Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 030 ตอนที่ 30

#30Chapter 030

ตอนที่ 30 ประธานเย่อู๋ซิน

กลุ่มเด็กหนุ่มสามสี่คนเดินมาเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลานี้จากไปยิ่งเงียบกริบไม่แม้แต่จะนำฝุ่นหรือละอองควันใดๆ ไปด้วย

เงาร่างด้านหลังนั้นเห็นแล้วเรียกได้ว่าเท่เลยล่ะ

หลังจากที่คุณครูฝึกสบถนั่นนี่ระบายอารมณ์กับตัวเองไปพักหนึ่ง เขาก็ปรับสภาพอารมณ์ให้เข้าที่แล้วรีบตรงไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียนทันที

ตอนนี้เขากำลังมองชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีที่อยู่ตรงหน้า สบสายตากับแววตาที่ดูลุ่มลึกคล้ายว่าผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนคู่นั้น

ทีแรกคุณครูฝึกเผลอข่มอารมณ์กรุ่นโกรธเอาไว้โดยไม่รู้ตัว รวมถึงพยายามปรับน้ำเสียงให้เรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากแต่ถ้อยคำที่พูดฟ้องก็ยังคงมีความรู้สึกโมโหเจืออยู่ไม่น้อย “ผอ.ครับ ตอนแรกผมไม่ได้อยากมาที่ห้องทำงานของผอ.หรอกครับ แต่ตอนนี้ผมไม่มีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่แล้ว พ่อแม่จากครอบครัวเฉิงคู่นั้นเป็นคนไร้เหตุผลสิ้นดี ผมอุตส่าห์พูดโน้มน้าวดีๆ แล้ว พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมฟัง หนำซ้ำยังต่อว่าผมกลับมารัวๆ จนผมพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้นักเรียนคนอื่นก็ไม่เชื่อฟังผมแล้วเหมือนกัน ผอ.ครับ เรื่องนี้ให้ท่านเป็นคนพิจารณาแล้วกันครับว่าจะจัดการยังไง ผมยังไม่ทันได้สร้างหลักปักฐานในฐานะครูเลยแต่ดันมาถูกถีบลงจากตำแหน่งแล้ว เรื่องนี้ผมยอมไม่ได้หรอกนะครับ”

“งั้นคุณอยากให้จัดการยังไงเหรอ” ผู้อำนวยการโรงเรียนถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้ายใดๆ เปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม

ครูฝึกสูดลมหายใจเข้าอีกเฮือกหนึ่งเพื่อข่มอารมณ์โกรธไว้อีกครั้ง จากนั้นจึงพูดอย่างขุ่นเคือง “เรียกนักเรียนห้อง A ที่ชื่อเฉิงหร่านกลับมาครับ ต้องให้เธอเข้าร่วมการฝึกทหารให้ได้ ผอ.ครับ ผมพูดกับท่านตรงๆ เลยแล้วกัน นักเรียนชั้นม.สี่ทุกคนที่เป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตตอนนี้พากันต่อต้านหมดแล้ว ถ้าเด็กที่ชื่อเฉิงหร่านคนนี้ไม่กลับมา การฝึกทหารอีกสิบวันต่อจากนี้ก็คงไม่มีใครมาเข้าร่วมสักคนหรอกครับ พวกเขาทำแบบนี้เพราะต้องการเลียนแบบ ผอ.ครับ เรื่องนี้ท่านน่าจะประเมินได้ชัดเจนว่าอะไรสำคัญอะไรไม่สำคัญ ตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องศักดิ์ศรีของผมแล้ว แต่เป็นปัญหาเรื่องชื่อเสียงของโรงเรียนมัธยมปลายชิงเฉิงทั้งโรงเรียนไปแล้ว เรื่องนี้ปิดเอาไว้ไม่อยู่ อีกไม่นานคนนอกจะต้องรู้ข่าวแน่ๆ ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงแล้วล่ะครับ ให้เจรจากับครอบครัวเฉิงนี่เป็นไปไม่ได้เลยสักนิด”

“ประธานเฉิงไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลนี่! ผมเคยเจอเขา...” ผู้อำนวยการโรงเรียนยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม คำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นให้ความรู้สึกต่างไปจากครูฝึกโดยสิ้นเชิง

น้ำเสียงแบบนั้นเรียกได้ว่าผ่อนคลายและสงบทีเดียว

ครูฝึกเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าติดจะถมึงทึงอยู่บ้าง “ผอ.ครับ ตอนนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ แต่ปัญหาคือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของโรงเรียนเรา ตอนนี้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับนักเรียนม.สี่ ต่อไปจะรับสมัครนักเรียนดีๆ ได้ยังไงครับ อีกอย่างถ้าครั้งนี้ผอ.ยอมยกเว้นให้เฉิงหร่านจากตระกูลเฉิง แบบนี้จะต้องมีคนที่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าเธอโผล่มาอีกแน่นอน ถึงตอนนั้นกฎระเบียบของชิงเฉิงก็จะรวนไปหมด ผอ.เข้าใจเรื่องพวกนี้มั้ยครับ”

ผู้อำนวยการโรงเรียนนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะโบกมือปัด “เอาล่ะ ผมเข้าใจแล้ว คุณกลับไปก่อนเถอะ”

“แล้วเรื่องนี้ล่ะครับ! ปล่อยไปแบบนี้เลยเหรอ” ครูฝึกไม่อยากให้เรื่องจบลงทั้งอย่างนี้เลยถามจี้จุดไปตรงๆ

“ทำไมคุณถึงไม่เข้าใจกันนะ คุณคิดว่าผมไม่รู้เหรอว่าทำไมเฉิงหร่านจากตระกูลเฉิงถึงไม่มาโรงเรียน เธอไม่ได้ไม่ทำตามกฎของโรงเรียนหรอก เธอมีปัญหาทางสุขภาพ เข้าร่วมการฝึกทหารไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าหากพลาดเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ความผิดนี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ที่ผมไม่ได้ประกาศความจริงเรื่องนี้ออกไปก็เพราะทางครอบครัวเฉิงขอร้องเอาไว้ คุณเฉิงเหยียนเขาไม่อยากให้ลูกสาวเขาต้องใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนโดยที่ถูกคนอื่นคอยจับตามองหรือถูกคนอื่นเอาไปนินทากันว่าลูกสาวของเขาผิดปกติ เพราะอย่างนั้นผมเลยแค่แจ้งคุณเท่านั้น จดหมายอนุญาตที่ผมให้คุณไปคุณไม่ได้อ่านเหรอ” ผู้อำนวยการโรงเรียนขมวดคิ้วอย่างระอาใจ เขาเหลือบขึ้นมองใบหน้าของครูฝึกที่กำลังโมโหหน้าดำหน้าแดง มองดูท่าทางของเขาที่โกรธจนเสียสติแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากอธิบายออกมาเป็นครั้งแรก

“สองวันนี้ผมยุ่งมากครับเลยไม่ทันได้สังเกตว่าได้รับจดหมายอะไรมา แล้วเฉิงหร่านป่วยเป็นโรคอะไรเหรอครับ ทำไมถึงเข้าร่วมการฝึกทหารไม่ได้ ยังไงก็ต้องอธิบายกันให้เป็นหลักฐานชัดๆ สิครับ ไม่อย่างนั้นใครจะเชื่อว่าเป็นความจริง! ผู้ปกครองสมัยนี้ใช้ข้ออ้างแบบนี้มาสปอยล์ลูกตัวเองกันไม่รู้ตั้งเท่าไร ตอนนี้ลองคิดดูยิ่งเหมือนเป็นข้ออ้างจอมปลอมเข้าไปใหญ่ เพราะคิดว่าครอบครัวตัวเองมีอิทธิพลมากก็เลยกล้าทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวใครแบบนี้” ครูฝึกนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แล้วพาลรู้สึกยอมไม่ได้

ถ้าไม่ได้ข้อสรุปออกมา เขามีหรือจะยอมรามือ

“คุณออกไปก่อนเถอะ!” เห็นได้ชัดว่าผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อยากพูดอะไรให้มากความแล้ว

สำหรับครูฝึกที่เพิ่งมาโรงเรียนวันแรกแล้วก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ เขารู้สึกเห็นใจเหมือนกัน

แต่เขาก็รู้สึกรังเกียจความคิดแบบนี้ของครูฝึกที่เห็นได้ชัดเจนว่ายังไม่มีวุฒิภาวะด้วยเหมือนกัน

เป็นครูฝึกแต่ไม่มีความอดทนแม้แต่น้อย กับเด็กสาวที่เพิ่งอายุสิบหกสิบเจ็ดปีคนหนึ่งเขาก็ยังเจ้าคิดเจ้าแค้นได้ขนาดนี้

ผู้อำนวยการโรงเรียนรู้สึกผิดหวังมากจริงๆ

“ผอ.ครับ...” ครูฝึกตะโกนออกมาอย่างไม่ยอม

“ออกไป”

“ได้ครับ ผมจะไป ผอ.ครับ วันนี้ผมขอลั่นวาจาไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน ถ้าโรงเรียนไม่ออกหน้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดผมจะขอลาออก โรงเรียนชิงเฉิงแห่งนี้ผมไม่อยู่มันแล้วก็ได้!” ครูฝึกพูดจบแล้วก็เดินจากไปทันที

แผ่นหลังนั้นเหยียดตรงมาก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจสุดขีด ทั้งยังโมโหด้วย

“เฮ้อ...ยังไงก็ยังเด็กเกินไปอยู่ดี...คิดอะไรง่ายเกินไป” ผู้อำนวยการโรงเรียนถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง คิดทบทวนเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีเขาอยู่เพียงลำพัง

หลายวันมานี้ สถานการณ์ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงปั่นป่วนเสมือนตกอยู่ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง

ทางด้านโรงเรียนไม่ได้ยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องของเฉิงหร่านแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร แต่สรุปแล้วคือไม่ได้ออกมาตอบรับใดๆ อย่างเป็นทางการ

การฝึกทหารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่จึงหยุดไปด้วยเหตุนี้ ครูฝึกได้ลาพักร้อนไปแล้ว

ยึดตามที่เขาบอกก็คือ ‘ถ้าเฉิงหร่านไม่กลับมา เขาก็จะไม่มาโรงเรียน’

ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้พูดอะไร หากแต่อนุมัติคำขอลางานของครูฝึก

ทันทีที่ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ ก็ทำให้ครูฝึกโมโหจนควันออกจมูกออกหู เขาเดินหุนหันออกไปทันทีด้วยความขุ่นเคือง

เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นขึ้นที่โรงเรียนชิงเฉิงชื่อดังซึ่งใครๆ ก็ต่างให้ความสนใจ แน่นอนว่าต้องทำให้มีคนจำนวนมากจับตามอง

สื่อจากภายนอกยิ่งมีมากขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้เวลาลูกหลานไฮโซจะเข้าหรือออกโรงเรียนทีก็มักถูกคนที่ดูเหมือนปาปารัซซี่ขวางเอาไว้บ่อยๆ และเอาแต่ถามคำถามจำพวกที่ว่าเพราะอะไรทางโรงเรียนถึงได้เงียบอยู่แบบนี้!

บ้างก็ถามว่าครูฝึกไปไหนแล้ว พวกเขาอยากสัมภาษณ์

บ้างก็ถามว่าทำไมตระกูลเฉิงไม่ออกมาอธิบายอะไรสักอย่าง เป็นเพราะมีความลับบางอย่างที่บอกใครไม่ได้ใช่หรือเปล่า

และคำถามอื่นๆ อีกมากมาย...คำถามเหล่านี้ล้วนแต่เริ่มรบกวนการดำเนินงานตามปกติของโรงเรียน ทั้งยังสร้างความไม่พอใจให้นักเรียนกลุ่มใหญ่อีกด้วย

นักเรียนในโรงเรียนหลายคนเริ่มลาเรียน คนที่อยากโดดเรียนก็เพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

ผ่านมาสามวันแล้ว แค่เพียงสามวันเท่านั้น

โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงทั่วทั้งโรงเรียนได้เข้าสู่พิธีชำระล้างของพายุฝนฟ้าคะนอง

“คุณชายไป๋ครับ ตอนนี้นับวันเรื่องนี้ยิ่งควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ โรงเรียนถูกโจมตีจากหลายทาง ยังไม่พูดถึงสื่อกับนักข่าวภายนอกจำนวนนับไม่ถ้วนแล้วกันครับ ลำพังแค่นักเรียนในโรงเรียนตอนนี้พวกเขามีทั้งคนที่โดดเรียน ตอนแรกยังพอทำตามกฎระเบียบอยู่บ้าง มีเขียนจดหมายลาเรียนมาส่ง ตอนนี้คิดจะทำก็ทำเลย พวกเขาจะมาโรงเรียนก็เข้ามาได้ง่ายๆ พอจะออกไปก็ไปได้ง่ายๆ เหมือนกัน ไม่มีอะไรเข้มงวดเลยครับ” ในห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนมองคุณชายในมาดภูมิฐานคนดังกล่าวที่ดูไม่ยินดียินร้ายอะไรพลางพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความเกรงใจ ทั้งยังเจือด้วยความนอบน้อมแบบที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

“ไม่เป็นไร อีกไม่นานเรื่องทุกอย่างนี้ก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ส่วนครูฝึกน่ารำคาญคนนั้นถ้ายังโง่อยู่ก็เปลี่ยนคนไปเถอะ โรงเรียนไม่ได้ขาดครูเก่งๆ อยู่แล้ว” เด็กหนุ่มผู้ซึ่งมีท่าทางภูมิฐานแลดูงดงามพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย หากแต่ถ้อยคำที่พูดออกมานั้นกลับไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ เจืออยู่ด้วย

“แล้วเฉิงหร่านจากตระกูลเฉิงล่ะครับ”

เด็กหนุ่มปรายตามองผู้อำนวยการโรงเรียนนิดๆ สายตานั้นทำให้สีหน้าเรียบนิ่งของผู้อำนวยการโรงเรียนเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย คราวนี้เขาถึงได้ระบายยิ้มบางแล้วพูดขึ้นอย่างมีมารยาทและดูสง่า “รบกวนจัดการให้ด้วยนะครับ ผมต้องการสถานภาพสักอย่าง ขอเป็นครูที่สอนนักเรียนม.สี่แล้วกัน! รายละเอียดเป็นยังไงเอาตามที่คุณเห็นว่าสมควรได้เลย”

เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน ยกมือขึ้นปัดละอองฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนแขนเสื้อ ก่อนจะตวัดมามอง “ต่อไปเรื่องของเฉิงหร่านจากตระกูลเฉิง โรงเรียนไม่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งนะครับ ผมรับผิดชอบเธอเอง”

“ครับ” ผู้อำนวยการโรงเรียนลุกขึ้นยืน ตอบตกลงไปโดยไม่โต้แย้งอะไรมากมาย

จนกระทั่งเด็กหนุ่มเดินจากไปด้วยท่วงท่าสง่างามและเยือกเย็น

คราวนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนถึงนั่งลง สีหน้านิ่งขรึม

เรื่องนี้เขาเองก็ใช่ว่าไม่อยากยุ่ง เพียงแต่เขาไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ต่างหาก!

“เฮ้อ...จะเปลี่ยนขั้วอำนาจแล้วสินะ...”

สามวันมานี้ เฉิงเหยียนไม่ได้อยู่ว่างๆ เลยเหมือนกัน เขาได้ขอความร่วมมือจากตระกูลไป๋ ตระกูลจี้ ตระกูลอัน ตระกูลโม่ รวมถึงตระกูลหานด้วยเช่นกัน

สำหรับตระกูลหานแล้ว หานอวี่เจ๋อผู้ซึ่งมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างแน่นอนเป็นคนพูดโน้มน้าวหานเอ้าเทียนกับภรรยาเพียงลำพัง

ขณะที่ตระกูลโม่มีโม่ลี่คนเดียวที่แสดงออกอย่างเย็นชาหากแต่ยืนกรานหนักแน่นว่าเขาไม่อาจนิ่งดูดายอยู่ได้ การกระทำเหล่านี้ทำให้ดวงตาคู่สวยของคุณนายโม่วูบไหวเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็ถือว่าเธอตกลงจะช่วยแล้วเช่นกัน

ทางฝั่งตระกูลไป๋นั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงแล้ว พอเกิดเรื่องขึ้นประธานใหญ่ของตระกูลไป๋ก็ติดต่อเฉิงเหยียนทันที

ทั้งคู่ถกกันถึงประเด็นหลักทันทีโดยไม่มัวพูดอารัมภบทถึงส่วนที่ไม่มีสาระ พวกเขาปรึกษากันโดยไม่อ้อมค้อมแม้แต่นิดเดียว คุยกันว่าจะสยบและข่มบรรดาตระกูลขนาดเล็กเหล่านั้นที่มาสร้างความวุ่นวายอย่างไรถือเป็นการตักเตือน

ในเวลาต่อมา

กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ เหล่านี้ได้ร่วมมือกันเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ

สามวันผ่านไป

เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มพูดไว้ไม่มีผิด ลมพายุที่พัดมาในรูปแบบของความแข็งแกร่งและรุนแรงครั้งนี้ ได้ล้มกระดานขั้วอำนาจของตระกูลต่างๆ ในเมือง A ไปเป็นแถบ ทั้งตระกูลใหญ่และตระกูลเล็ก

ตอนแรกก็พูดกันดีๆ มีข่มขู่บ้าง ตั้งเงื่อนไขบ้าง ทุกฝ่ายดูเหมือนว่าจะตกลงกันได้และจบเรื่องไป

ทว่าภายหลังเมื่อเวลาผ่านไปแล้วมีคนเห็นว่าตระกูลเฉิงรวมอยู่ในกลุ่มอำนาจหลักนี้ด้วย แน่นอนว่าย่อมต้องอยากกอบโกยผลประโยชน์ทางธุรกิจให้มากที่สุด

แต่ว่าเฉิงเหยียนเป็นใคร หานเอ้าเทียนเป็นใคร ไหนจะประธานใหญ่แห่งตระกูลไป๋อีก เขาเป็นใครกัน คนเหล่านี้ที่ไม่ต่างอะไรจากจิ้งจอกเฒ่ามีหรือจะไม่ทันนึกถึงประเด็นนี้

หลังจากที่ถูกตระกูลต่างๆ มากมายปฏิเสธการเจรจาด้วยท่าทางขอไปทีก็ได้ยินเลขานุการบอกว่ากำลังรอข้อมูลส่วนที่รายงานกลับมา

เฉิงเหยียนแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ตอนนี้เริ่มลงมือโดยไม่ต้องไปเจรจาแบบนัดเจอกันแล้ว ทำทุกอย่างตามแผนขั้นสุดท้าย ร่วมมือกับตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นให้สุดความสามารถ ถ้าหากตระกูลเล็กๆ พวกนั้นยังมัวทำตัวมีปัญหาไม่ยอมกลับโรงเรียนเพราะเรื่องของลูกสาวผมอยู่อีก รวมถึงคนที่ปล่อยข่าวลือพวกนั้นด้วย เตือนพวกเขาด้วยการปิดปากขั้นเด็ดขาดให้หมด ตระกูลไหนขัดขืนทำเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาก็เก็บกวาดไปให้หมด ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ต้องถลกหนังพวกเขาออกมาชั้นหนึ่งให้ได้”

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนเงียบอยู่สักพักก่อนจะโน้มตัวลง “ครับ ท่านประธาน”

“ไปเถอะครับ พวกคุณออกไปกันหมดนี่แหละ ผมเตรียมการไว้แล้ว” ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนสะบัดมือวูบแล้วพาเลขานุการคนอื่นที่เหลืออีกสองสามคนเดินออกไปกันหมด

“พ่อคะ คราวนี้คงผิดใจกับคนอื่นเยอะแยะเลยใช่มั้ย” เฉิงหร่านเดินออกมาจากห้องพักผ่อนของประธานใหญ่พร้อมเอ่ยถามอย่างค่อนข้างเป็นกังวล

“ลูกไม่ต้องสนใจหรอก ถึงเวลาจัดการกับคนพวกนี้แล้ว ไม่งั้นจะรักษาศักดิ์ศรีของสิบเครือยักษ์ใหญ่ไว้ได้ยังไง คิดจะมากอบโกยผลประโยชน์จากกิจการของตระกูลเฉิงกันง่ายๆ แบบนี้ ถ้าไม่สั่งสอนด้วยเลือดสักหน่อยพวกเขาก็ไม่เข้าใจหรอกว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าอำนาจการตัดสินใจเป็นของตระกูลใหญ่”

เฉิงหร่านเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พ่อคะ ตกลงทำไมพ่อถึงไม่บอกความจริงกับหนูเหรอคะ สุขภาพของหนูไม่แข็งแรงใช่มั้ยคะ ไม่งั้นทำไมพ่อไม่บอกไปล่ะคะว่าหนูป่วยเป็นโรคอะไร แค่ประกาศออกไปก็ไม่มีใครตั้งแง่อะไรได้แล้ว อย่าบอกหนูนะคะว่ากลัวหนูรับสายตาต่างๆ นานาของเพื่อนๆ ไม่ได้ พ่อก็รู้ว่าหนูไม่เชื่อหรอก”

“เสียวหร่านลูก! เรื่องนี้ลูกอย่าถามเลยดีกว่า ไม่ว่ายังไงพ่อก็จะทำให้ลูกกลับมาสุขภาพแข็งแรงให้ได้ เรื่องทั้งหมดนี้ลูกไม่ต้องรู้แหละดีที่สุด เรื่องนี้เป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นตระกูลเฉิงของเราจะปกป้องลูกไม่ได้ ลูกเข้าใจความลำบากใจของพ่อใช่หรือเปล่า”

เฉิงหร่านเห็นแววตาของคนเป็นพ่อฉายรอยสลดใจที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ รวมถึงร่องรอยของความท้อแท้และอ่อนล้าอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

เธอเงยหน้าขึ้นแล้วส่งเสียงตอบรับเบาๆ ในลำคอทีหนึ่ง “ค่ะ หนูจะไม่ถาม”

แต่หนูจะไปสืบ...

หลังจากออกมาจากเฉิงกรุ๊ป

เฉิงหร่านตรงกลับบ้านพักทันที เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านพักเธอก็บังเอิญเจอหานอวี่เจ๋อเข้าพอดี

เด็กสาวเดินเข้าไปหา เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ขอบคุณนะคะพี่หานอวี่เจ๋อ หนูรู้ว่าตระกูลหานยอมช่วยก็เพราะพี่”

“ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ อย่างช้าสุดก็คือพรุ่งนี้ เดี๋ยวน้องก็กลับไปเรียนได้เหมือนเดิมแล้ว จะไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องที่น้องไม่ได้เข้าร่วมการฝึกทหารอีกแล้ว การฝึกทหารของชั้นม.สี่ถูกยกเลิกไปล่วงหน้าแล้ว อีกอย่างครูฝึกคนนั้นของพวกน้องก็หายตัวไปจากเมือง A อย่างไร้ร่องรอยแล้วเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร ถ้าไม่ใช่เพราะพี่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของโรงเรียนมัธยมปลายชิงเฉิงก็เกือบไม่รู้แล้วเหมือนกัน” น้ำเสียงของหานอวี่เจ๋อเรียบเฉย แววตาคู่นั้นทอดมองดวงหน้าสดสวยหากแต่ติดจะซีดเผือดไปบ้างของเฉิงหร่านด้วยแววตาที่ฉายรอยลึกซึ้งอยู่หน่อยๆ

เฉิงหร่านพยักหน้าโดยไม่ได้รู้สึกยินดีอะไร ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ “หนูรู้แล้วค่ะ ความช่วยเหลือของพวกพี่ ไว้ในอนาคตถ้าต้องการให้ตระกูลเฉิงช่วยเหลืออะไรพวกเราก็จะไม่ปฏิเสธแน่นอนค่ะ”

หานอวี่เจ๋อไม่ได้ตอบกลับ เพียงแค่เหลือบมองเฉิงหร่านแว่บหนึ่งด้วยสายตาซับซ้อน จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันที เงาหลังของร่างสูงเดินห่างออกไปไกลแล้ว เสียงของเจ้าตัวค่อยลอยแว่วมากับสายลม “อืม...เดี๋ยวฉันไปบอกพวกโม่ลี่ต่อให้”

เหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ถูกสยบลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ไม่เกินหนึ่งวัน เครือธุรกิจของตระกูลใหญ่อันดับต้นๆ ก็ร่วมมือกันควบคุมสถานการณ์ไว้ได้สำเร็จ

ตระกูลขนาดใหญ่กลางเล็กในเมือง A ต่างก็ได้รับผลกระทบกันไปมากบ้างน้อยบ้าง หากแต่ไม่ถึงกับทำให้ธุรกิจล้มละลาย ถือว่าตระกูลเฉิงยังพอปรานีอยู่บ้าง

สำหรับสื่อภายนอกก็ถูกปิดปากไปเหมือนกัน โดยเฉพาะนักข่าวที่ชอบมาเฝ้ารอบๆ โรงเรียนคอยขวางนักเรียนพวกนั้นต่างก็หายตัวไปภายในวันเดียว ไม่หลงเหลืออยู่เลยสักคน

บรรดานักเรียนไม่มีคนคอยมารุมขวางทาง ซ้ำยังมีแรงกดดันและคำขู่ของตระกูลใหญ่สามสี่ตระกูลนี้ คราวนี้มีหรือจะกล้าพูดอะไร ทุกคนต่างก็ยอมกลับมาแต่โดยดี ไม่ขาดหายไปไหนสักคน

ข่าวและรายงานทุกอย่างตลอดสามวันที่ผ่านมาหายวับไปภายในวันเดียว ข้อมูลทุกอย่างที่ส่งผลกระทบในด้านลบก็ถูกแฮ็กเกอร์เข้ามาจัดการ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องพังยับเยินอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้

แม้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดของเรื่องทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่เพราะพายุฝนที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดได้ก่อตัวขึ้นในเมือง A ทุกคนเลยเริ่มกลัวสิบตระกูลยักษ์ใหญ่กันขึ้นมาแล้ว

และจุดสนใจก็หันเหไปแล้วด้วยเช่นกัน

ตอนนี้ขอเพียงเป็นคนของสิบตระกูลใหญ่ คนที่เดินกันอยู่บนถนนล้วนแต่จะหลบไปเดินห่างๆ ข้างทาง เวลาเพื่อนนักเรียนด้วยกันเจอทายาทของสิบตระกูลใหญ่ก็จะถอยออกไปให้ไกลเพื่อให้เกียรติด้วยเช่นกัน แบบนี้จะยังมีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์อะไรอยู่อีกที่ไหนกัน

ขณะที่บอกว่าคนส่วนมากเริ่มกลัวกลุ่มเครือธุรกิจใหญ่ ทว่าคนบางส่วนกลับไม่ได้คิดแบบนี้

“ท่านประธานครับ เอกสารพวกนี้เป็นรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มตระกูลใหญ่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาร่วมมือกันเป็นครั้งแรกยังเข้ากันได้ดีแบบนี้ ต่อไปจะส่งผลเสียกับพวกเราหรือเปล่าครับ” เลขานุการคนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนจะค่อยๆ วางเอกสารในมือทีละชิ้นลงตรงหน้าชายคนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของประธานพร้อมกล่าวรายงานด้วยใบหน้านอบน้อม

ชายคนนั้นเหลือบมองเล็กน้อย นัยน์ตาเย็นเยียบที่ดูหยิ่งนั้นหรี่ลงเล็กน้อย ในแววตาคู่นั้นฉายรอยดุดันปนเจ้าเล่ห์อย่างที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำระคนเย็นชาหากแต่ให้ความรู้สึกถึงพลังปีศาจอันทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน “นึกไม่ถึงเลยว่าผมไม่อยู่เมือง A แค่ไม่กี่วัน ที่นี่ก็เปลี่ยนขั้วอำนาจไปแล้ว แถมเครือธุรกิจหลายเครือยังร่วมมือกันอีก ผลลัพธ์แบบนี้ทำให้ผมกังวลมากจริงๆ...ไม่รู้ว่าตำแหน่งประธานของผมนี่ก็รักษาเอาไว้ได้อีกไม่นานหรือเปล่านะ”

เลขานุการชายไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา และไม่ได้ตอบรับกลับไปเช่นกัน

…………………………………………………

devc-88b8c9ff-33080Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 030 ตอนที่ 30