Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 031 ตอนที่ 31
ตอนที่ 31 ทำตัวดีๆ หน่อย อย่าให้ฉันต้องโมโห
“เอาล่ะ...คุณออกไปเถอะ...ผมมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้แล้ว” เย่อู๋ซินโบกมือวูบบอกเป็นเชิงว่าให้เลขานุการออกไปได้
หลังจากเลขานุการออกไปแล้ว
เย่อู๋ซินลุกขึ้นยืนช้าๆ สองเท้าก้าวเดินอย่างผ่อนคลาย หากแต่แฝงไว้ซึ่งความรู้สึกเหมือนว่าเป็นคนสบายๆ
เขาเดินมาหยุดยืนที่ข้างหน้าต่าง นิ่งคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายหาใครบางคน “ไปสืบเรื่องของเฉิงหร่านลูกสาวตระกูลเฉิงมา ผมต้องการทราบข้อมูลทั้งหมดของเธอ เอาข้อมูลมาตั้งแต่ตอนที่เธอเกิด ห้ามให้ตกหล่นตรงไหนไปเด็ดขาด”
“ครับ หัวหน้า”
“โรคโรคหนึ่ง โรคโรคหนึ่งงั้นเหรอ ทั้งที่เป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายๆ แท้ๆ แต่ตระกูลเฉิงกลับยอมลงทุนมากมายขนาดนั้นเพื่อตักเตือนตระกูลอื่นๆ ทั่วทั้งเมือง A เฉิงเหยียน ตกลงนายคิดจะปิดบังอะไรกันแน่ หึ ทางที่ดีอย่างให้เป็นเหมือนอย่างที่ฉันเดาไว้แล้วกัน ไม่งั้นสนุกแน่”
“พี่คะ วันนี้นักเรียนพวกนั้นกลับมากันหมดแล้ว เรื่องนั้นจบไปหมดแล้วใช่มั้ยคะ” ทันทีที่ถังเสวี่ยเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านเธอก็ไปถามข่าวคราวกับเฉิงหร่านที่ไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวันแล้วด้วยความเป็นห่วง
เฉิงหร่านกำลังเอนกายนอนอยู่บนเสื่อ เธอหันหน้ามามองด้วยท่าทางเกียจคร้านพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเรียบเฉย “พอสมควรแล้วแหละ...เออใช่ เสวี่ยเอ๋อร์ ที่บ้านเธอไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
ถังเสวี่ยส่ายหน้า “ไม่เป็นอะไรค่ะ พ่อกับแม่หนูโทรมาที่บ้านพักแล้ว หนูบอกพวกเขาไปแค่ว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์โทรศัพท์ของหอพัก พวกเขารู้เรื่องที่โรงเรียนแล้ว เลยบอกให้หนูเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้น้อยที่สุด ทางที่ดีอย่าไปใกล้ชิดกับลูกหลานคนใหญ่คนโตพวกนั้นเลยดีกว่า แล้วก็ให้หนูดูแลตัวเองดีๆ หนูก็บอกไปว่าตกลง”
เฉิงหร่านนิ่งคิดเล็กน้อย “ช่างเถอะ พ่อกับแม่ของเธอพูดถูก พี่ไม่เปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเราแล้วรักษาสถานะแบบนี้ต่อไปดีกว่า ต่อไปถ้าตระกูลเฉิงเป็นอะไรไปจะได้ไม่ลากครอบครัวเธอให้ติดร่างแหไปด้วย ยังไงครอบครัวของเธอก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย เรื่องคราวนี้ทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาทันทีเลยล่ะ หลายครั้งเราก็พึ่งใครไม่ได้เลย มีเพียงอำนาจในมือเท่านั้นที่จะเป็นเกราะป้องกันให้ตัวเองได้ ถ้าพี่ไม่มีตระกูลเฉิงคอยหนุนหลังอยู่แล้วก็ถ้าไม่มีกำลังสนับสนุนจากตระกูลใหญ่สี่ห้าตระกูลนี้ คนที่จะต้องเดือดร้อนเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เห็นทีคงเป็นตระกูลเฉิงของพี่แล้ว พี่ไม่กลัวว่าครอบครัวของเราจะถูกเล่นงาน แต่พี่ไม่อยากทำให้ใครพลอยมาเดือดร้อนไปด้วย โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นคือเธอ”
ถังเสวี่ยเม้มปาก เธอนั่งลงบนเก้าอี้นั่งแบบมีพนักพิงที่วางอยู่ด้านข้างตัวที่ตัวเองเคยนั่งก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้พูดขึ้น “อืม...หนูเข้าใจแล้วค่ะพี่ หนูยอมเห็นแก่ตัวรับความห่วงใยของพี่ไว้คนเดียวได้ แต่หนูให้ครอบครัวของหนูต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้ด้วยกันกับหนูไม่ได้หรอกค่ะ พี่คือพี่สาวของหนู และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”
เจตนาของถังเสวี่ยชัดเจนมาก เธอเข้าไปพัวพันกับคลื่นลมใดๆ ก็ได้ทั้งนั้น แต่ครอบครัวของเธอจะเข้ามาติดร่างแหไปด้วยไม่ได้ นี่คือสิ่งเล็กๆ สิ่งเดียวที่เธอสามารถรับประกันให้คนในครอบครัวได้
แม้ว่าหลักประกันนั้นจะอ่อนด้อย แต่เธอได้ให้คำมั่นสัญญาไว้แล้ว
พวกเธอต่างรู้ดีว่าแค่เฉิงหร่านตกที่นั่งลำบาก จุดจบของถังเสวี่ยเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรเหมือนกัน
เพราะในสายตาของคนอื่นพวกเธอสองคนมีความเกี่ยวข้องกันแล้ว ยากที่จะแยกจากกันได้แล้ว
ความขัดแย้งครั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วปิดฉากลงด้วยอิทธิพลอันแข็งแกร่งของตระกูลเฉิง ขณะที่ตระกูลใหญ่อีกหลายตระกูลที่ได้ร่วมมือกันต่างก็พร้อมใจมองข้ามเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไป
แต่ละฝ่ายได้ร่วมมือศึกษาและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเงียบๆ อีกครั้ง มีบ้างเป็นครั้งคราวที่จะลงมือแย่งชิงทรัพยากรมาจากกิจการใหญ่ต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตแบบที่เคยเป็นเมื่อก่อนนี้ก็ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง
เหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้มีต้นเหตุมาจากตัวเฉิงหร่านเอง นับแต่วันที่เกิดเรื่องจนถึงปัจจุบัน เฉิงหร่านไม่ได้ออกมาแสดงตัวแล้วแจกแจงอะไรแม้แต่น้อย ตระกูลเฉิงเป็นฝ่ายออกมาจัดการอย่างสุดความสามารถ
หลังจากที่เหตุการณ์ปิดฉากลง เฉิงหร่านก็มาโรงเรียน
สี่วันเต็มๆ
เวลาผ่านไปสี่วันเต็มๆ เฉิงหร่านถึงได้กลับมาเรียนอีกครั้ง
ขณะที่เธอกับถังเสวี่ยเดินตามกันมากำลังจะเดินเข้าประตูห้องเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ห้อง A เข้าไปนั้น สายตาประหลาดของเพื่อนทั้งห้องได้จดจ้องมาที่พวกเธอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ถังเสวี่ยขบเม้มริมฝีปากเข้าหากัน หลายวันที่ผ่านมาเฉิงหร่านไม่ได้มาโรงเรียน แต่เธอมา
ตอนนั้นเธอสนิทกับเฉิงหร่าน นั่นเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดี ด้วยเหตุนี้จึงถูกคนอื่นมองด้วยสายตาเหยียดหยัน แน่นอนว่าคำพูดดูถูกเองก็มีไม่น้อย
เรื่องพวกนี้เธอไม่เคยเล่าให้เฉิงหร่านฟัง
ทว่าเฉิงหร่านก็รู้อยู่ดี เฉิงหร่านบอกกับเธอเป็นนัยว่าไม่ต้องมาเรียนช่วงสองสามวันนั้น ให้รอคลื่นลมสงบลงก่อนแล้วค่อยมา
แต่เธอไม่ฟัง เธอยังคงยืนกรานว่าจะมาโรงเรียนทุกวัน
สายตาเหยียดหยามกับคำพูดเหน็บแนมแค่เล็กน้อยมีความหมายอะไรเหรอ
เธอมาโรงเรียนอย่างน้อยก็ยังคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนๆ ในห้องได้ ทั้งยังสืบรู้ข่าวสำคัญๆ บางส่วนมาด้วย แบบนี้เธอจะได้ส่งข่าวอะไรให้เฉิงหร่านได้บ้าง
เธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์ ตอนนั้นเฉิงหร่านกำลังตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ แต่เธอไม่ใช่ เธอเพียงแค่พลอยโดนโกรธไปด้วยเท่านั้น
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา ใกล้จะเริ่มเรียนแล้ว พวกเราไปนั่งกันเถอะ” เฉิงหร่านขมวดคิ้วฉับ ไม่สนใจสายตาของคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย
เฉิงหร่านพูดจบก็จูงมือถังเสวี่ยเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้หลังห้อง จากนั้นก็หยิบสมุดกับหนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะ
ถังเสวี่ยถูกเฉิงหร่านดึงให้มานั่งลง
เห็นอิริยาบถต่างๆ ที่เฉิงหร่านทำเพื่อเตรียมเข้าเรียนด้วยท่าทางคล่องแคล่วเหล่านั้นแล้วถังเสวี่ยก็อดรู้สึกละอายใจขึ้นมาหน่อยๆ ไม่ได้
ตกลงแล้วจิตใจของพี่สาวเธอแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ
ทั้งที่ถูกจ้องด้วยสายตาแปลกๆ มากมายขนาดนั้น แต่เธอกลับยังคงสงบนิ่งและทำเรื่องของตัวเองต่อไปได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด ถังเสวี่ยแอบคิดเงียบๆ อยู่ในใจ
ไม่นานนัก
เสียงกริ่งสัญญาณเข้าเรียนก็ดังขึ้น
ถังเสวี่ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าสายตาที่จ้องเขม็งอยู่รอบตัวลดน้อยลงไปมากในวินาทีนี้ ด้วยเหตุนี้จึงลอบถอนหายใจโล่งอกออกมาเฮือกหนึ่ง
เฉิงหร่านเม้มปากนิดๆ แม้ว่าในใจจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาหยิบสิ่งของที่ตัวเองจำเป็นต้องใช้ในเวลาเรียนออกมาเช่นเดิม
ทันทีที่เสียงกริ่งสัญญาณเข้าเรียนดังขึ้น
เฉิงหร่านทำเมินคนในชั้นเรียนไปทันทีโดยอัตโนมัติพร้อมกับนั่งรอคุณครูอยู่เงียบๆ
ไม่นานนัก
ร่างของชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องเรียน
เฉิงหร่านมองดูอย่างสนอกสนใจ ครูคนนี้เธอไม่เคยเจอมาก่อนเลย
เธอเพิ่งมาเรียนไปได้ทั้งหมดแค่สองสามวันเท่านั้น หลายคนที่อยู่ ณ ที่นี้เธอก็ไม่รู้จักเหมือนกัน
ผู้ชายคนนั้นเดินขึ้นไปบนโพเดียมอย่างไม่รีบร้อนหรือชักช้าจนเกินไป แววตาของเขาสงบนิ่ง เขาพูดขึ้นด้วยจังหวะที่พอดี ไม่รัว ไม่ยืด “เริ่มเรียนกันครับ”
นักเรียนทั้งห้องลุกขึ้นยืน “สวัสดีครับคุณครู/ สวัสดีค่ะคุณครู”
คุณครูคนนั้นเพียงแต่พยักหน้านิดๆ แล้วพูดเสียงเรียบ “นั่งลงเถอะครับ...”
“คาบนี้เราจะมาเรียนเรื่องที่คาบก่อนยังสอนไม่จบนะครับ นักเรียนเปิดหนังสือไปบทที่เจ็ด...”
เฉิงหร่านตั้งใจฟังคำพูดทุกประโยคของครูคนนี้ ขณะเดียวกันก็จดบันทึกลงสมุดเงียบๆ
ครูผู้ชายคนนี้สอนเร็วกำลังดีเลย แถมเสียงพูดนั่นก็รักษาระดับความเร็วเท่าเดิมตลอดตั้งแต่ต้นจนจบด้วย
แบบนี้ฟังแล้วทำให้คนฟังฟังทันในสิ่งที่เขาพูด แล้วก็ตั้งใจเรียนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองครูคนใหม่คนนี้
ผมสีดำของเขาตัดเข้าทรงเรียบร้อย ดวงตาที่ฉายรอยสงบนิ่งคู่นั้นปิดทับเอาไว้ด้วยแว่นตากรอบทองอันหนึ่ง สันจมูกของเขาโด่งสวยเห็นเป็นดั้ง เรียวปากบางที่เม้มเข้าหากันน้อยๆ เป็นสีชมพูเรื่อดูสุขภาพดี
เขาสูงประมาณ 180 เซนติเมตรได้ สวมชุดสูทสีดำคู่กันกับรองเท้าหนังสีดำ
เขายืนอยู่บนโพเดียมแบบนี้ มือเรียวขาวนวลถือหนังสือวิชาคณิตศาสตร์เอาไว้
ทุกครั้งที่เขาพูด หันข้าง หยิบชอล์ก รวมไปถึงอิริยาบถอื่นๆ ล้วนแต่ทำให้คนมองรู้สึกว่าท่าทางเหล่านั้นดูเป็นธรรมชาติ สง่างาม และดูเป็นตัวของตัวเองมากเหลือเกิน
จู่ๆ เฉิงหร่านก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาหน่อยๆ แล้วว่าทำไมเพื่อนๆ ถึงได้ตั้งใจเรียนคาบนี้กันขนาดนั้น
ก็นี่มันคนหล่อที่สุดแสนจะภูมิฐานตัวเป็นๆ เลยนี่นา...
ต่อให้ฟังที่เขาสอนไม่เข้าใจ อ่านตัวเลขทางดาราศาสตร์ในบทเรียนไม่รู้เรื่อง แค่มองคนหล่อสอนหนังสือก็ถือว่าเจริญหูเจริญตาแล้ว!
เฉิงหร่านรู้สึกว่าคุณครูคนนี้อย่างมากก็เพิ่งอายุได้สักยี่สิบห้าปี
โรงเรียนนี้ให้ครูผู้ชายที่ทั้งหนุ่มทั้งหน้าตาดีมาสอนนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่แบบนี้จะดีเหรอ
ดูเหมือนว่าในแววตาของเพื่อนผู้หญิงกว่าครึ่งของชั้นเรียนจะเริ่มส่องประกายวิบวับกันแล้ว
จู่ๆ เฉิงหร่านก็เริ่มรู้สึกเห็นใจขึ้นมาหน่อยๆ คุณครูสุดหล่อคนนี้น่ะนะ เธอจะแอบจุดเทียนให้เขาเงียบๆ อยู่ในใจเล่มหนึ่งแล้วกัน...
คาบเรียนคาบนี้จบลงไปกับน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูมีเสน่ห์ของคุณครูสุดหล่อ ดวงตาที่เป็นประกายวาววับของเพื่อนๆ แล้วก็เทียนที่เฉิงหร่านแอบจุดขึ้นมาเงียบๆ
กริ่งสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น
เฉิงหร่านมองดูคุณครูสุดหล่อคนนั้นเก็บหนังสือเรียนแล้วบอกให้นักเรียนเลิกเรียนได้
หลังจากนั้นเขาก็ก้าวเดินออกจากประตูห้องเรียนไปด้วยท่วงท่าสง่างาม
จนเมื่อคุณครูหนุ่มจากไปแล้ว
ห้องเรียนที่เงียบสงบแห่งนี้ก็พลันเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาในชั่วพริบตา
เสียงซุบซิบถกกันประเด็นต่างๆ ดังมาไม่ขาดสาย พวกเขาลืมไปชั่วขณะว่ายังมีเฉิงหร่านอยู่ ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
“หล่อจังเลย...แต่น่าเสียดาย ครูไป๋เขาอายุมากไปหน่อย...”
“แล้วไง เห็นว่าครูไป๋เพิ่งกลับจีนมา กลับมาแล้วก็มาสอนที่โรงเรียนเลยนี่คงไม่ได้อายุมากเท่าไรหรอก...ห่างกันนิดหน่อยไม่เสียหายอะไรน่า...”
“ใช่ แบบนั้นเขาเรียกว่ามีภูมิฐาน...พวกเธอเข้าใจหรือเปล่า...”
ถังเสวี่ยหันหน้ามานิดๆ พลางหัวเราะเบาๆ “ครูคนนั้นชื่อไป๋เฉินซี ได้ยินว่าเพิ่งไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศแล้วเพิ่งกลับมา พอเรียบจบแล้วก็ถูกส่งมาที่โรงเรียนนี้เลย พวกเราเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่เขาสอนเลยแหละ!”
เฉิงหร่านได้ยินคำว่าไป๋เฉินซีสามคำนั้นแล้วก็พลันรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในใจแว่บหนึ่ง เหมือนว่ามีอะไรบางอย่างฉายวาบผ่านเข้ามา แต่ว่าจับใจความเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เลย
เฉิงหร่านมองดูสีหน้าของถังเสวี่ยอีกครั้ง ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าสีหน้าแบบนั้นถึงได้เหมือนอาการพร่ำเพ้อขนาดนั้นกัน
อย่าบอกนะว่าอาการบ้าคนหน้าตาดีของเธอมันติดต่อกันได้
ที่ผ่านมาเธอไม่เห็นรู้เลยว่าถังเสวี่ยชอบแบบนี้!
ถังเสวี่ยเห็นเฉิงหร่านไม่พูดอะไรก็พูดต่อโดยลดระดับเสียงให้เบาลง “พี่ พี่ว่าครูไป๋หน้าตาเป็นยังไงบ้าง”
เฉิงหร่านมองถังเสวี่ยด้วยแววตาตกใจน้อยๆ
ยายเด็กนี่คงไม่ได้เปลี่ยนใจไปมีรักใหม่หรอกใช่ไหม
ตอนนี้ไม่ได้ชอบโม่ลี่แล้วแต่ไปชอบคุณครูแทนอย่างนั้นเหรอ
มาถามเธอแบบนี้ อย่าบอกนะว่าอยากฟังความคิดเห็นของเธอน่ะ
เฉิงหร่านทะเลาะกับตัวเองอยู่ในใจสักพัก สุดท้ายก็รู้สึกว่าคุณครูไป๋อายุมากไปหน่อยหนึ่ง
ถึงจะหล่อแต่เฉิงหร่านรู้สึกว่าเขาสู้โม่ลี่ที่ชอบถังเสวี่ยด้วยเหมือนกันไม่ได้นี่!
เฉิงหร่านได้ข้อสรุปในใจแล้วจึงร้อยเรียงเป็นคำพูดออกมา “เอ่อ พี่ว่าถึงครูจะหน้าตาดี แต่ว่าพี่โม่ลี่ดีกว่าหน่อยนึง”
ทันใดนั้น ถังเสวี่ยพลันมองเฉิงหร่านด้วยสายตาที่ค่อนข้างประหลาดทันทีพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกไปเล็กน้อย “พี่ พี่ว่าพี่โม่ลี่ดีกว่าเหรอ”
เฉิงหร่านชะงักไปเล็กน้อย
ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าคำถามนี้มันไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไรนะ
ดวงตาใสกวาดมองถังเสวี่ย
ถังเสวี่ยมีท่าทีค่อนข้างประหม่า ที่มุมปากขบเม้มเข้าหากันนิดๆ ขณะที่เจ้าตัวกำลังมองเธอตาไม่กะพริบ
ชั่วขณะนั้น เฉิงหร่านรู้สึกเพียงว่าหางตากระตุกไปเล็กน้อย
บ้าจริง
เธอหวังดีอยากจับคู่ถังเสวี่ยกับโม่ลี่ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าเธอขุดหลุมฝังตัวเองเสียอย่างนั้น
“เธอคิดอะไรอยู่น่ะ! พี่หมายความว่าถึงครูไป๋จะดูมีเสน่ห์แบบคนมีภูมิฐาน แต่พี่รู้สึกว่าพี่โม่ลี่เหมาะสมกับเธอมากกว่า!” เฉิงหร่านแทบจะโมโหเพราะท่าทางกระอักกระอ่วนใจแบบนั้นของถังเสวี่ยแล้ว
ตอนที่พูดคำพูดนี้ออกมาเธอเลยเผลอเสียงดังโดยไม่รู้ตัว
เฉิงหร่านพูดจบถึงเพิ่งมารู้สึกได้ว่าตัวเองทำพลาดไปอย่างหนึ่ง
เธอเหลือบมองเพื่อนคนอื่นในห้องรอบหนึ่งด้วยหางตา
ดีจริงๆ!
ห้องเรียนที่เมื่อครู่ยังเสียงดังโหวกเหวกเหมือนกับตลาดสดพลันเงียบสงัดลงทันที
พระเจ้า คนพวกนี้เป็นอะไรกันเนี่ย
แค่คำพูดประโยคเดียวเอง จำเป็นต้องทำให้บรรยากาศอึมครึมจนกดดันขนาดนั้นเลยเหรอ
ถังเสวี่ยได้ยินที่เฉิงหร่านพูดแล้วก็ตกใจจนอึ้งไปเหมือนกัน
คราวนี้เธอรู้สึกได้ถึงสายตาจิกกัดเพ่งเล็งมา ทำเอาแข็งทื่อไปทั้งตัว
“เหอะ...คนสมัยนี้บางคนก็หน้าด้านมากเลยนะ ไม่รู้จักดูเลยว่าตัวเองเป็นใคร กล้ามาคิดอะไรกับพี่โม่ลี่ที่เป็นทายาทตระกูลใหญ่เหรอเนี่ย ตลกจริงๆ” มู่หรงหมิ่นพูดขึ้นอย่างมีนัย
แม้ว่าครอบครัวของพวกเธอจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน แต่อย่างไรสำหรับตระกูลที่มีสถานะอยู่ระดับกลางค่อนไปทางสูงแล้วนั้น การเล่นงานแค่นี้ทำอะไรพวกเธอถึงรากถึงโคนไม่ได้หรอก
โดยเฉพาะกับโอวหยางเจียเจียที่ครั้งนี้ช่วยตระกูลของพวกเธอไว้มากโข จากที่โอวหยางเจียเจียเคยบอกข้อมูลส่วนตัวให้ฟังมาบ้างนิดหน่อยนั้น เธอมีพี่ชายที่เก่งมากๆ อยู่คนหนึ่ง
แต่เพราะพลัดพรากจากกันไปตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ตอนนี้จะตามหาเขาเจอและพากลับมาแล้ว แต่เขาก็ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัวตน ทำให้ไม่มีใครรู้จักเขาไปโดยปริยาย
ความรุนแรงจากการโจมตีของคลื่นระลอกนี้ลดลงไปในระดับที่มากที่สุดได้ก็เพราะได้พี่ชายของเธอยื่นมือเข้ามาช่วย
เฉิงหร่านขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นห้ามถังเสวี่ยที่หน้าเสียมากพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ “โอ้โห...นี่ใครกันน่ะ ถ้าพูดภาษาคนไม่เป็นก็หุบปากของเธอไปเถอะ การกระทำแบบนี้ของเธอมันสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมมากจริงๆ”
“พี่ เธอชื่อมู่หรงหมิ่น คนที่ก่อเรื่องในวันที่ฝึกทหารวันนั้นก็มีเธอรวมอยู่ในนั้นด้วย แล้วก็เธอ เธอ...” ถังเสวี่ยรู้ว่าเฉิงหร่านไม่รู้จักคนพวกนี้เลยด้วยซ้ำ พอเห็นว่าเฉิงหร่านไม่ให้ตัวเองตอบโต้ เธอเลยได้แต่พูดแนะนำให้เฉิงหร่านฟังเบาๆ
ระหว่างนั้น ถังเสวี่ยได้ไล่ให้ฟังด้วยว่ากลุ่มคนที่มีปัญหากับพวกเธอมีใครบ้าง
มู่หรงหมิ่นโกรธจัดแต่ก็ไม่กล้าสบตากับเฉิงหร่านไปตรงๆ พอได้ฟังรายงานสรุปย่อของถังเสวี่ยแล้วก็พลันแสยะยิ้มเย็นออกมาอย่างอดไม่ได้ “ถังเสวี่ย แน่จริงเธอก็อย่าหลบหลังเฉิงหร่านแล้วมาทำวางก้ามสิ! วันวันทำเป็นแค่อาศัยบารมีคนอื่นมาอวดเบ่ง จริงอย่างที่เขาบอกเลยนะ คนธรรมดาก็เป็นได้แค่คนธรรมดา ต่อให้เรียนโรงเรียนไฮโซแล้วยังไง ไม่ได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง แต่เรื่องประจบสอพลอนี่เก่งเชียวนะ”
“เสียวหมิ่น...เธอพูดเกินไปแล้ว...” โอวหยางเจียเจียปรามมู่หรงหมิ่นเล็กน้อยเป็นเชิงว่าให้เธอหยุดพูด
ขณะที่ซั่งกวนหวั่นกลับไม่พูดอะไรเลย
จากเหตุการณ์การล้มกระดานตระกูลต่างๆ ในครั้งนี้ ครอบครัวของเธอไม่ได้รับผลกระทบอะไรแม้แต่นิดเดียว
นั่นเป็นเพราะเธอไม่ได้ออกตัวเป็นพิเศษ ครั้งนี้เธอเลยรอดมาได้
สำหรับคนที่อ่านสถานการณ์ไม่ออกอย่างมู่หรงหมิ่น คิดว่ามีโอวหยางเจียเจียช่วยแล้วตระกูลตัวเองรอดพ้นจากวิกฤตไปได้ก็ยังคงไม่เห็นใครอยู่ในสายตาและทำเรื่องไร้สมองต่อไปเช่นเดิม
ซั่งกวนหวั่นเห็นแล้วสมเพชจริงๆ
และแน่นอนว่าเพราะตระกูลของเธอไม่ได้รับความเดือดร้อนอะไรด้วยเช่นกัน แม้ว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้กับเธอจะยังคงอยู่ แต่ก็ห่างเหินจากเธออย่างเห็นได้ชัด
“เจียเจีย...” มู่หรงหมิ่นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยอม
โอวหยางเจียเจียถลึงตาใส่ทีหนึ่ง กำลังคิดว่าจะพูดเตือนสติมู่หรงหมิ่นสักหน่อย
แต่แล้วคำพูดประโยคถัดมาของเฉิงหร่านก็ได้ขัดความตั้งใจของเธอไป “มู่หรงหมิ่นใช่มั้ย ตระกูลมู่หรงเหรอ อืม...ฟังดูทรงอิทธิพลมากเลยนะเนี่ย อะไรคืออาศัยบารมีคนอื่นมาอวดเก่งน่ะเหรอ...ฉันว่าฉันเห็นเธอตอนนี้แล้วก็เข้าใจแล้วแหละ”
“เฉิงหร่าน ฉันไม่ได้ว่าเธอสักหน่อย เธอจะปากมากทำไม เพื่อนๆ เขาดูออกกันหมดแหละว่าใครยุ่งเรื่องชาวบ้านแถมยังใช้อำนาจรังแกคนอื่น อย่าคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสหน่อยเลย อย่าคิดว่าบ้านเธอมีอิทธิพลมากแล้วตอนนี้จะยิ่งเอาใหญ่นะ คนอื่นกลัวเธอแต่ฉันไม่กลัวหรอก” มู่หรงหมิ่นจ้องเฉิงหร่านด้วยความโมโห เสียงพูดที่เถียงกลับไปแหลมปรี๊ดแสบแก้วหู
โอวหยางเจียเจียล้มเลิกความตั้งใจที่จะห้ามมู่หรงหมิ่น เธอเองก็อยากดูเหมือนกันว่ายายเฉิงหร่านนี่จะพูดอะไร
“ปากมากเหรอ ใช้อำนาจรังแกคนอื่นเหรอ คุณมู่หรงหมิ่นคะ ไม่ทราบว่าสมองของเธอมีปัญหาหรือเปล่า ให้ฉันเรียกรถพยาบาลพาเธอไปส่งโรงพยาบาลบ้าให้ฟรีๆ สักคันดีมั้ย ใครกำลังหาเรื่องอยู่ทุกคนเขาเห็นกันหมดนั่นแหละ” เฉิงหร่านพูดแล้วหยุดไปครู่หนึ่ง ดวงตาดอกท้อกวาดมองเพื่อนในห้องนิ่งๆ รอบหนึ่งก่อนจะต่อว่าด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ฉันรู้ว่าเธอเกลียดฉันเข้าไส้ การกวาดล้างตระกูลต่างๆ ครั้งนี้ครอบครัวของเธอคงต้องได้รับผลกระทบด้วยเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆ...พูดจริงๆ นะ ถ้าพวกเธอไม่ได้คิดร้ายกับฉัน เรื่องเมื่อหลายวันก่อนก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก พวกเธอคิดว่าพวกพ่อฉันช่วยลบล้างคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ฉันแล้วฉันก็จะอารมณ์ดีไม่ถือสาอะไรแล้วงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ ฉันจะบอกให้นะ พวกเธอน่ะทำตัวดีๆ กันหน่อย อย่าให้ฉันต้องโมโห ไม่งั้นฉันจะทำให้พวกเธอต้องลงไปนอนข้างถนน ไม่มีสิทธิ์มาทำตัวอวดดีได้อีก แล้วก็จะให้พวกเธอได้ลิ้มลองด้วยว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าคนธรรมดา แบบไหนคือขอทาน แบบไหนคือไม่มีอะไรเลย”
“เธอกล้าเหรอ...” มู่หรงหมิ่นชี้หน้าเฉิงหร่านด้วยนิ้วมือที่สั่นเทาไปเล็กน้อย สีหน้าโกรธเกรี้ยวสุดขีด ทว่ากลับหาคำพูดมาเถียงไม่ได้
…………………………………………………