องไปนอนข้างถนนกันแล้ว”
“โอ๊ะ! เธอดูฉันสิ อารมณ์ไม่ค่อยดีก็เลยเผลอลืมไปเสียสนิทเลยว่าคนเขาร่วมมือกับตระกูลใหญ่อีกหลายตระกูลเลยนะ ถ้าเกิดกวาดล้างกันอีกรอบตระกูลเล็กๆ อย่างเรา แขนขาเล็กๆ มีหรือจะต้านทานไหว...พวกเธอว่ามั้ย” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดอย่างเดียวไม่พอ เธอหันหน้าไปมองเด็กผู้หญิงอีกสองสามคนที่อยู่ใกล้กัน สายตานั้นแสร้งทำเหมือนว่าหวาดกลัวอย่างจงใจ
เด็กผู้หญิงพวกนั้นเพียงแต่อมยิ้มเท่านั้น ไม่ได้ตอบกลับ รวมถึงไม่ได้ปฏิเสธด้วยเช่นกัน
โอวหยางเจียเจียเห็นแบบนี้แล้วก็เบนสายตาไปมองถังเสวี่ยที่ใบหน้าเริ่มแดงก่ำไปแล้ว เธอแค่นเสียงหัวเราะออกมาทีหนึ่งด้วยความรู้สึกสมเพช ก่อนจะมองไปที่เฉิงหร่านที่มีสีหน้าเรียบนิ่งมาตลอดแล้วแสยะยิ้มบาง “คุณหนูเฉิง เธอดูสิว่าตอนนี้เพื่อนในห้องกลัวเธอมากแค่ไหน! เป็นเพื่อนกันแท้ๆ พวกเราไม่เข้าหากันดีๆ ไม่สามัคคีกันก็ช่างเถอะ ตอนนี้ยังมาทำให้คนอื่นเขาขวัญหนีดีฝ่ออีก...อย่าบอกนะว่าต้องได้เห็นทุกคนกลัวเธอแบบนี้แล้วเธอถึงจะมีความสุขน่ะ แต่ฉันเชื่อนะว่าคุณหนูตระกูลเฉิงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ไม่งั้นคงไม่อุตส่าห์มาบอกทุกคนหรอกว่าเธอไม่ติดใจถือสาเรื่องที่เกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนั้นฉันผิดเอง ฉันไม่น่าไม่เจียมตัวไปเลียนแบบคุณหนูเฉิงแล้วไม่ยอมเข้าร่วมการฝึกทหารเลย ไม่งั้นก็คงไม่...”
โอวหยางเจียเจียพูดพลางทำหน้ารู้สึกผิด สายตาอ่อนโยนกวาดมองเพื่อนในห้องเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและพูดขึ้นเสียงเบา “ขอโทษนะทุกคน ฉันทำให้พวกเธอต้องพลอยลำบากไปด้วย เห็นตระกูลของพวกเธอถูกกดขี่แล้วฉันเกลียดตัวเองจริงๆ ที่ทำอะไรไม่ได้ ไม่งั้นฉันต้องช่วยพวกเธอแน่ แต่ว่าฉัน...ขอโทษด้วยจริงๆ...”
“เจียเจีย ไม่ต้องพูดหรอก พวกเขามีอิทธิพลมากขนาดนั้น ต่อให้เธออยากช่วย พ่อของเธอก็คงไม่อนุญาตอยู่ดี เรื่องนี้พวกเราไม่โทษเธอหรอก”
“ใช่ๆ เจียเจีย พวกเราไม่โทษเธอหรอก ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่พวกเราไม่ได้วาสนาดีขนาดนั้น ดันเกิดมาในตระกูลเล็กๆ ที่สู้ใครเขาไม่ได้ คนเขาเกิดมาก็สูงศักดิ์ยิ่งกว่าอะไรแล้ว พวกเราจะไปเทียบได้ที่ไหนล่ะ...”
สีหน้าของโอวหยางเจียเจียฉายรอยอ่อนโยนขึ้นมา ได้ยินว่าทุกคนไม่ถือโทษโกรธเคืองแล้วน้ำเสียงกับท่าทางของเธอก็เปลี่ยนมาอ่อนลงมาก จากนั้นจึงพูดด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ “ขอบคุณนะ...ขอบคุณ ต่อไปฉันจะไม่ทำอีกแล้ว จะไม่หาเรื่องให้ทุกคนต้องพลอยลำบากไปด้วยแล้ว ไม่ต้องห่วงนะทุกคน...”
พอโอวหยางเจียเจียพูดแบบนี้ นักเรียนคนอื่นๆ ก็ยิ่งพากันเข้ามาร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์กันเพิ่มขึ้นไปอีก สายตาในลักษณะต่างๆ ล้วนแต่จับจ้องไปที่เฉิงหร่านที่นั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง รวมถึงถังเสวี่ยที่โมโหจนเลือดขึ้นหน้าไปแล้วด้วยอีกคน
ตอนนี้แต่ละคำแต่ละประโยคที่คนพวกนี้พูดมาล้วนแต่ลากโยงมาถึงเฉิงหร่านทั้งสิ้น ต่อว่าเธอสาดเสียเทเสียกันไม่หยุด
ถังเสวี่ยโมโหทันที เธอหันไปหาเฉิงหร่านที่ปิดปากเงียบมาตลอดก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา หากแต่ยังคงไม่อาจข่มอารมณ์โมโหเอาไว้ได้อยู่ดี “พี่ นี่พวกเธอกำลังบีบพี่อยู่นะ ทำไมทั้งที่พวกเธอเป็นฝ่ายหาเรื่องกันก่อน แต่ตอนนี้กลับมาบอกว่าพวกเราใช้อำนาจรังแกคนอื่นล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่มีอิทธิพลอยู่มาก เห็นทีตอนนี้คนที่แม้แต่จะร้องไห้ก็ยังไม่มีพื้นที่ให้ร้องคงจะเป็นพวกเราแล้ว”
“ไม่เป็นไร ปล่อยให้พวกเธอพูดกันให้เสร็จนั่นแหละ เสวี่ยเอ๋อร์ ตอนนี้เธอต้องฝึกอดทนกับสายตาแบบนี้แล้วก็คำพูดจิกกัดแบบนี้เอาไว้นะ นี่เป็นบททดสอบทางใจบทหนึ่งที่ดีมากทีเดียว”
“พี่ คนที่พวกเธอว่าคือพี่นะ จะให้หนูทนได้ยังไง พี่ฟังดูสิว่าพวกเธอพูดอะไรกันบ้าง ยิ่งพูดยิ่งเกินไปจริงๆ!”
เฉิงหร่านหรี่ตาลง ตอบรับสายตาคำพูดเสียดสีกับสายตาชิงชังต่างๆ นานาด้วยความสงบนิ่ง น้ำเสียงของเธอยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม “ก็เพราะแบบนี้แหละเธอถึงต้องยิ่งใจเย็น ถ้าพวกเราทำใจให้นิ่งไม่ได้ก็เท่ากับว่าแสดงจุดอ่อนออกมาให้ศัตรูเห็น”
ถังเสวี่ยเงยหน้าพรวด เกือบพูดอะไรไม่ออก
เธอรู้สึกโมโหจนแทบบ้า ได้ยินว่าเฉิงหร่านยังพูดด้วยท่าทางเยือกเย็นอยู่ เธอจะไปมีอารมณ์ฝึกตนให้มีภูมิต้านทานกับถ้อยคำดูถูกพวกนี้ที่ไหนกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉิงหร่านบีบมือเธอไว้ห้ามไม่ให้เธอพูด ป่านนี้เธอระเบิดอารมณ์แล้วคว่ำโต๊ะไปแล้ว
ถึงเธอจะไม่มีความสามารถพอ แต่ให้เอาแต่ฟังคนอื่นชี้หน้าด่าว่าเพื่อนสนิทของตัวเอง เป็นใครก็ทนไม่ไหวหรอก อีกอย่างเฉิงหร่านดีกับเธอขนาดนั้นด้วย จะให้เธอทนได้อย่างไร
ถังเสวี่ยกำมือน้อยๆ เธอจะต้องขึ้นมามีหน้ามีตาในสังคมให้ได้ สักวันหนึ่งเธอจะเหยียบคนพวกนี้ที่มารังแกพี่สาวของเธอให้มิดใต้ฝ่าเท้าด้วยตัวเองแน่นอน
ถังเสวี่ยในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอีกไม่นานความคิดนี้ของเธอก็จะเป็นจริงแล้ว หากแต่พอถึงตอนที่เธอมีความสามารถพอที่จะเหยียบคนพวกนี้ให้จมมิดแล้ว เธอกลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปเก็บกวาดมดตัวกระจ้อยพวกนี้แล้ว
เธอในตอนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความคิดก็เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน ความคิดความอ่านแตกต่างไปจากตอนนี้ที่ทั้งใจคิดเพียงแต่อยากเปลี่ยนตัวเองไปโดยสิ้นเชิง เด็กผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างถังเสวี่ยที่อยากพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นสามารถสู้กับคนอื่นได้
พอเฉิงหร่านเงียบ พอเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเพื่อนในห้องเริ่มเซ็งแซ่ขึ้นเรื่อยๆ
ในเวลาต่อมา...
บรรดาลูกหลานไฮโซเหล่านี้ก็ลืมความกังวลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ไป คำพูดคำจายิ่งไม่ให้เกียรติกันขึ้นเรื่อยๆ คนที่มาชี้หน้าด่ากันก็มีมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเหมือนกัน
เฉิงหร่านคอยฟังอยู่ด้วยใบหน้าที่ยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม จนกระทั่งคำพูดเสียดสีทั้งหลายที่ยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษสิ้นสุดลงและเสียงต่างๆ เริ่มเงียบไป...
“เสวี่ยเอ๋อร์ เธอจำไว้นะ! จะตอนไหนก็แล้วแต่ พวกกระจอกยังไงก็จะยังเป็นแค่พวกกระจอกอยู่วันยันค่ำ ถ้าจะเก็บกวาดพวกเขา แค่จัดการให้ตรงจุดเหมือนเวลาตีงูต้องตีที่ตำแหน่งถัดจากหัวไปเจ็ดนิ้วก็จบแล้ว” ขณะที่ถังเสวี่ยยังทำสายตากึ่งเข้าใจกึ่งงุนงงอยู่นั้น เฉิงหร่านพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจบแล้วก็ลุกขึ้นยืนทันที
เฉิงหร่านในตอนนี้ลุกขึ้นยืนเหมือนคนที่ลุกขึ้นมาเพื่อหาเรื่องไม่มีผิด เล่นเอาหลายคนในห้องใจหายวาบ เสียงถกกันที่ยังดังอื้ออึงอยู่เบาๆ ก่อนหน้านี้ก็พลันหายไปด้วย
“โอ้โฮ...” มู่หรงหมิ่นอุทานขึ้นมาด้วยท่าทางโอเวอร์แอกติง ดูตกใจกลัวมาก เธอมองเฉิงหร่านที่ทำหน้าไร้อารมณ์พลางว่า “พระเจ้า คุณหนูเฉิงเขาจะโมโหแล้ว เพื่อนๆ พวกเราต้องซวยแน่ๆ พวกเธอว่าเรื่องนี้ควรทำยังไงดี ตอนนี้เราควรลงไปคุกเข่าขอร้องให้เธอปล่อยพวกเราไปมั้ยนะ แบบนี้บางทีพวกเราอาจจะยังพอมีทางรอดก็ได้...”
โอวหยางเจียเจียเลิกคิ้วขึ้น ส่งสายตาชื่นชมมู่หรงหมิ่นไปเงียบๆ
ครั้งนี้ถือว่าในสมองของมู่หรงหมิ่นยังพอมีประโยชน์อยู่หน่อย
มู่หรงหมิ่นกระตุกยิ้มมุมปาก เห็นได้ชัดมากว่าตอนนี้เธอกำลังดีใจมาก
เจียเจียไม่เคยชมเธอมาก่อนเลยนะ...
ซั่งกวนหวั่นเหลือบมองมู่หรงหมิ่นแว่บหนึ่งด้วยสายตาติดจะสมเพชน้อยๆ
ตอนนี้ยายนี่ไม่กลัวว่าคู่ต่อสู้เก่งกว่าก็ช่างเถอะ ยังจะหาเรื่องปลุกระดมคนอื่นอีก พอเห็นเฉิงหร่านมีทีท่าพร้อมจะจัดการพวกเธอเต็มที่แล้วเธอยังกล้าพุ่งชนเข้าไปรนหาที่ตายโดยไม่กลัวอีก
จริงๆ เลยนะ เป็นยายโง่ไร้สมองจริงๆ นั่นแหละ
ไม่เพียงเท่านี้ โอวหยางเจียเจียกับพวกต่างพากันได้ใจ เข้าใจกันว่าเฉิงหร่านจะทนเก็บอารมณ์โมโหเอาไว้อีกครั้ง
ทว่าเพื่อนในห้องกลับไม่มีใครนิ่งเฉยอยู่แล้ว ห้องเรียนที่ก่อนหน้านี้ยังพอจะเงียบสงบอยู่บ้างพลันเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาในชั่วพริบตาเพราะคำพูดเหล่านี้ ก่อนที่เสียงโหวกเหวกจะดังขึ้นในครู่ถัดมา
นักเรียนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคุณหนูคุณชายทายาทไฮโซกันทั้งนั้น ปกติก็หยิ่งในศักดิ์ศรีกันเป็นนิสัยอยู่แล้ว ตอนนี้ถึงแม้จะกลัวอิทธิพลของตระกูลเฉิง แต่มีหรือจะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ ได้ที่ไหน แถมนี่ยังถึงกับต้องลงไปคุกเข่าด้วย!
ขอกันมากเกินไปแบบนี้ ในสายตาของพวกเขาแล้วเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
“เงียบนะ!” เฉิงหร่านที่ตอนแรกแค่ยืนขึ้นเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้จู่ๆ ก็ตบโต๊ะอย่างแรงทีหนึ่ง เสียงดังสนั่นไปทั้งห้อง
ชั่วพริบตาเดียว คนในห้องเงียบกริบกันหมดราวกับเป็นใบ้
ทุกคนมองไปที่เด็กสาวหน้าตาสดสวยหากแต่ดูอ่อนแอคนนั้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ เห็นสีหน้าเย็นชากับดวงตาที่ฉายรอยยะเยือกคู่นั้นของเธอแล้วพวกเขาต่างพากันใจกระตุกวูบ ทุกคนต่างรู้ดีว่าตอนนี้ควรจะพูดอะไรบางอย่างออกมาบ้างเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดแบบนี้ไป
ทว่ากลับรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรอุดตันอยู่ในลำคอ พูดไม่ออกสักประโยค
ในวินาทีที่เฉิงหร่านทำให้ทุกคนตื่นตะลึงนั้นเธอได้ขยับเท้าเดินแล้ว เพียงระยะไม่กี่ก้าวก็มาหยุดตรงหน้าโอวหยางเจียเจีย ขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันจับต้นชนปลายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ได้ถูกเธอตบหน้าไปเต็มๆ ฉาดหนึ่ง
เสียง ‘เพี้ยะ’ ดังสะท้านขึ้นมา เสียงนั้นทำเอาทุกคนแตกตื่นไปทันที รวมถึงเรียกให้ทุกคนได้สติกลับมาด้วยเช่นกัน
“เธอ...เธอกล้าตบฉันเหรอ!” แว่บแรกโอวหยางเจียเจียยังไม่อาจเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ทันใดนั้นสีหน้าพลันฉายรอยถมึงทึงทันใด เธอเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าอีกฝ่าย
นางตัวดีนี่กล้าตบเธออย่างนั้นเหรอ!
ตั้งแต่เด็กจนโตยังไม่เคยมีใครแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้วเลยนะ!
แต่ตอนนี้เธอกลับถูกตบต่อหน้าทุกคน แบบนี้จะให้เธอใจเย็นอยู่ได้อย่างไรกัน
วินาทีนี้เธอคิดอย่างเดียวว่าอยากจะฉีกทึ้งใบหน้าสดสวยไร้ที่ตินั่นแรงๆ จนเสียโฉมไปเลย
“เฉิงหร่าน เธออย่าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ทรงอิทธิพลแล้วจะเที่ยวตบใครตามอำเภอใจก็ได้นะ ตั้งแต่ต้นจนจบฉันไม่ได้ว่าเธอสักคำ! เธอมีสิทธิ์อะไรมาตบฉัน” มือข้างจะตบเฉิงหร่านถูกคว้าไว้กลางอากาศทำให้เธอตบไม่สำเร็จ โอวหยางเจียเจียพลันบันดาลโทสะขึ้นมาอย่างอดไม่ไหว
“ก็สิทธิ์ที่ฉันคือเฉิงหร่านน่ะสิ!” เฉิงหร่านพูดด้วยสีหน้าแบบเดิม เธอเหลือบมองรอยฝ่ามือบนใบหน้าของโอวหยางเจียเจียแล้วก็พลันระบายยิ้มออกมาพร้อมกับพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “แบบนี้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยสมดุลเท่าไรนะ...”
เพิ่งจะพูดจบ เสียง ‘เพี้ยะ’ ก็ดังสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง
แก้มอีกฝั่งหนึ่งของโอวหยางเจียเจียบวมเป่งขึ้นมาเหมือนกัน เธอปรี่เข้ามาตอบโต้ทันที มือทั้งสองข้างวาดไปหาลำคอของเฉิงหร่าน เล็บยาวที่บำรุงรักษามาอย่างดีสะท้อนเป็นเงาเย็นน้อยๆ แววตาฉายรอยกร้าว
ท่าทางแบบนี้มีหรือจะยังหลงเหลือเค้าความสงบนิ่งเมื่อครู่อยู่ มีเพียงภาพของปีศาจสาวผู้บ้าคลั่งเท่านั้น
“แก นางตัวดี ยังจะกล้าตบฉันอีกเหรอ วันนี้ฉันจะฉีกแกให้เละเลย...”
มู่หรงหมิ่นเห็นแบบนี้แล้วก็รีบวิ่งเข้ามา เธอยื่นมือมาหมายจะช่วย ปากก็ตะโกนดังลั่น “เจียเจีย ฉันช่วยเธอเอง...”
แววตาของเฉิงหร่านเย็นเยียบ โอวหยางเจียเจียบันดาลโทสะแล้วจู่โจมเข้ามาอย่างขาดสติ ทำให้แรงที่จู่โจมมาไม่น้อยเลย เฉิงหร่านเองก็ต้านทานไม่ค่อยไหว ตอนนี้ถ้ามู่หรงหมิ่นเข้ามาอีกคนเธอต้องเสียเปรียบแน่
คิดได้แบบนี้ เฉิงหร่านเลยอาศัยความคล่องแคล่วบังคับให้ข้อมือของโอวหยางเจียเจียขยับเล็กน้อยแล้วบิดมากดจุดลงไปแรงๆ
ข้อมือของโอวหยางเจียเจียสั่นเทาในทันที มืออ่อนแรงลงจนเธอเผลอตกใจและตวาดลั่นด้วยความขุ่นเคือง “นางตัวดี แกทำอะไรฉัน!”
เฉิงหร่านไม่สนใจเธอ แต่อาศัยจังหวะที่โอวหยางเจียเจียกำลังบาดเจ็บกระชากเธออย่างแรงให้พวกเธอทั้งคู่สลับตำแหน่งยืนกัน
มู่หรงหมิ่นที่ปรี่มาประชิดอย่างรวดเร็วยังไม่ทันตั้งตัวได้ ฝ่ามือที่วาดมาเต็มแรงข้างนั้นจึงฟาดเข้าเต็มๆ ที่ใบหน้าของโอวหยางเจียเจียที่เงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงง
เพราะมู่หรงหมิ่นอารมณ์ร้อนเกินไป รวมถึงในใจโกรธแค้นเฉิงหร่านมาก เรื่องออกแรงเยอะจึงไม่ต้องพูดถึงแล้ว ประกอบกับที่เธอตั้งใจจะทำให้เฉิงหร่านเสียโฉมด้วย เล็บยาวๆ เหล่านั้นจึงจ่อไปที่ใบหน้าเป็นพิเศษ ตอนนี้พอตบผิดคนเธอจึงชะงักกึกทันทีพร้อมกับละล่ำละลักพูด “ฉัน...ฉันไม่ได้...”
เฉิงหร่านเห็นแบบนี้แล้วก็กระตุกยิ้มมุมปาก มือเล็กออกแรงผลักโอวหยางเจียเจียที่โดนตบจนอึ้งไป ทำให้ร่างของโอวหยางเจียเจียพุ่งไปชนกับมู่หรงหมิ่น
มู่หรงหมิ่นในตอนนี้มีหรือจะกล้าหลบ เห็นโอวหยางเจียเจียถูกผลักมาเธอก็เข้าไปรับตามสัญชาตญาณทันที
ใครจะไปรู้ว่าโอวหยางเจียเจียจะถลาเข้ามาด้วยแรงที่มากกว่าเท่าตัว ชั่ววินาทีนั้น แรงกระแทกอย่างรุนแรงนั้นมีแต่จะทำให้คนปากไวอย่างมู่หรงหมิ่นล้มลงไปด้วยกันกับเธอเท่านั้น
ขณะที่ล้มลงนั้น ด้วยเหตุที่มู่หรงหมิ่นยืนอยู่หลังโอวหยางเจียเจีย พอถูกกระแทกมาแบบนี้ ร่างกายของเธอจึงสัมผัสเข้ากับมุมโต๊ะที่อยู่ด้านข้างอย่างแนบชิด
“โอ๊ย! เจ็บจัง...ฉัน...” มู่หรงหมิ่นกรีดร้องลั่นออกมาทันทีด้วยความตกใจ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวด เธอเลยเผลอผลักโอวหยางเจียเจียที่ทิ้งน้ำหนักทั้งตัวมาบนร่างของเธอออกไปทั้งอย่างนั้น
ชั่วขณะนั้น โอวหยางเจียเจียที่ในหัวมีแต่ความว่างเปล่าพลันรู้สึกตัวขึ้นมาได้ในแว่บหนึ่งพอดี เมื่อเห็นว่าร่างกายของตัวเองกำลังพุ่งไปด้านข้างโดยไม่อาจควบคุมได้นั้น เธอก็รีบยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เธอมากที่สุดเพื่อที่จะยืมแรงมาทรงตัวไว้
เด็กผู้หญิงคนนั้นกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เห็นโอวหยางเจียเจียที่อยู่ในสภาพเลือดอาบใบหน้าวาดมือมาหาเธอก็ยื่นเท้าออกไปกระทืบทันทีโดยไม่แม้แต่จะคิด ทำเอาเล็บบนมือของโอวหยางเจียเจียหักไปหลายนิ้ว
โอวหยางเจียเจียร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมา เด็กผู้หญิงคนนั้นตกใจจนหน้าซีดเผือดพร้อมกับถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัวก่อนที่จะเสียหลักล้มลงนั่งบนเก้าอี้ “เปล่านะ ไม่ใช่ฉัน เธอนั่นแหละ...เธอนั่นแหละที่เข้ามาเอง...”
เด็กสาวตกใจจนพูดติดๆ ขัดๆ ไปแล้ว โอวหยางเจียเจียในตอนนี้มีหรือจะฟังเข้าหู เธอคว้าตัวเด็กผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ไม่ได้ แถมยังถูกเหยียบมืออีก แรงกระแทกมหาศาลของร่างกายเลยถูกทำให้ลดลงไปทั้งอย่างนั้น หน้าผากของเธอกระแทกเข้ากับขาโต๊ะเหล็กสี่มุมที่อยู่ใต้โต๊ะหนังสือโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
…………………………………………………