Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 029 ตอนที่ 29
ตอนที่ 29 คุณนายตระกูลเฉิงผู้พิทักษ์ลูกสาว
“รับ” คุณพ่อเฉิงตอบกลับมาคำเดียวโดยไม่แม้แต่จะลังเล
เฉิงหร่านพยักหน้าแล้วกดรับสายโดยไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดอีก “ค่ะ...สวัสดีค่ะ ที่นี่สำนักงานประธานเฉิงค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
คำพูดของเฉิงหร่านเป็นการเป็นงานมาก เสียงใสๆ ของสาวน้อย ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าสบายหูมาก
คนที่โทรศัพท์เข้ามาคิดว่าเลขานุการเป็นคนรับสายเลยตอบกลับมา “สวัสดีครับ ผมเป็นครูฝึกประจำห้อง A ของโรงเรียนมัธยมปลายชิงเฉิง ผมขอเรียนสายท่านประธานหน่อยครับ พอดีผมมีเรื่องอยากคุยกับท่านประธาน เรื่องเกี่ยวกับลูกสาวของเขาน่ะครับ”
เฉิงหร่านเลิกคิ้ว เข้าใจทันทีว่าฝ่ายที่โทรศัพท์มาเป็นใคร น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนกลับมานิ่งขรึมโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะตอบกลับไปเรียบๆ “สวัสดีค่ะ หนูคือเฉิงหร่านเองค่ะ ตอนนี้พ่อของหนูไม่ค่อยสะดวกเท่าไร ครูรอสักครู่นะคะ”
“อะไรนะ เธอคือเฉิงหร่านห้อง A เองเหรอ งั้นก็พอดีเลย พูดกับเธอก็เหมือนกันแหละ นักเรียนเฉิง เธอโดดการฝึกทหารแบบนี้เป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นมากๆ เลยนะ เพราะเธอทำแบบนี้ วันนี้ที่โรงเรียนเลยมีเพื่อนอีกสิบกว่าคนพากันต่อต้านกฎของโรงเรียน การฝึกทหารของที่นี่ไม่ใช่เรื่องลำบากลำบนอะไรมากมายเลย ครูหวังว่าเธอจะไม่ทำตัวให้มีอภิสิทธิ์เกินใครมากนักเลยนะ”
“แต่ว่าพ่อของหนูตกลงกับทางโรงเรียนไว้แล้วนะคะว่าหนูไม่ต้องไปเข้าร่วม ครูฝึกไปสอบถามที่สำนักงานผู้อำนวยการโรงเรียนได้เลยค่ะ” เฉิงหร่านตอบกลับมาอย่างเยือกเย็น คำพูดของเธอไม่มีความรู้สึกประหม่าเจืออยู่แม้แต่น้อย
“ทำข้อตกลงไว้เหรอ ครูไม่เห็นได้รับแจ้งอะไรเลย อีกอย่าง ที่โรงเรียนมัธยมปลายชิงเฉิงไม่เคยมีนักเรียนคนไหนไม่เข้าร่วมการฝึกทหารมาก่อน นักเรียนเฉิง อย่าคิดว่าเอาชื่อประธานเฉิงมาอ้างแล้วเธอจะทำเรื่องเห็นแก่ตัวแบบนี้ได้เชียว”
“โรงเรียนมัธยมปลายชิงเฉิงไม่เคยมีนักเรียนไม่เข้าร่วมการฝึกทหารเหรอคะ งั้นครูฝึกหมายความว่าถ้าหนูไม่กลับไปชิงเฉิงก็จะเตรียมไล่หนูออกใช่มั้ยคะ” เฉิงหร่านพูดทวนคำพูดของครูฝึกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธอหัวเราะเบาๆ และเอ่ยถามประโยคหนึ่งอย่างไม่สะท้าน
ครูฝึกที่อยู่ที่สนามฝึกซ้อมได้โมโหจัดไปแล้วเรียบร้อย ดูจากใบหน้าที่ขึ้นสีดำแดงไม่หยุดก็รู้ได้แล้ว
กลุ่มของโอวหยางเจียเจียเห็นแบบนี้สีหน้าก็พลันฉายรอยเย็นชาขึ้นส่วนหนึ่งพร้อมอมยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ‘เฉิงหร่าน ดูเหมือนว่าเธอร้ายใช่ย่อยเลยนะ!’
ดูจากสีหน้าแบบนี้ของครูฝึกแล้วเธอก็คาดการณ์ถึงผลสุดท้ายได้แล้ว
เฉิงหร่านจะต้องยอมกลับมาแต่โดยดี
ฮ่าๆ ฉันปล่อยให้เธอทำตัววางมาดเป็นคุณหนูคนใหญ่คนโตไปก่อน อีกเดี๋ยวเธอก็ต้องยอมกลับอยู่ดีไม่ใช่เหรอ
“เจียเจีย เธอว่าครูฝึกจะเรียกเฉิงหร่านกลับมาได้มั้ย” มู่หรงหมิ่นแอบหันหน้ามาถาม
“รอดูเอาเถอะ ถ้าไม่ผิดจากที่ฉันคาดไว้ละก็ ยังไงก็ต้องกลับมา” เธอพูดอย่างมั่นใจ ทั้งยังรู้สึกสะใจอยู่หน่อยๆ
“งั้นก็ดี...” มู่หรงหมิ่นหัวเราะร้ายพร้อมทำหน้าดีใจ
ซั่งกวนหวั่นเม้มปากเข้าหากัน ทำให้ครูฝึกไม่พอใจนี่ยังจะไม่กลับมาได้อีกเหรอ
ต้องรู้ก่อนว่าไม่ใช่ว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีผู้มีอิทธิพลคอยหนุนหลัง จวบจนปัจจุบันนี้ยังไม่มีตระกูลใดสืบพบเลยว่าอำนาจอะไรที่คอยอุ้มชูชิงเฉิงเอาไว้
แต่ไม่ต้องอะไรมากก็รู้ได้ว่าต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ
ถังเสวี่ยเม้มปากเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าตัวเองยืนอยู่ริมแถว อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจเธอ เด็กสาวจึงกลับหลังหันแล้วแอบวิ่งออกไปทันที
เธอจะไปหาหานอวี่เจ๋อกับเพื่อน ผลที่พวกโอวหยางเจียเจียคาดเดากันไว้ แม้ถังเสวี่ยจะนึกคำตอบออกมาได้ไม่ครอบคลุมทุกจุด
แต่เธอรู้ดีว่าทันทีที่เฉิงหร่านกลับมา ครูฝึกคนนั้นต้องไม่ยอมรามือไปง่ายๆ แน่นอน
“นักเรียนเฉิงหร่าน เธอคิดว่าพวกเราทำอะไรเธอไม่ได้เหรอ ชิงเฉิงก่อตั้งมาร้อยปี มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โรงเรียนจะไล่เธอออกหรือเปล่าครูไม่รู้หรอก แต่ถ้าเธอยังไม่ยอมกลับมาละก็ ครูจะเป็นคนยื่นเรื่องให้โรงเรียนขอให้เธอลาออกเอง” ตอนนี้เอง เสียงตะคอกของครูฝึกดังกลบเสียงซุบซิบของทุกคน เสียงนั้นดังสนั่นราวกับดินปืนที่ถูกจุดให้ปะทุไม่มีผิด
“ใครกันทำไมถึงได้เก่งขนาดที่กล้ามาให้ลูกสาวผมลาออกเชียว อวดดีมากจริงๆ นะ” คุณพ่อเฉิงประคองคุณแม่เฉิงที่ตอนนี้หยุดไอแล้วและใบหน้าค่อยๆ กลับมาเป็นสีขาวนวลอีกครั้งเดินออกมา ทันทีที่ออกมาก็ได้ยินเสียงตะคอกดังมาจากปลายสาย เสียงนั้นไม่เบาเลยจริงๆ
แม้แต่คุณแม่เฉิงที่ดูจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรเองก็ได้ยินเช่นกัน เธอพาลขมวดคิ้วฉับทันที “ได้! จะรังแกคนในครอบครัวฉันใช่มั้ย นี่ใครน่ะ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครที่เก่งกล้าขนาดว่าจะมาไล่ลูกสาวฉันออก!”
คุณแม่เฉิงพูดจบก็สะบัดมือคุณพ่อเฉิงออกทันที ท่าทางอ่อนแอเหมือนใบหลิวลู่ลมเปลี่ยนกลับมาแกร่งกล้าในชั่วพริบตา ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวฉับๆ สับรองเท้าส้นสูงดังตึกๆๆๆ แล้วเดินเข้าไปแย่งโทรศัพท์มือถือมาทันทีพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “คุณเป็นใคร ทำไมคะ ได้ยินว่าจะไล่ลูกสาวฉันออกเหรอ กล้าจังเลยนะคะ ไม่ทราบว่าเป็นคนของตระกูลใหญ่โตจากประเทศไหนเหรอ มาวางอำนาจบาตรใหญ่ที่จีนเชียว”
ที่ประเทศจีน สิบเครือธุรกิจใหญ่ก็คือผู้ทรงอิทธิพลของประเทศ
นอกจากจะเป็นต่างประเทศแล้ว คุณแม่เฉิงนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครกล้ามาหาเรื่องครอบครัวของพวกเธอ
หรือว่าธุรกิจต่างประเทศอาจไปขัดผลประโยชน์กับคนกลุ่มไหนเข้า ตอนนี้เลยพาลมาสร้างความเดือดร้อนให้ลูกสาวของเธออย่างนั้นเหรอ
คุณพ่อเฉิงเองก็ทำหน้าถมึงทึงเหมือนกัน เขาเดินมาหยุดยืนนิ่งข้างๆ คุณแม่เฉิง และไม่ได้ห้ามคุณแม่เฉิงไม่ให้โวยวายแต่อย่างใด
มีคนคิดจะปิดกั้นอนาคตลูกสาวของเขาอย่างนั้นเหรอ แบบนี้ไม่ต่างอะไรจากมากระตุกหนวดเสือของคุณพ่อเฉิงเลยสักนิด
ไม่ให้โมโหคงไม่ได้หรอก
ด้านครูฝึกที่อยู่ในสายพลันอึ้งไปชั่วขณะ
หลังจากที่มีเสียงพูดของคนสองคนดังขึ้นติดๆ กันในสายโทรศัพท์ ตอนนี้เขาเองก็ปรับสภาพอารมณ์ให้เข้าที่ได้แล้วเหมือนกัน ชายหนุ่มตอบกลับไปอย่างไม่หวั่นเกรง “คุณนายเฉิงกับท่านประธานใช่มั้ยครับ ผมไม่ใช่คนของตระกูลใหญ่โตจากต่างประเทศอะไรหรอกครับ แต่เป็นครูฝึก...”
“ว่าไงนะ คุณไม่ใช่ทายาทตระกูลยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศที่มาเพื่อหาเรื่องกันหรอกเหรอเนี่ย” ไม่ทันรอให้ครูฝึกได้พูดจบ คุณแม่เฉิงพูดขัดเขาทันทีด้วยเสียงแหลมปรี๊ด พร้อมกับที่โทนเสียงก็เปลี่ยนไปทันที “ในเมื่อไม่ใช่งั้นคุณก็ยิ่งอวดดีกว่าเดิมอีกนะ คิดจะหาเรื่องกันแล้วพาลมาเล่นงานถึงตระกูลเฉิงของฉัน ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง”
เพราะกำลังโมโหจัด คุณแม่เฉิงจึงลืมรักษามารยาทระหว่างที่พูดไป ถ้อยคำที่ออกมาจากปากไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย อีกอย่างน้ำเสียงแบบนั้นเรียกได้ว่าแข็งกระด้างและวางอำนาจเต็มที่เลยทีเดียว
เฉิงหร่านลอบยกนิ้วโป้งให้คุณแม่ของตัวเองพลางหัวเราะคิกคักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
คุณแม่เฉิงหรี่ตาลงพลางยื่นมือข้างหนึ่งไปกุมมือลูกสาวไว้ เธอเหล่มองนิดๆ บอกเป็นเชิงว่าให้ลูกสาวสบายใจได้ เธอจะจัดการทุกอย่างเอง
คุณพ่อเฉิงเห็นแล้วก็พลันกระตุกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก เห็นภรรยาของตัวเองแสดงฤทธิ์เดชแล้วเขาก็กลับมานั่งลงบนโซฟา หยิบแอปเปิ้ลชิ้นหนึ่งขึ้นมากินโดยไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ
เฉิงหร่านรีบเข้าไปเอาใจโดยส่งตะเกียบไปให้ทันทีพร้อมกับพูดเสียงเบา “พ่อคะ พวกเรากินกันก่อนเถอะค่ะ มีแม่อยู่แล้วทั้งคน!”
คุณพ่อเฉิงเหล่มองแว่บหนึ่งแล้วระบายยิ้มบางที่มุมปาก น้อมรับน้ำใจของลูกสาวเอาไว้ เริ่มขยับตะเกียบด้วยท่วงท่าสง่างาม
ไม่รู้เหมือนกันว่าครูฝึกที่อยู่ในสายพูดอะไรบ้าง สีหน้าของคุณแม่เฉิงเริ่มแสดงออกว่าไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก ตามองลูกสาวเอาใจสามีของตัวเอง ขณะที่ในหูก็ฟังถ้อยคำกล่าวหาของผู้ชายอีกคนที่ดังเข้ามาไม่จบไม่สิ้นโดยที่เจ้าตัวเข้าใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายมีเหตุผลนักหนา
ลูกสาวเธอกตัญญูรู้คุณขนาดไหน น่ารักว่านอนสอนง่ายตั้งเท่าไร
แต่ตอนนี้ครูฝึกอะไรนั่นที่อยู่ในสายกลับเอาแต่กล่าวหาลูกสาวเธออยู่ทุกประโยคที่พูดมา
คนเป็นพ่อทนได้ก็จริง แต่คนเป็นแม่อย่างเธอทนไม่ไหวหรอก
คุณแม่เฉิงที่ไม่อาจทนไหวพลันตอกกลับไปด้วยน้ำเสียงรำคาญ “นี่คุณครูฝึกอะไรสักอย่างนั่นใช่มั้ย รบกวนช่วยจับใจความสำคัญมาหน่อยค่ะ อย่าเอาแต่พูดจาไร้สาระเป็นน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงอยู่เลย คุณพูดมาตั้งนานโขแต่ฉันฟังแล้วไม่เห็นเข้าใจเลยว่าคุณพูดอะไร คุณทำแบบนี้ฉันลำบากใจมากจริงๆ นะคะ ลูกสาวของฉันกำลังรอฉันไปทานข้าวอยู่ ถ้าไม่มีอะไรก็แค่นี้นะคะ”
คุณแม่เฉิงพูดจบก็กดวางสายไปทันที ไม่ไว้หน้าครูฝึกหนุ่มที่กำลังโมโหจัดคนนั้นแม้แต่นิดเดียว
“แม่คะ คอแห้งแล้วใช่มั้ย มานี่สิคะ ดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยกินข้าว” เฉิงหร่านเริ่มทำการประจบประแจงอีกครั้ง
คุณแม่เฉิงสงบสติอารมณ์อยู่สักพักก่อนจะรับน้ำมาดื่มหนึ่งอึกแล้วว่าอย่างขุ่นเคือง “คุณสามี อีตาครูฝึกสับปะรังเคอะไรนี่ชักจะเหิมเกริมเกินไปจริงๆ คุณรู้มั้ยเขาพูดอะไรบ้าง ที่ฉันได้ยินมาไม่มีประโยคไหนเลยที่ไม่ใส่ร้ายลูก ครูฝึกแบบนี้ชิงเฉิงคัดเข้ามาได้ยังไงกัน น่าโมโหจริงๆ”
“อืม! ผมรู้แล้วว่าควรจะจัดการยังไง คนพวกนี้ทำเกินไปแล้ว ไม่เห็นเราอยู่ในสายตา ลูกสาวของผมบอบบางจนปลิวไปตามลมได้ขนาดนี้ ล้มป่วยหรือเป็นหวัดทีไรผมนี่ปวดใจเจียนตาย แล้วนี่ดันคิดจะมาบังคับให้ลูกสาวของผมต้องไปทรมาน ไร้เหตุผลสิ้นดี” คุณพ่อเฉิงพูดพลางคีบอาหารทะเลเข้าปากไปคำหนึ่ง
“ฝีมือลูกเป็นยังไงบ้างคะ” คุณแม่เฉิงได้ยินแบบนี้แล้วจึงหยุดโมโห เห็นสามีตัวเองกินด้วยท่าทางน่าเอร็ดอร่อยแล้วก็อดนึกสนใจขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน
“แม่ลองชิมดูสิคะ” เฉิงหร่านรีบเอาใจอีกครั้งด้วยการส่งตะเกียบไปให้
คุณแม่เฉิงเหล่มองแล้วระบายยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะนั่งลงเริ่มลิ้มลองรสชาติของอาหาร
แล้วเรื่องนี้ก็ถูกพวกเขาเพิกเฉยไปง่ายๆ ทั้งอย่างนี้
ในห้องห้องนี้ ครอบครัวเฉิงเริ่มคุยเล่นกันอย่างมีความสุข รวมถึงเริ่มจัดการกับมื้ออาหารด้วยเช่นกัน
ขณะที่คุณครูฝึกที่อยู่อีกฝั่งโมโหจัดจนแทบบ้าแล้ว
ทางนี้ได้ยินเพียงว่าจู่ๆ เขาก็เขวี้ยงโทรศัพท์มือถือลงพื้นอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับตวาดกร้าว “บ้าไปแล้ว! ไม่เคยเห็นพ่อแม่แบบนี้เลยจริงๆ บ้าอำนาจมาก แถมยังอารมณ์ร้ายสุดๆ”
ครูฝึกสบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่งด้วยความโมโห จากนั้นก็ออกคำสั่งกับนักเรียนเหล่านี้ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม “ไปวิ่งรอบภูเขาสิบรอบ ถ้าวิ่งไม่เสร็จไม่อนุญาตให้กินข้าว วิ่งต่อไปทั้งบ่ายนั่นแหละ”
เด็กๆ ได้ยินแล้วโวยวายกันจนเสียงดังเซ็งแซ่เหมือนเสียงน้ำมันเดือดในกระทะ
“ครูฝึกครับ ครูพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงน่ะ ตระกูลเฉิงทำให้ครูไม่พอใจครูก็เลยมาลงที่พวกเราเหรอ ไอ้การฝึกทหารอะไรนี่ไม่ต้องมาแล้วก็ได้มั้ง พวกเธอที่เหลือวิ่งกันไปเองเถอะ! ฉันไม่นิยมถูกทรมานหรอกนะ” คุณชายจากตระกูลหนึ่งออกตัวว่าไม่พอใจขึ้นเป็นคนแรก เขาพูดด้วยเสียงดังลั่น เสร็จแล้วก็เห็นเพียงว่าเจ้าตัวกลับหลังหันเดินออกไปทันที
ไม่มีท่าทีว่าล้อเล่นแม้แต่นิดเดียว
ทันทีที่เด็กหนุ่มจากไป นักเรียนคนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่ทำตามคำสั่งของครูฝึกแล้วเหมือนกัน พวกเขาพากันก่นด่า บางคนถ่มน้ำลายออกมา บางคนพูดจาเหน็บแนมต่อว่าครูฝึกทางอ้อม
ทุกคนเดินหนีไปอย่างไม่ใส่ใจ ไม่เหลือใครอยู่เลยสักคน
ชั่วครู่เดียวสนามฝึกทหารเหลือครูฝึกอยู่เพียงลำพัง แม้แต่กลุ่มของโอวหยางเจียเจียที่เป็นคนสร้างเรื่องก็จากไปแล้วเหมือนกัน
น่าขำสิ้นดี วิ่งรอบภูเขาหลังโรงเรียนสิบรอบเหรอ อย่าว่าแต่จะทำเสร็จภายในเวลาครึ่งวันเลย ให้วิ่งไปถึงพรุ่งนี้ก็ยังไม่เสร็จ
ภูเขาหลังโรงเรียนแห่งนี้โอบล้อมโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงไว้ทั้งโรงเรียน ขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาลแบบที่ไม่ใช่ธรรมดาๆ เลยจริงๆ
พวกเขาต้องโง่เท่านั้นแหละถึงจะยอมวิ่งตามคำสั่งของครูฝึก!
ถ้าเก่งมากนักก็ไล่พวกเขาออกให้หมดทั้งสายชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่นั่นแหละ แต่ถ้าไม่ พวกเขาก็คงได้แต่บอกว่าบ๊ายบายเท่านั้น
“กลับมาให้หมดเลยนะ” ครูฝึกตวาดลั่นด้วยความโมโห
เขาคิดไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะกล้าวิ่งหนีไปแบบนี้ ทำให้เขาโกรธจนตะคอกออกมาอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าภูเขาหลังโรงเรียนลูกนี้ใหญ่แค่ไหน แต่ที่พูดไปเมื่อกี้เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น พวกเด็กๆ วิ่งกันไปรอบสองรอบให้เขาพอไปต่อได้ แล้วเขาก็จะไม่ให้เด็กๆ วิ่งกันแล้ว
นึกไม่ถึงจริงๆ เลยว่าคนเหล่านี้จะเดินออกไปทั้งอย่างนี้โดยไม่ไว้หน้ากันสักนิด
เสียงตวาดกร้าวของครูฝึกไม่ได้ทำให้ใครเหลียวหลังกลับมาเลยสักคน นักเรียนทุกคนล้วนแต่เดินเชิดหน้าจากไปกันหมด
พวกเขาก้าวเดินต่อไปด้วยท่าทางหยิ่งยโสเหมือนอย่างหัวหน้าแก๊งอันธพาล
หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนถูกถังเสวี่ยเรียกมา แต่พอเห็นคนพวกนี้ที่พากันเดินอย่างกร่างๆ เหมือนนักเลงใหญ่แล้วได้แต่มองตาค้างพูดไม่ออก
ชั่วขณะนั้น หานอวี่เจ๋อ โม่ลี่ จี้เซียว อันจื่อเฉินและถังเสวี่ยต่างเงียบกริบ
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ...” จู่ๆ จี้เซียวก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เขาหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังพลางว่า “ถ้ารู้แต่แรกว่าทำแบบนี้ได้ ตอนนั้นฉันก็ไม่ฝึกทหารเหมือนกันแหละ นึกถึงตอนนั้นขึ้นมา ไอ้การฝึกทหารสับปะรังเคนี่ทำฉันตัวดำปิ๊ดปี๋เลย ตอนนี้กลับมาขาวไม่ได้แล้วด้วย เรื่องนี้มันทำลายภาพพจน์ของฉันที่จะเอาไว้ใช้จีบสาวอย่างรุนแรงสุดๆ ฉันเห็นไอ้การฝึกทหารอะไรนี่แล้วรู้สึกขัดหูขัดตามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฮ่าๆๆๆ”
เหล่านักเลงใหญ่จากชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ที่ตอนแรกเมินพวกหานอวี่เจ๋อไปแล้วได้ยินเข้าต่างก็หันขวับกลับมามองจี้เซียวด้วยสายตาเหยียดหยัน พร้อมใจกันดูหมิ่นเขามาก
“เฮ้ยๆ ไอ้เด็กพวกนี้ กล้ามองเหยียดฉันเหรอ พวกนายรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร รีบไสหัวไปเสีย ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยพวกนายไว้แน่” จี้เซียวโมโหแล้ว เขาไล่เด็กพวกนั้นไปโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
แน่นอนว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ย่อมรู้จักกลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้ ทันทีที่ได้ยินโทนเสียงของจี้เซียวเข้าก็รีบหนีเตลิดจนไม่เห็นเงา
พูดเป็นเล่นไป ดันไปมองเหยียดทายาทตระกูลดังเข้าทว่าตอนนี้กลับไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำลงไป ถ้าพวกเขาไม่รีบหนีไปตอนนี้แล้วจะให้รอไปถึงเมื่อไรเหรอ
ขณะที่วิ่งหนีไปนั้น โอวหยางเจียเจีย มู่หรงหมิ่น และซั่งกวนหวั่นได้หันกลับมามองถังเสวี่ยแว่บหนึ่ง
สายตานั้นซับซ้อนนัก ทั้งยังเจือไว้ซึ่งรอยแข็งกระด้าง
ถังเสวี่ยเหมือนว่าจะรู้สึกถึงอะไรได้ เธอหันกลับไปมอง แต่ก็เห็นเพียงว่านักเรียนเหล่านั้นได้หายตัวไปแล้ว
“พี่คะ ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว ขอโทษนะคะที่เมื่อกี้ไปรบกวนพวกพี่ๆ” ถังเสวี่ยยิ้มพลางพูดอย่างค่อนข้างเกรงใจ
“ไม่เป็นไร ดูจากสีหน้าของครูฝึกประจำม.สี่แล้วเรื่องนี้ยังไม่จบหรอก หลังจากวันนี้ไปอีกสองสามวันพวกพี่จะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของม.สี่ ต่อไปอย่าหนีออกมาเรียกพวกพี่อีกล่ะ เดี๋ยวถูกคนอื่นเอาไปฟ้องครู” อันจื่อเฉินได้สติกลับมาก็เลื่อนสายตาไปมองครูฝึกที่กำลังอาละวาดอยู่ไกลๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ครูฝึกคนนั้นดูเหมือนสมองไม่ค่อยจะดีนะ ถ้าเขายอมรามือก็แล้วไป แต่ถ้าเขาทำตัวไม่มีสมองต่อไปฉันก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือเองหรอกนะ” หานอวี่เจ๋อหรี่ตาลง น้ำเสียงเด็ดขาดมาก
โม่ลี่กับจี้เซียวไม่ได้พูดอะไรต่อ อย่างไรเสียถ้าใช้งานพวกเขาได้ หานอวี่เจ๋อก็ไม่เกรงใจพวกเขาอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงทำเพียงเหยียดยิ้มนิ่งๆ มองดูคุณครูฝึกที่ยังไม่หยุดอาละวาดด้วยสีหน้าขบขัน
อันจื่อเฉินเองก็ไม่ได้โต้แย้งคำพูดที่แสนจะเผด็จการของหานอวี่เจ๋อด้วยเหมือนกัน เขาพยักหน้าตอบรับ “อืม ฉันว่าครูฝึกคนนี้ก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน ยังไงหาวิธีย้ายเขาออกไปจากชิงเฉิงดีกว่า ไม่งั้นถ้าเขาก่อเรื่องอะไรขึ้นมา ดีไม่ดีเสียวหร่านคงต้องกลับมา”
หานอวี่เจ๋อหัวเราะเสียงเย็นทีหนึ่ง “ต่อให้เฉิงหร่านกลับมาครูฝึกนั่นก็ทำอะไรเธอไม่ได้อยู่ดี ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปฉันจะมาเฝ้านักเรียนใหม่ฝึกทหาร อย่าลืมสิว่าฉันคือประธานสภานักเรียน มีสิทธิ์ยื่นมือเข้ามาดู”
อันจื่อเฉินนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก็จริง พวกเขาก็มาได้เหมือนกัน
มีพวกเขาอยู่ด้วย ถ้าครูฝึกคิดจะเล่นงานเฉิงหร่าน แบบนั้นต้องดูก่อนว่าพวกเขาเห็นด้วยหรือไม่
ถังเสวี่ยเห็นอย่างนี้แล้วก็โล่งใจ เผลอยิ้มหวานออกมาโดยไม่รู้ตัว “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณนะคะพี่ๆ”
หานอวี่เจ๋อและเพื่อนๆ โบกมือปัดเป็นเชิงว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ
“น้องกลับไปได้แล้วล่ะ ระวังตัวหน่อยนะ อาจจะมีคนมาหาเรื่องน้องก็ได้” โม่ลี่พูด
“ค่ะ หนูรู้แล้วค่ะ” ถังเสวี่ยพยักหน้า ใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย
“ไปเถอะ!” โม่ลี่ยกมือขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยก่อนจะวางลงบนเรือนผมสั้นสีดำของถังเสวี่ยเบาๆ
เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากนี้ เพียงแต่แตะลงเบาๆ เท่านั้น
“ค่ะ” ถังเสวี่ยเม้มปากเล็กน้อย เธอคว้ามือโม่ลี่ออกอย่างรวดเร็วแล้วหมุนตัววิ่งออกไปทันที
เงาหลังของร่างนั้นมองอย่างไรก็เห็นว่าวิ่งหนีไปด้วยท่าทางค่อนข้างตื่นตระหนก
“โห! นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าคนอย่างนายก็มาไม้นี้เป็นกับเขาด้วย สงสัยเด็กคนนี้คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือปีศาจของนายแล้วล่ะมั้ง” จี้เซียวยิ้มกรุ้มกริ่ม
เขามองโม่ลี่ด้วยสายตาที่กำลังบอกว่า ‘ฉันเคยทำมาแล้ว’ รอยยิ้มที่มุมปากนั้นระบายกว้างขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
“ไปกันเถอะ” หานอวี่เจ๋อพูดขึ้นโดยไม่คิดจะสนใจเรื่องของโม่ลี่
…………………………………………………