Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 028 ตอนที่ 28

#28Chapter 028

ตอนที่ 28 ครูฝึกพิโรธ

ความเพิกเฉยแบบนี้ทำให้ครูฝึกหนุ่มที่อยากแสดงฝีไม้ลายมือพลันเดือดจัดทันที

เด็กพวกนี้ไม่ให้เกียรติกันเลยสักนิด รู้จักเขาน้อยไปเสียแล้ว!

ครูฝึกลืมไปแล้วว่าตัวเขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แม้ว่านักเรียนเหล่านี้จะเป็นเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่อายุก็ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ปี ย่อมต้องมีความรู้สึกต่อต้านอยู่มากเป็นธรรมดา

แม้ปัญหาจะเกิดจากห้องของพวกเขา แต่พวกเขาเป็นใครกัน

ทุกคนล้วนแต่เป็นทายาทของตระกูลใหญ่โตกันทั้งนั้น แน่นอนว่าแนวหน้าส่วนแรกย่อมต้องเข้าข้างพวกเขาที่ร่วมมือร่วมใจกันอยู่แล้ว

ในตอนที่ครูฝึกกำลังคิดว่าจะเริ่มสั่งสอนนักเรียนห้อง A เหล่านี้ที่ไม่เชื่อฟังเขานั้นเอง นักเรียนหญิงคนหนึ่งจากห้องสามก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง “รายงานครูฝึกค่ะ เมื่อกี้ตอนที่หนูเดินผ่านห้อง A หนูเห็นเพื่อนหลายคนไม่มีทีท่าว่าจะออกจากห้องมาด้วยซ้ำ พวกเธอเอาแต่นั่งคุยกันอยู่ในห้อง”

เมื่อมีคนตอบ สีหน้าของครูฝึกจึงดีขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงก็สงบลงด้วยเหมือนกัน เขาพยักหน้าบอกเป็นเชิงให้เด็กผู้หญิงคนนี้กลับแถวได้ จากนั้นก็ยกมือขึ้นชี้นักเรียนชายห้องสามออกมาสองสามคนพลางออกคำสั่ง “ไปที่ห้อง A แล้วเรียกทุกคนออกมา ถ้ามาไม่ถึงที่นี่กันภายในห้านาที พวกเธอทุกคนจะต้องถูกหักคะแนนความประพฤติของเทอมนี้แล้วก็ถูกส่งตัวให้ผอ.จัดการกันด้วย รีบไปได้แล้ว”

นักเรียนชายสองสามคนที่ถูกเรียกหันไปสบตากันทีหนึ่ง พวกเขาตะโกนตอบกลับมาอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีใครต่อต้าน จากนั้นก็หมุนตัววิ่งออกไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น

สุดยอดไปเลย

ในที่สุดพวกเขาก็จะได้ไปออกคำสั่งพวกห้อง A ที่เอาแต่มองคนอื่นด้วยหางตาเหมือนว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากสวรรค์ชั้นไหนได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

ห้อง A กับห้องสามเป็นคู่ปรับไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด ทำไมนักเรียนห้อง A โดยรวมแล้วล้วนแต่เป็นคนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลมาก ขณะที่พวกเขาต้องเป็นฝ่ายที่คอยถูกกดขี่อยู่ตลอดเวลาด้วย ตอนนี้ในเมื่อพวกห้อง A รนหาที่ตายเอง แล้วทำไมพวกเขาจะไม่สงเคราะห์ให้ล่ะ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไรนะ

ภายในแถว ถังเสวี่ยที่ยืนเงียบอยู่ท้ายแถวมาตลอดก็พลันขมวดคิ้วฉับ

ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีบางอย่างปรากฏขึ้นมาเอง แต่เธอจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกันว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร ทำได้เพียงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ เท่านั้น

คำขู่ของครูฝึกนับว่าได้ผลทีเดียว ไม่ถึงห้านาทีโอวหยางเจียเจียกับคนอื่นๆ อีกสิบกว่าคนก็เดินเรียงแถวกันมาปรากฏตัวอยู่ด้านนอกไม่ห่างออกไปจากสนามฝึกเท่าใดนัก ชั่วครู่เดียวเท่านั้น ร่างเหล่านั้นก็เข้ามายืนกันอยู่ตรงหน้านักเรียนคนอื่นๆ ที่เรียงแถวกันอยู่

หากแต่พวกเธอไม่ได้เข้าไปรวมตัวในแถวเหล่านั้น แต่ละคนยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางประหลาด มองครูฝึกด้วยสายตาเรียบเฉย

ส่วนนักเรียนห้องสามที่ไปเรียกเพื่อนกลับมาได้เดินเข้าไปรวมอยู่ในแถวอย่างรู้ความเพื่อรอดูละครฉากเด็ดแล้ว

ครูฝึกตวัดสายตามองนักเรียนหญิงสิบกว่าคนนี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ เห็นโอวหยางเจียเจียที่ยืนอยู่หัวแถวแล้วสายตาของเขาพลันแข็งกร้าวด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธทันที

คนนี้คือนักเรียนหญิงที่เป็นหัวโจกของเรื่องสินะ

หน้าตาจัดว่าสวยเลย นึกไม่ถึงว่าจะคิดน้อยรวมกลุ่มกับนักเรียนคนอื่นๆ มาแหกกฎของโรงเรียนแบบนี้ กล้ามากจริงๆ!

“เธอชื่ออะไร” ครูฝึกถามเสียงเย็น

“โอวหยางเจียเจียค่ะ” น้ำเสียงเรียบเฉย ฟังไม่ออกว่ารู้สึกลนลานหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด

ครูฝึกแค่นเสียงหัวเราะทีหนึ่ง “ตระกูลโอวหยางเหรอ ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยนะ นักเรียนคนนี้ ครอบครัวของเธอพิเศษยิ่งกว่าตระกูลหานที่ประกอบกิจการเป็นเครือธุรกิจหรือเปล่า ถึงครูจะเพิ่งมาใหม่ในเทอมนี้แต่ก็อ่านข้อมูลการฝึกทหารของปีก่อนๆ ผ่านตามาบ้างอยู่นะ คุณชายหานเขามีอิทธิพลมากใช่มั้ยล่ะ ตอนนั้นเขายังไม่ทำตัวก้าวร้าวไม่ยอมมาฝึกทหารแบบเธอเลยนี่ แล้วตอนนี้เธอเป็นใครกันเหรอ”

โอวหยางเจียเจียได้ฟังแล้วก็ไม่โกรธแม้แต่น้อย เธอตอบกลับไปเรียบๆ “ครูฝึกพูดถูกค่ะ ตระกูลโอวหยางของหนูต้องเทียบเคียงตระกูลหานไม่ได้อยู่แล้ว แต่ครูฝึกทำไมไม่ถามหน่อยล่ะคะว่าทำไมพวกหนูถึงไม่มาฝึกทหาร”

ครูฝึกขมวดคิ้ว “แล้วทำไมพวกเธอถึงไม่ยอมมาล่ะ”

โอวหยางเจียเจียเหยียดยิ้มบาง “ห้องเรายังมีเพื่อนอีกคนที่ไม่ได้มาเข้าร่วมการฝึกซ้อมค่ะ”

ประกายตาเย็นเยียบของครูฝึกตวัดวูบไปที่นักเรียนห้องสามสองสามคนที่รับหน้าที่ไปตามเพื่อน

นักเรียนคนหนึ่งในจำนวนนั้นเดินออกมา “ครูฝึกครับ เมื่อกี้ในห้องไม่มีใครอยู่แล้ว พวกเราไม่เห็นแล้วครับว่ายังมีใครไม่มาอีก”

“อืม...” ครูฝึกได้ฟังแล้วก็พยักหน้า “เธอกลับแถวได้” สายตาคู่นั้นเลื่อนกลับมามองโอวหยางเจียเจียอีกครั้งพลางว่า “เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”

“ครูฝึกไม่รู้หรอกค่ะว่าครอบครัวของเพื่อนคนนั้นมีอิทธิพลมากแค่ไหน พวกหนูไม่กล้าพูดออกมาหรอกค่ะ เกิดเขาเอาคืนพวกหนูขึ้นมา แล้วเราจะไปขอให้ใครมาช่วยได้” โอวหยางเจียเจียยังคงพูดจามีลับลมคมนัยด้วยน้ำเสียงไม่ประหม่าเช่นเดิม

อุบายอันแยบคายเลยดำเนินต่อไปด้วยประการฉะนี้

ถ้าหากว่าตระกูลเฉิงคิดจะเอาคืนเพราะเรื่องนี้ แบบนั้นก็ถือเป็นความเป็นของตระกูลเฉิง ทุกคนต่างเห็นว่าพวกเธอมีกำลังน้อยนิดและได้บอกแล้วว่าไม่กล้าทำให้ตระกูลเฉิงไม่พอใจ ถ้าเกิดครูฝึกยืนกรานว่าจะให้พวกเธอพูดออกมาละก็ หลังจากพวกเธอพูดออกไปแล้วตระกูลเฉิงก็จะลงมืออะไรกับตระกูลของพวกเธอเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน

และเพราะอย่างนี้

โอวหยางเจียเจียถึงได้กล้าพูดเรื่องนี้ออกมาต่อหน้าทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว ในเมื่อเธอกล้าพูดมีหรือจะไม่นึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาน่ะ

ซั่งกวนหวั่นเชยตาขึ้นมองช้าๆ นัยน์ตาปรากฏเงาทะมึนฉายขึ้นมา

ดูท่าแผนการที่จะให้ตระกูลเฉิงมาเก็บกวาดโอวหยางเจียเจียกับมู่หรงหมิ่นไปคงใช้การไม่ได้แล้วล่ะ

ยายโอวหยางเจียเจียนี่ช่างรอบคอบจริงๆ เธอดันเพิ่งมารู้เอาตอนนี้เสียได้ว่าผู้หญิงคนนี้เองก็เจ้าเล่ห์ถึงขนาดนี้ด้วยเหมือนกัน ปกติแล้วเธอประเมินโอวหยางเจียเจียต่ำไปจริงๆ!

“บอกให้เธอพูดเธอก็พูดมา มีอะไรเกิดขึ้นเดี๋ยวครูรับผิดชอบเอง” ครูฝึกได้ยินว่านักเรียนคนนั้นมีอิทธิพลมาก สีหน้าของเขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

“เฉิงหร่านจากตระกูลเฉิงค่ะ” หลังจากที่ครูฝึกพูดว่า ‘มีอะไรเกิดขึ้นเดี๋ยวเขารับผิดชอบเอง’ โอวหยางเจียเจียก็พูดชื่อเฉิงหร่านออกมาทันทีโดยไม่ลังเล

“ตระกูลเฉิง...ลูกสาวของเฉิงเหยียนที่เป็นเจ้าของเครือยักษ์ใหญ่อันดับสี่น่ะเหรอ” ครูฝึกนิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดอย่างมั่นใจด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

โอวหยางเจียเจียพยักหน้าตอบอย่างไม่ลังเล “ใช่ค่ะ”

ถังเสวี่ยที่ยืนรวมกลุ่มอยู่ในฝูงชนอย่างไม่เป็นที่สะดุดตาพลันสะดุ้งและเงยหน้าขึ้น เวลานี้ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้ว

คนกลุ่มนี้ก่อเรื่องพวกนี้ขึ้นมาก็เพื่อเล่นงานเฉิงหร่านหรอกเหรอ!

ทำอย่างไรดี

เธอออกไปจากที่นี่ไม่ได้ แล้วก็ส่งข้อความไปบอกไม่ได้เหมือนกัน

เวลานี้เธอนึกเสียดายจริงๆ ที่ทำไมไม่พกโทรศัพท์มือถือมาด้วย จนตอนนี้กลายเป็นว่าแย่ไปหมดทั้งขึ้นทั้งล่องเลยทีเดียว

“โอเค ครูรู้แล้ว ตอนนี้พวกเธอกลับเข้าแถวไปเดี๋ยวนี้เลย หรือเตรียมตัวจะโดดเรียนกัน” ครูฝึกคิดอยู่สักพักก่อนจะเหลือบขึ้นมองโอวหยางเจียเจียกับนักเรียนหญิงคนอื่นๆ

โอวหยางเจียเจียเม้มปากเข้าหากันเล็กน้อย ดูไม่ออกว่าแสดงสีหน้าอย่างไรออกมา “ได้ค่ะครูฝึก พวกเราจะกลับไปเข้าแถวกันค่ะ”

โอวหยางเจียเจียพูดจบก็เดินเข้าไปยืนเป็นหัวแถวของแถวแรก เธอยืนตัวตรง ดูแล้วเหมือนว่าเป็นคนที่รับหน้าที่เป็นมันสมองของห้อง A ที่คอยกำกับนักเรียนคนอื่นในห้องอย่างไรอย่างนั้น

นักเรียนหญิงคนอื่นๆ อีกสิบกว่าคนที่ตามโอวหยางเจียเจียมาเห็นแบบนี้แล้วก็กลับเข้าแถวไปเหมือนกันโดยไม่อิดออดสักคำ ไม่มีใครไม่ทำตามสักคน ทุกคนเข้าไปยืนกันที่แถวหน้ากันหมด

นักเรียนห้อง A หลายคนเริ่มไม่พอใจ แบบนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเธอทำตัววางมาดให้ตัวเองเป็นเหมือนนกกระเรียนที่ยืนอยู่ในฝูงไก่ ผู้หญิงพวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน

ต่อให้มีความในใจอยากพูดมากมายแค่ไหน เวลานี้ก็ยังไม่อาจลงมือทำอะไรได้อยู่ดี พวกเขาทำได้เพียงรอให้ครูฝึกจัดการ

ครูฝึกเองก็ไม่ได้สนใจตำแหน่งที่ยืนของนักเรียนหญิงเหล่านี้มากนัก ได้ยินคำตอบที่โอวหยางเจียเจียตอบมาอย่างมีสัมมาคารวะแล้วพาลทำให้ความรู้สึกโกรธที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เพราะได้ยินว่าคุณหนูจากตระกูลเฉิงไม่มาหากแต่ข่มเอาไว้แล้วยามนี้ได้ปะทุกลับมาอีกครั้ง

คงเป็นเพราะคุณหนูคนนั้นเอาอิทธิพลของเครือยักษ์ใหญ่มาอ้าง ถึงได้มีสิทธิพิเศษแบบนี้สินะ

คิดเพียงเท่านี้

ครูฝึกพลันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาค้นหาช่องทางการติดต่อเฉิงหร่านอย่างไม่รีรอ ไม่นานนักเขาก็หาข้อมูลได้จากคลังข้อมูลของโรงเรียน ชายหนุ่มจึงเดินแยกออกมาจากนักเรียนประมาณสามสี่ก้าว

เขากดต่อสายตรงไปหาโทรศัพท์มือถือเบอร์ส่วนตัวของคุณพ่อเฉิงในทันที

ทางฝั่งนี้ได้มีคลื่นลมก่อตัวขึ้นแล้ว

ทว่าเฉิงหร่านกลับซื้ออาหารทะเลมาจำนวนหนึ่ง มือถือสูตรอาหารไว้แล้วทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ เลียนแบบออกมาสองสามอย่าง เธอใส่อาหารเหล่านั้นลงในกล่องให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจึงเดินขึ้นรถขับไปบริษัททันที

“สวัสดีค่ะคุณหนู”

“สวัสดีค่ะคุณหนู”

“อ้าว คุณหนูเองเหรอคะ สวัสดีค่ะคุณหนู ท่านประธานอยู่ในห้องทำงานค่ะ กรรมการผู้จัดการก็อยู่ด้วย”

เมื่อมาถึงบริษัท หลายคนที่รู้จักเฉิงหร่านทั้งพนักงานสาวที่ยืนประจำที่หน้าเคาน์เตอร์ ยาม รวมถึงพนักงานในบริษัท ผู้บริหารระดับสูงส่วนหนึ่ง ผู้จัดการและคนอื่นๆ ต่างก็พากันเอ่ยทักทายเธอ

เฉิงหร่านยิ้มตอบทีละคน ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมมาก หากแต่ไม่ได้ห่างเหินจนเกินไป เธอรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์ไว้ดีมาก พอได้ยินข่าวคราวจากพนักงานผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเฉิงหร่านก็ตอบขอบคุณไป “ขอบคุณมากค่ะ”

กรรมการผู้จัดการก็คือแม่ของเธอนั่นเอง เพราะฉะนั้นเธอเลยไม่แปลกใจว่าทำไมเวลานี้แม่ถึงมาอยู่ที่ห้องทำงานของท่านประธานได้

พนักงานสาวรีบชวนคุยต่อด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ไม่เป็นไรค่ะเรื่องแค่นี้เอง ว่าแต่คุณหนูไม่ต้องเข้าเรียนเหรอคะ”

เฉิงหร่านยิ้มบาง “ต้องค่ะ”

“งั้นทำไมคุณหนูถึง...”

เฉิงหร่านไม่ได้อธิบาย เธอพยักหน้าให้แล้วเดินเข้าไปยังลิฟต์ส่วนตัวของประธานใหญ่ทันที จากนั้นตรงขึ้นไปที่ชั้นบนสุด ที่นั่นคือห้องทำงานของท่านประธาน

ห้องทำงานของท่านประธานอยู่ที่ชั้นบนสุด ทั้งชั้นจัดไว้สำหรับประธานใหญ่คนเดียวโดยเฉพาะ นอกจากเลขานุการกับผู้ช่วยแล้ว ใครจะขึ้นมาล้วนแต่ต้องรายงานก่อน

ถ้าบุกเข้ามาโดยพลการจะถูกไล่ออกทันที

นี่คืออำนาจและสิทธิ์ขาดของประธานใหญ่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

แต่เฉิงหร่านไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า

คุณพ่อเฉิงออกคำสั่งไว้นานแล้วว่าเมื่อไรก็ตามที่เฉิงหร่านรวมถึงกรรมการผู้จัดการขึ้นมาชั้นนี้ ให้พวกเธอขึ้นมาได้เลยโดยไม่ต้องรายงานให้เขาทราบ

เพราะฉะนั้นเฉิงหร่านจึงเดินผ่านฉลุยมาจนถึงหน้าประตูห้องทำงานของท่านประธานบริษัทซึ่งถือเป็นที่ที่เข้ามาได้ยากที่สุดในบริษัท

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนที่อยู่นอกห้องรวมถึงพนักงานผู้หญิงในแผนกเลขานุการอีกสองสามคนเห็นเฉิงหร่านมาต่างก็ส่งยิ้มให้บางๆ พร้อมกับพยักหน้าให้ หากแต่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร

เฉิงหร่านมองไปที่ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนก่อน เธอฉีกยิ้มกว้างดูซุกซนไปให้เขา จากนั้นจึงค่อยพยักหน้าให้เลขานุการสองสามคนนั้นถือว่าทักทายพวกเธอแล้ว

ไม่ใช่ว่าเฉิงหร่านเลือกปฏิบัติอย่างสองมาตรฐานหรอก คุณพ่อเฉิงเคยสอนเธอว่าท้ายที่สุดแล้วพนักงานก็คือพนักงาน จะสานสัมพันธ์ด้วยมากไปไม่ได้เด็ดขาด

ต้องคอยจำไว้ให้ขึ้นใจว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอเป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้องเท่านั้น ในบริษัทไม่มีพี่สาวน้องสาว ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่อย่างนั้นเวลาบริหารงานจะทำให้ลำเอียงได้ง่าย ทำให้ลูกน้องไม่ตั้งใจทำงาน และจะนำมาซึ่งถ้อยคำครหาอย่างไม่พอใจในที่สุด

แต่ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนไม่เหมือนกัน

เขาเป็นคนที่คุณพ่อเฉิงปั้นมากับมือ สถานะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง วิธีการทำงานก็มีระบบระเบียบ ไม่มีจุดไหนให้คนจับผิดได้แม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่มีใครในบริษัทกล้ารู้สึกไม่พอใจเพราะสาเหตุนี้

ในเมื่อคนเขามีความสามารถ อีกทั้งยังเป็นคนที่ท่านประธานสอนมาเอง คนที่คอยหนุนหลังอยู่ใหญ่โตถึงขนาดนั้น แถมเจ้าตัวยังไม่ถือตัวหรือโอ้อวดอะไรด้วย ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็หาเรื่องมาจับผิดเขาไม่ได้อยู่ดีใช่ไหมล่ะ

“พ่อคะ...” เฉิงหร่านผลักประตูห้องทำงานให้เปิดออกแล้วยื่นหน้าเข้าไปสอดส่องพลางฉีกยิ้มแป้น

“หืม หรานหร่านเองเหรอ วันนี้มาได้ยังไงเนี่ย ไม่เห็นบอกพ่อก่อนเลยด้วย” เฉิงเหยียนกำลังนั่งปอกเปลือกแอปเปิ้ลให้ราชินีของเขาอยู่ที่โซฟา จู่ๆ ได้ยินเสียงตะโกนของลูกสาวเข้าก็ชะงักมือไปพร้อมเลยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและใบหน้ายิ้มแย้ม

คุณแม่เฉิงที่ตอนแรกนั่งอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางเกียจคร้าน สีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน พอได้ยินว่าลูกสาวมาก็พลันกวักมือเรียกด้วยความยินดี “มานี่ๆ มานี่เร็ว พ่อของลูกปอกแอปเปิ้ลเอาไว้ หนูน่าจะคอแห้งแล้วใช่มั้ย กินผลไม้ก่อนสิ!”

คุณพ่อเฉิงได้ยินแล้วจึงเหลือบมองภรรยาของตัวเองทีหนึ่งอย่างเอือมระอา

เขาเป็นถึงประธานบริษัทของเครือเครือหนึ่งเชียวนะ แต่ตอนนี้กลับลดขั้นเหลือแค่เป็นคนปอกผลไม้เสียอย่างนั้น

คุณแม่เฉิงแกล้งทำเป็นไม่เห็นท่าทีตัดพ้อของสามี เธอยังคงกวักมือเรียกลูกสาวเป็นเชิงว่าให้รีบมาหา

“แม่คะ แม่มาทำงานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเมื่อกี้ถึงดูเหมือนว่าอารมณ์ไม่ดีเลยล่ะคะ” เฉิงหร่านเดินถือกล่องอาหารเข้ามา ยิ้มตาหยีพลางพูดขึ้น

พอเดินเข้ามาใกล้ คุณแม่เฉิงก็รับกล่องอาหารกล่องนั้นไปวางไว้บนโต๊ะกลางแล้วดึงให้ลูกสาวนั่งลงก่อนจะบ่นอุบ “ก็เพราะพ่อของลูกนั่นแหละ! เพื่อที่จะดูแลลูก แม่เลยไม่ได้แตะเอกสารของบริษัทไปสิบกว่าปี ตอนนี้จู่ๆ จะให้มารับช่วงต่อเลยเล่นเอาคุณแม่แสนสวยเหมือนดั่งดอกไม้ของลูกคนนี้เหนื่อยแทบตายแล้ว”

“สองวันก่อนใครบอกผมว่าจะต้องกลับมาทำงานที่บริษัทให้ได้กันนะ ตอนนี้ดันมาหาเรื่องผมเสียแล้ว...” คุณพ่อเฉิงเบะปาก ไม่ค่อยพอใจที่ภรรยาของตัวเองฟ้องลูกสาวไปแบบนี้เท่าใดนัก

ตอนนี้เขาก็กำลังปรนนิบัติเธอ ปอกแอปเปิ้ลให้เธอเป็นอันว่าชดใช้ให้อยู่ไม่ใช่เหรอ

“ทำไม คุณมีปัญหาเหรอ” คุณแม่เฉิงเหลือบมองด้วยหางตา เธอเอนหลังไปกับโซฟาอีกครั้งด้วยท่าทางเกียจคร้าน เห็นแล้วเหมือนกับแม่เสือที่กำลังจะระเบิดอารมณ์ไม่มีผิด

ถ้าเกิดว่าคุณพ่อเฉิงกล้าพูดอีกคำว่าไม่พอใจละก็ เธอจะต้องเหวี่ยงกรงเล็บเสือออกมาให้คุณพ่อเฉิงได้เห็นดีกันแน่นอน

คุณพ่อเฉิงผายมือออกสองข้างอย่างจนใจ เขานำแอปเปิ้ลที่ปอกเสร็จแล้วไปล้างในจานที่วางอยู่ด้านข้าง จากนั้นหยิบออกมาหั่นแบ่งเป็นสี่ส่วนแล้วใช้ส้อมพลาสติกปักลงไปบนแอปเปิ้ลแต่ละชิ้น

เขายื่นให้เฉิงหร่านชิ้นหนึ่ง จากนั้นยื่นอีกชิ้นไปที่มือคุณแม่เฉิงที่ตอนนี้กำลังมองตาขวางอย่างไม่เป็นมิตร คราวนี้ถึงได้พูดขึ้นนิ่งๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ผมยอมให้คุณตั้งแต่เราแต่งงานกันแล้ว ผมบอกแล้วตั้งแต่ตอนนั้นว่าจะยอมให้คุณไปตลอดชีวิต ตอนนี้เชิญคุณรังแกผมตามใจชอบเถอะ”

“แม่คะ...อย่าเป็นแบบนี้สิ พ่อเขาแสนดีจะตาย” ในที่สุดเฉิงหร่านก็อดพูดขอร้องแทนพ่อตัวเองไม่ได้

คุณพ่อเฉิงมองไปที่ลูกสาวของตัวเองทันทีด้วยสายตาชื่นชม

คุณแม่เฉิงสบถเสียงเย็นในลำคอออกมาทีหนึ่ง หากแต่มือกลับรับแอปเปิ้ลชิ้นนั้นไปและกัดกินคำหนึ่งอย่างไม่รีบร้อน การกระทำแบบนี้แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ถือสาแล้ว

เรื่องนี้เลยจบลงเพียงเท่านี้

คุณพ่อเฉิงยิ้มร่า เขารู้อยู่แล้วว่าผลจะต้องออกมาเป็นอย่างนี้ ขณะเดียวกันก็มองลูกสาวแล้วถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “หรานหร่านเอาอะไรมาเหรอ แถมยังเป็นคนเอามาเองอีก นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยนะเนี่ย”

คุณแม่เฉิงได้ยินแล้วคราวนี้ถึงได้กลับไปสนใจกล่องข้าวกล่องนี้ใหม่อีกครั้ง

เมื่อครู่นี้เธอเอาแต่โมโหเลยไม่ทันได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าของที่ลูกสาวนำมาด้วยคืออะไร

ตอนนี้ลองดูดีๆ แล้วก็หลุดยิ้มออกมาอย่างสนอกสนใจ “ตอนที่ถือเมื่อกี้หนักพอสมควรเลยนะ นี่อะไรเหรอ เป็นอาหารเมนูใหม่ของภัตตาคารไหนที่เฉิงหร่านเอามาแสดงความรักความกตัญญูกับแม่หรือเปล่านะ”

เฉิงหร่านยิ้มตาหยีพลางพยักหน้า เธอยื่นมือออกไปเปิดกล่องอาหารและตอบกลับไป “เป็นอาหารเมนูใหม่ค่ะ แต่ว่าเป็นของที่ไม่มีขายนะคะ ฝีมือลูกสาวแสนอัจฉริยะของแม่เองแหละค่ะ”

“แค่กๆ” คุณแม่เฉิงไอออกมาทันที เธอทำแอปเปิ้ลติดคอเข้าแล้ว

คุณพ่อเฉิงเองก็รู้สึกตกใจไปบ้างเหมือนกัน แต่เห็นภรรยาของตัวเองเป็นอย่างนี้แล้วก็รีบยื่นมือออกไปลูบหลังให้เธอทันทีพร้อมกับพูดอย่างไม่พอใจ “ใครให้ทำถึงขนาดนี้กันล่ะ ตอนนี้สำลักแล้วไง คุณรู้หรือยังว่าอะไรคือกรรมตามสนอง”

เฉิงหร่านเพียงแต่หัวเราะเท่านั้น เธอนำอาหารสองสามอย่างออกมาจัดวาง หยิบชามมาสามใบ ตักข้าวเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “หนูรู้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่คงจะยังไม่หิวกันหรอก เพราะว่ามันยังไม่ถึงเวลากินข้าว แต่ว่าตอนบ่ายหนูต้องไปโรงเรียน เอาข้าวมาส่งไม่ได้ ก็เลยได้แต่มาตอนนี้นี่แหละค่ะ”

คุณแม่เฉิงโบกมือให้เหมือนว่าอยากจะพูดอะไร แต่เธอห้ามให้ตัวเองไอออกมาไม่ได้ ตอนนี้ใบหน้ามีกลุ่มเมฆสีแดงปกคลุมอยู่ทั่วหน้าแล้ว

“พ่อพาแม่หนูไปล้างหน้าก่อนนะ เดี๋ยวค่อยมากินข้าวกัน”

เฉิงหร่านพยักหน้า ไม่ได้ติดใจถือสาอะไรมากมายเหมือนกัน

คุณแม่เฉิงเข้าห้องน้ำไปด้วยกันกับคุณพ่อเฉิง เสียงตำหนิของคุณพ่อเฉิงดังออกมาแว่วๆ จากด้านใน

เนื้อความคร่าวๆ ก็คือกำลังบ่นที่คุณแม่เฉิงไม่ระวังสักนิด ปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ อะไรทำนองนั้น

ขณะที่กำลังรู้สึกเบื่อๆ อยู่นั้น โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของคุณพ่อเฉิงก็ดังขึ้น หมายเลขนี้มีคนรู้น้อยมาก

เฉิงหร่านหยิบขึ้นมาดู สายนั้นเป็นหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกชื่อเอาไว้

“พ่อคะ มีคนโทรเข้ามือถือส่วนตัวของพ่อค่ะ ไม่ได้เมมเบอร์ไว้ จะรับมั้ยคะ” เฉิงหร่านตะโกนถามเสียงดัง

…………………………………………………

devc-174234ce-33051Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 028 ตอนที่ 28