Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 027 ตอนที่ 27
ตอนที่ 27 พวกเธอตั้งใจจะก่อเรื่องกันเหรอ
“เสวี่ยเอ๋อร์ เดี๋ยวตอนเที่ยงพี่ค่อยมารับนะ” เฉิงหร่านจอดรถไว้ที่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียน เธอหมุนกระจกรถลง มองไปยังถังเสวี่ยที่ลงรถไปแล้วพลางระบายยิ้มบาง
“พี่ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก หนูกินข้าวที่โรงเรียนก็ได้”
“แบบนั้นได้ยังไง ตอนเที่ยงเดี๋ยวพี่มารับ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยกลับมาเรียนพร้อมกัน ไปฝึกทหารกันที่ภูเขาหลังโรงเรียนเองไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องออกไปนอกโรงเรียน กินข้าวที่บ้านดีกว่า”
เห็นเฉิงหร่านเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วถังเสวี่ยก็จนใจ ได้แต่พยักหน้าแล้วตอบกลับไป “งั้นก็ได้ พี่รีบกลับบ้านเถอะค่ะ”
“กลัวอะไร พวกเราไม่ได้ก่อการร้ายเสียหน่อย ถ้าพวกเขาจะมองพวกเราจะสั่งให้พวกเขาไม่มองก็ได้นี่” เฉิงหร่านยักคิ้ว ดวงตาดอกท้อที่แววตาสุกใสขยับเล็กน้อยก่อนจะตวัดมองบรรดาเด็กนักเรียนที่เดินผ่านมา
สายตานั้นเรียบเฉยหากแต่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเต็มที่ ทำเอาเหล่าลูกหลานไฮโซพวกนั้นที่มุงดูอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่างพากันหลบสายตา ไม่กล้ามองมาตรงๆ
ถังเสวี่ยกลอกตาอย่างระอาใจ เธอหมดคำจะพูด แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกตลกมาก เลยแค่โบกมือหย็อยๆ “โอเคค่ะๆ งั้นพี่ก็อยู่ให้คนจ้องกันต่อไปเถอะ หนูกลับห้องเรียนก่อนล่ะ...”
ถังเสวี่ยพูดจบก็ไม่รอให้เฉิงหร่านพูดอะไรน่าตกใจอีก เธอโบกมือให้แล้วสาวเท้าเดินเข้าประตูโรงเรียนไปอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเดียวก็หายตัวไปแล้ว
“ฮ่าๆ...ยัยเสวี่ยเอ๋อร์นี่จะขี้อายอะไรขนาดนั้น แค่สายตาของคนกลุ่มเล็กๆ ก็ลนจนหนีไปแล้ว แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” น้องสาวของเฉิงหร่านคนนี้ถึงจะไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ แต่ต่อไปก็จะไม่ใช่นักเรียนธรรมดาๆ อะไรเหมือนกัน
เรื่องที่ยังรออยู่ให้ไปเผชิญอยู่ในวันข้างหน้า ทั้งหมดล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการคบค้าสมาคมกันในสังคมไฮโซทั้งสิ้น ภูมิต้านทานทางใจจะต่ำขนาดนั้นไม่ได้เด็ดขาด
ดูเหมือนว่าหลังจากขึ้นมหาวิทยาลัยไปแล้วจะต้องพาถังเสวี่ยไปเข้าร่วมงานธุรกิจให้มากหน่อยแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้ ถังเสวี่ยยังประสบการณ์ไม่พอ เธอยังต้องพยายามสอนให้ก่อน
เฉิงหร่านคิดอย่างนี้แล้วก็บึ่งรถออกไป ผู้คนเริ่มมาจับกลุ่มกันที่หน้าประตูโรงเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอไม่ได้ตรงกลับบ้านไปเลย หากแต่แวะซื้อของสดนิดหน่อยที่ห้างสรรพสินค้า เธอเตรียมจะมอบเซอร์ไพร์สอย่างหนึ่งให้คุณพ่อกับคุณแม่ที่กำลังทำงานกันอยู่ที่บริษัท
“ยัยเฉิงหร่านนี่ใฝ่ต่ำจริงๆ เลยนะ ตอนนี้ถึงกับไปคบกับยัยเด็กบ้านนอกแบบนี้แล้ว อย่าลืมสิว่าเธอเป็นถึงคุณหนูจากเครือยักษ์ใหญ่เชียวนะ ดันมาทำตัวสนิทสนมกับคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเสียได้ หึ ช่างเป็นคนที่ไร้ยางอายอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้เธอก็คงไม่อ่อยพวกพี่ๆ หนุ่มฮ็อตของโรงเรียนสามสี่คนนั้นจนพวกเขาหลงหัวปักหัวปำได้หรอก!” ในกลุ่มคนเหล่านั้น มู่หรงหมิ่นกำลังมองรถยนต์คันนั้นที่เคลื่อนตัวห่างออกไปด้วยความโมโหและด่าทออย่างโกรธเกรี้ยวโดยไม่อาจควบคุมตัวเองได้
แววตาของซั่งกวนหวั่นฉายรอบเหยียดหยันขึ้นมาแว่บหนึ่ง รอให้คนเขาไปแล้วถึงค่อยกล้าด่าเขาเสียๆ หายๆ ลับหลัง ตัวเธอเองนี่มียางอายมากเลยมั้ง
ใครไม่รู้บ้างว่าเธอคิดอะไรอยู่
ถึงแม้ในใจจะนึกดูถูกการกระทำแบบนี้ของมู่หรงหมิ่น แต่ซั่งกวนหวั่นก็ยังพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอยู่ดี “พี่หมินหมิ่น เราไปกันเถอะ ตรงนี้มีคนเยอะ ถ้าเกิดใครมาได้ยินเข้า...อิทธิพลของตระกูลเฉิงไม่ใช่สิ่งที่พวกเรารับได้ไหวหรอกนะ”
มู่หรงหมิ่นกำลังโมโหจัด เวลานี้มีหรือจะรับฟัง เธอแสยะยิ้มเย็นอย่างอดไม่ได้พร้อมพูดขึ้น “เธอไม่พูดแล้วใครจะรู้ล่ะ”
ซั่งกวนหวั่นโมโหขึ้นมาทันที เธอเองก็พูดเสียงเย็นอย่างอดไม่ได้เหมือนกัน “ถ้าฉันจะฟ้องฉันคงไม่สะกดรอยตามพวกเขากับเธอตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่ห้างแล้ว มู่หรงหมิ่น เวลาพูดเธอช่วยใช้สมองหน่อยจะได้มั้ย อย่าให้พอพูดออกมาแล้วมันฟังดูเกรี้ยวกราดเหมือนคนอื่นเขาไปแย่งสามีเธอหรือฆ่าพ่อเธออะไรแบบนั้นเลย รู้ไว้เสียด้วยว่าฉันซั่งกวนหวั่นก็ไม่ใช่คนที่เธอจะมาด่าว่าตามใจชอบได้เหมือนกัน อย่าคิดว่าตัวเองดีเลิศนักเลย เธอดูถูกฉัน แล้วคิดว่าฉันชื่นชมเธอนักหรือไง!”
มู่หรงหมิ่นเคยเห็นซั่งกวนหวั่นหยิบยกเหตุผลมาอ้างแล้วเถียงเธออย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แบบนี้ที่ไหน
ปกติแล้วซั่งกวนหวั่นจะดูอ่อนแอไม่มีทางสู้ ใครอยากรังแกก็ได้ ทว่าตอนนี้จู่ๆ ทำตัวแข็งข้อขึ้นมา มู่หรงหมิ่นเลยเผลอเบิกตาโพลงมองเธออย่างตกใจพูดอะไรไม่ออก
ทันใดนั้นก็พลันตั้งสติได้ เธอโกรธจัด “เธอว่าไงนะ”
เธอรู้สึกว่าเสียงของตัวเองเพิ่มเดซิเบลสูงขึ้นในชั่วพริบตา ฟังแล้วค่อนข้างแสบแก้วหูทีเดียว!
“ซั่งกวนหวั่น เธอกล้าพูดแบบนี้กับฉันเหรอ เธอกล้าด่าฉัน คิดว่าเธอชื่นชมฉันนักหรือไงงั้นเหรอ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร อยากตายใช่มั้ย”
มู่หรงหมิ่นพูดจบแล้วก็ไม่รอให้ซั่งกวนหวั่นได้เถียงอะไรกลับเหมือนกัน เธอหันไปมองเด็กสาวที่เอาแต่ปิดปากเงียบอยู่ข้างๆ กันทันทีและปรี่เข้าหาเด็กสาวคนนั้นพร้อมกับเอื้อมมือไปเขย่าแขนเธอ
มู่หรงหมิ่นพูดพลางทำหน้าน้อยใจ “เจียเจีย เธอดูยัยซั่งกวนหวั่นสิ ยัยนี่มันตีสองหน้า ทำดีกับพวกเราแต่ก็สานสัมพันธ์กับคนพวกนั้นด้วย ยัยนี่ต้องไปฟ้องพวกนั้นแน่ แถมตอนนี้ยังถึงขนาดกล้ามารังแกฉันแล้ว เธอต้องช่วยจัดการให้ฉันนะ!”
“เงียบน่า! โวยวายอะไรเนี่ย ตรงนี้มีคนอยู่ตั้งเยอะ เธอจะโวยวายให้คนอื่นเขารู้เรื่องกันหมดเลยใช่มั้ยถึงจะหยุด” โอวหยางเจียเจียตวาดกร้าวเสียงเย็นอย่างไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
มู่หรงหมิ่นที่เมื่อครู่ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและอาละวาดใหญ่โตได้แต่เบะปาก เธอไม่พอใจเท่าไรแต่ก็ไม่กล้าเถียง ทำได้เพียงถลึงตากร้าวใส่ซั่งกวนหวั่นและไม่พูดอะไรอีก
เห็นแบบนี้โอวหยางเจียเจียจึงขมวดคิ้วฉับ “เสียวหมิ่น เธอต้องเปลี่ยนนิสัยหน่อยนะ ที่หวั่นเอ๋อร์พูดมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล เธอทำเกินไปหน่อยจริงๆ ทุกคนนิสัยเป็นยังไงเราก็รู้กันดีอยู่แล้ว ทำไมต้องหาเรื่องทะเลาะกันให้ได้ด้วย”
“อืม...” มู่หรงหมิ่นส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่เต็มใจ ตอนนี้ให้มองอย่างไรเธอก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับซั่งกวนหวั่นแล้ว
กล้ามาทำตัวอวดดีกับเธอเหรอ แถมตอนนี้ยังดึงเจียเจียไปเป็นพวกอีก เห็นทีเธอต้องสั่งสอนและตักเตือนซั่งกวนหวั่นสักหน่อยแล้ว
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รู้ว่ามู่หรงหมิ่นคนนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะมาหาเรื่องด้วยได้ง่ายๆ!
“หวั่นเอ๋อร์ เธอก็อย่าใส่ใจเลยนะ เสียวหมิ่นเป็นแบบนี้มาตลอดเธอก็รู้ เขาแค่ค่อนข้างชอบเอาชนะน่ะ!” หลังจากทำให้มู่หรงหมิ่นอารมณ์เย็นลงได้แล้ว โอวหยางเจียเจียก็หันหน้ามามองซั่งกวนหวั่นที่ตอนนี้กำลังตีหน้านิ่งอยู่พลางพูดเรียบๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“หนูรู้ค่ะพี่เจียเจีย หนูไม่เก็บมาใส่ใจหรอก พี่ไม่ต้องห่วง...” ซั่งกวนหวั่นตอบรับอย่างว่าง่าย
ทว่าดวงตาที่หลุบลงกลับฉายรอยคมกริบ แววตาเหี้ยมเกรียมนั้นทำให้เธอมีรังสีทะมึนแผ่ออกมาจากร่างกายทันที
ถ้าไม่มีโอวหยางเจียเจียคอยปกป้อง เธอจะเอาอะไรมาสู้กับฉันได้มู่หรงหมิ่น
จะว่าไปแล้วก็ลำเอียงเกินไปหน่อยไหม พูดแบบนี้คืออยากให้ตระกูลซั่งกวนของฉันยึดความเห็นของตระกูลโอวหยางของเธอเป็นหลักหรือไง
น่าขำสิ้นดี!
มู่หรงหมิ่น ทางที่ดีเธอระวังตัวไว้เถอะ ไม่อย่างนั้นถ้าตอนไหนที่โอวหยางเจียเจียก็ไม่ยอมเป็นร่มกันแดดกันฝนให้เธอเมื่อไร อย่ามาโทษว่าฉันเปลี่ยนไปเป็นคนใจร้ายก็แล้วกัน!
“ไปกันเถอะ กลับห้อง” โอวหยางเจียเจียเอ่ยปากพูดเรียบๆ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าของซั่งกวนหวั่นด้วยเหมือนกัน
มู่หรงหมิ่นเม้มปากเล็กน้อย เธอเหลือบมองซั่งกวนหวั่นด้วยหางตาแล้วก็ยอมหยุดโมโหก่อนสักพัก
เธอเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมกับถามขึ้นเบาๆ “เจียเจีย เธอว่ายัยเฉิงหร่านนั่นไม่มาฝึกทหารใช่มั้ย เธอดูสิยัยนั่นดูไม่มีทีท่าว่าจะเข้าโรงเรียนมาเลยด้วยซ้ำ ไหนบอกว่าชิงเฉิงไม่กลัวอิทธิพลของตระกูลไหนเลยไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ทำไมยอมก้มหัวให้แล้วล่ะ”
“เดี๋ยววันนี้ก็รู้กันแล้วไม่ใช่หรือไง เดี๋ยวพวกเราก็ไม่ต้องไปด้วยเหมือนกัน ถ้าโรงเรียนไม่สนใจพวกเราก็ต้องก่อเรื่องขึ้นมาหน่อย ฉันจะดูซิว่าโรงเรียนมัธยมชิงเฉิงนี่จะออกหน้ามาจัดการยัยคุณหนูเฉิงคนนี้หรือเปล่า” โอวหยางเจียเจียพูดอย่างอารมณ์ดี เห็นได้ชัดมากว่าเธอไม่ได้สนใจเฉิงหร่านเลยสักนิด
ในเมื่อเฉิงหร่านแหกกฎของโรงเรียนได้ แล้วทำไมเธอจะทำไม่ได้
สิบเครือยักษ์ใหญ่แข็งแกร่งมากก็จริง แต่ถ้าตระกูลเล็กๆ ส่วนใหญ่ออกมาช่วยกันต่อต้าน ช่วยกันสร้างปัญหา ดูซิว่าโรงเรียนชิงเฉิงแห่งนี้จะยังตัดสินอย่างเป็นธรรมได้อยู่อีกหรือเปล่า!
“วิธีนี้ดีเลย คราวนี้ก็จะเล่นงานยัยนั่นได้แล้ว เดี๋ยวพอกลับไปที่ห้องเรียนฉันจะบอกคนอื่นให้ไม่ต้องไปภูเขาหลังโรงเรียนด้วยเหมือนกัน ต้องบีบให้เฉิงหร่านกลับมาให้ได้ ให้เธอทำตัวมีสิทธิพิเศษงั้นเหรอ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ขนาดพี่หานอวี่เจ๋อตอนอยู่ม.สี่ก็ยังไม่โดดฝึกทหารเลยนะ แล้วทำไมเธอถึงทำตัวอวดดีขนาดนี้ได้”
โอวหยางเจียเจียเหลือบมองมู่หรงหมิ่นที่ตอนนี้กำลังทำหน้าตาตื่นเต้นเต็มที่ด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะส่ายหน้า ‘ยัยมู่หรงหมิ่นนี่เก็บความรู้สึกไม่อยู่เลยจริงๆ แต่ก็ดีเหมือนกัน ยังไงก็ยังดีกว่ายัยซั่งกวนหวั่นที่ดูร้ายลึกอยู่หน่อย อย่างน้อยมู่หรงหมิ่นก็คิดอะไรก็แสดงออกมาอย่างนั้น ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการอะไรพวกนั้น’
ซั่งกวนหวั่นไม่พูดอะไรเลย เธอเดินตามหลังเด็กสาวทั้งสองคนเงียบๆ โดยเว้นระยะห่างไว้ก้าวหนึ่ง ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในบทสนทนาและไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
เธอรู้ดีเช่นกันว่าโอวหยางเจียเจียไม่มีทางฟังที่เธอพูดหรอก เพราะฉะนั้นเธอแค่รักษาระยะห่างเอาไว้ให้ไม่ไกลไม่ใกล้จนเกินไปก็พอ
ถึงแม้มู่หรงหมิ่นจะตื่นเต้น แต่พอใกล้จะถึงประตูห้องเรียนแล้วเธอก็ถามขึ้นเบาๆ อีกครั้ง “เจียเจีย เธอว่าจะทำยังไงกับยัยบ้านนอกนั่นดี อีกสักพักให้ฉันสั่งสอนเธอเลยดีมั้ย ยังไงเฉิงหร่านก็ไม่อยู่ เก็บกวาดเธอได้พอดี”
“พอดีเลยตอนนี้เฉิงหร่านไม่อยู่ ถ้าเรื่องนี้ทำให้ถังเสวี่ยเดือดร้อนไปด้วย ไม่แน่ว่าเฉิงหร่านรู้แล้วอาจจะรีบแจ้นกลับมาโวยวายก็ได้ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะรับมือกับเฉิงหร่านด้วยวิธีไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด ยังไงปลาตัวใหญ่ย่อมมีค่ามากกว่าปลาจีนเป็นไหนๆ อยู่แล้ว ถ้าไม่มีเฉิงหร่าน ถังเสวี่ยก็เป็นแค่ยัยบ้านนอกคนหนึ่ง จะไปมีปัญญาสู้กับพวกเราได้ยังไง...” ซั่งกวนหวั่นเอ่ยปากพูดแล้ว ทันทีที่พูดออกมาก็ได้ความเป็นแผนการที่แยบคายมากแผนหนึ่งเลยทีเดียว
โอวหยางเจียเจียมองเธอนิ่งๆ ซั่งกวนหวั่นนี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยจริงๆ มิน่าล่ะ พูดแค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้มู่หรงหมิ่นควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ดูถูกไม่ได้เลย
“หวั่นเอ๋อร์พูดถูก เสียวหมิ่น เรื่องนี้เธอต้องเรียนรู้เอาไว้นะ อย่าเอาแต่มองแต่ผลประโยชน์ส่วนน้อยที่อยู่ตรงหน้า ต้องมองการณ์ไกลหน่อย”
“อืม...” มู่หรงหมิ่นคอตกพลางส่งเสียงตอบรับกลับไปทีหนึ่งด้วยท่าทางหดหู่ เห็นได้ชัดมากว่าเธอไม่ได้สนใจฟังคำพูดของโอวหยางเจียเจียเลยด้วยซ้ำ หนำซ้ำยังคิดว่าโอวหยางเจียเจียลำเอียงอีกต่างหาก
โอวหยางเจียเจียส่ายหน้าและไม่ได้พูดอะไรอีกเหมือนกัน
ในเมื่อยายนั่นเป็นคนซื่อบื้อ เธอยังจะไปหวังให้มู่หรงหมิ่นตาสว่างขึ้นหน่อยอยู่อีกเหรอ เธอตั้งความหวังสูงไปจริงๆ
ซั่งกวนหวั่นหลุบตาลงเงียบๆ พลางลอบสบถเสียงเย็นอยู่ในใจ
ยายมู่หรงหมิ่นนี่ทำให้โอวหยางเจียเจียผิดหวังแล้วจริงๆ เป็นคนไม่มีสมองแล้วยังอยากจะมากดขี่เธอไปตลอดชีวิตอีกงั้นเหรอ
ฝันไปเถอะ
รอให้ฉันค่อยๆ สลัดเธอออกไปจากใจของโอวหยางเจียเจียได้ก่อนเถอะ ฉันจะดูซิว่าเธอยังจะทำตัวอวดเก่งได้อีกหรือเปล่า จะกลับมาตั้งหลักได้อย่างไร!
ทั้งสามคนเดินเรียงแถวเข้าห้องเรียนมาด้วยกัน ทุกคนพร้อมใจกันมาก ไม่มีใครมองไปที่โต๊ะของถังเสวี่ยเลยสักคน พวกเธอแกล้งทำเป็นว่าไม่สนใจถังเสวี่ยเลยสักนิด ท่าทางดูหยิ่งและถือตัวมาก
มู่หรงหมิ่นพูดจริงทำจริง เธอเข้ามาในห้องเรียนไม่ทันไร ร่างผอมเพรียวร่างนั้นก็แทรกตัวหายเข้าไปในกลุ่มคนแล้ว
พวกเธอซุบซิบกันอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเด็กสาวกลุ่มที่เธอเข้าไปหาพยักหน้าตกลงกันแล้ว คราวนี้เธอถึงได้กลับมานั่งลงข้างๆ โอวหยางเจียเจียพร้อมยื่นมือออกมาชูสองนิ้วเป็นรูปตัว V
บอกเป็นเชิงว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว
โอวหยางเจียเจียกระตุกยิ้มมุมปากนิ่งๆ เห็นได้ชัดว่าเธอพอใจกับความเร็วของมู่หรงหมิ่นมาก
ขณะที่ซั่งกวนหวั่นไม่ทำอะไรสักอย่าง เธอเพียงแต่คอยมองอยู่นิ่งๆ และไม่ได้ตั้งใจจะเอาใจโอวหยางเจียเจียกับมู่หรงหมิ่นแต่อย่างใด
ในสายตาเธอ ไม่ว่าเฉิงหร่านจะถูกบีบให้กลับมาเข้าร่วมการฝึกทหารหรือไม่ พอตระกูลเฉิงลงมือจัดการกับเรื่องนี้ สองคนนี้ล้วนแต่จะมีจุดจบอย่างน่าอนาถทั้งสิ้น
โอวหยางเจียเจีย ทางที่ดีเธอรีบตาสว่างสักทีเถอะ อย่ามัวแต่ปกป้องมู่หรงหมิ่นแล้วเล่นงานฉันอยู่เลย ไม่อย่างนั้นแม้แต่เธอฉันก็จะไม่ปล่อยเอาไว้เหมือนกัน
ถังเสวี่ยที่จดจ่ออยู่กับการทบทวนบทเรียนมาตลอดย่อมไม่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำระลอกนี้
แม้เธอจะเรียนโรงเรียนไฮโซมาตลอด แต่อย่างไรแล้วก็มีฐานะเป็นคนธรรมดาอยู่ดี เรื่องซับซ้อนหลายอย่างแทบไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวเลยด้วยซ้ำ
ตอนที่เจอคุณหนูคุณชายจากตระกูลไฮโซอย่างเฉิงหร่านกับพวกหานอวี่เจ๋อก็ไม่มีเรื่องไม่ดีอะไรเกิดขึ้นหรือมีใครดูถูกเธอด้วยเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นในความรู้สึกของเธอแล้ว แม้ว่าลูกหลานไฮโซเหล่านี้จะอารมณ์ร้ายไปหน่อย หลงตัวเองมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้มีจิตใจที่ไม่ดี
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าอย่างไรเธอเลยนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าการกระทำของคนพวกนี้จะทำให้เธอกับเฉิงหร่านเกือบตายในภายหลัง
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ไว้ค่อยพูดกันหลังจากนี้แล้ว
การฝึกทหารครั้งแรกของภาคเรียนที่หนึ่งของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่สองหลังจากเปิดภาคเรียน ระยะเวลาตลอดการฝึกคือสิบวัน
ที่เป็นแบบนี้เพราะคำนึงถึงว่าเด็กเหล่านี้ล้วนแต่เป็นลูกหลานของตระกูลคนใหญ่คนโตด้วยเหมือนกัน จะฝึกหนักเกินไปไม่ได้ โรงเรียนจึงได้ผ่อนผันในด้านต่างๆ ให้ไม่น้อย แม้แต่การฝึกทหารก็ยังไม่เคยบังคับให้ไปจัดที่สนามฝึกที่ใช้สำหรับฝึกทหารโดยเฉพาะ เพียงแต่จัดที่สนามบนภูเขาหลังโรงเรียนที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น
ช่วงเช้าเป็นคาบฝึกทหาร ช่วงบ่ายก็เข้าเรียนตามหลักสูตรของโรงเรียนต่อ ทุกๆ วันจะฝึกทหารกันแค่เกือบๆ ครึ่งวันเท่านั้น
การจัดการทุกอย่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่โรงเรียนยอมผ่อนผันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการเข้มงวดกับลูกหลานคนใหญ่คนโตเหล่านี้จริงๆ
และนี่ก็คือสิ่งที่โรงเรียนมองการณ์ไกลและคำนึงถึง กระแสน้ำทำให้เรือลอยได้ก็ล่มเรือได้เหมือนกัน ถ้าเข้มงวดกับนักเรียนเหล่านี้มากเกินไปมีแต่จะทำให้พวกเขาหวาดกลัวไม่กล้าทำตามใจอยาก ยิ่งดูแลยากเข้าไปใหญ่
เพราะฉะนั้นท่านผู้อำนวยการโรงเรียนจึงลงมือร่างโครงการนี้ด้วยตัวเอง ทั้งยังลบล้างเสียงต่อต้านทั้งหมด สยบข้อกังขาของครูคนสำคัญในโรงเรียนแล้วออกกฎข้อนี้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด
เพราะอย่างนี้ด้วยเหมือนกัน ลูกหลานของคนใหญ่คนโตเหล่านั้นถึงได้ยอมเข้าร่วมการฝึกทหารอย่างว่าง่ายมาโดยตลอด นับแต่ชิงเฉิงเปลี่ยนกฎใหม่เป็นต้นมาก็ไม่มีนักเรียนคนไหนมีความคิดว่าจะโดดการฝึกทหารเลยสักคน
เพราะอย่างนี้ด้วยเหมือนกัน นักเรียนเหล่านั้นที่ไม่อยากมาต่างก็จำต้องพากันมาอย่างเสียไม่ได้ พวกเขาเริ่มเปิดคนแรกไม่ได้หรอก
ตอนนี้มีคนทำเป็นคนที่หนึ่งแล้ว เลยมีคนลองอยู่ในห้องเรียนบ้าง ไม่ตามคนอื่นๆ ไปที่ภูเขาหลังโรงเรียน
ตอนที่ถังเสวี่ยออกมา เธอมองนักเรียนสิบกว่าคนที่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเรียนแว่บหนึ่งด้วยความฉงน
ไหนบอกว่าจะไม่เข้าร่วมการฝึกทหารไม่ได้ไม่ใช่เหรอ
ถังเสวี่ยคิดเพียงเท่านี้ จู่ๆ ก็นึกถึงเฉิงหร่านที่ไม่ได้มาโรงเรียนขึ้นมาแล้วก็เข้าใจได้ทันที
พี่สาวของเธอยังไม่มาได้เลย คนพวกนี้ก็คงแจ้งไว้แล้วล่ะมั้งว่าไม่ยินดีจะเข้าร่วมการฝึกทหาร...
ทว่าถังเสวี่ยกลับไม่รู้เลยว่าไม่ใช่ลูกหลานของคนใหญ่คนโตทุกคนที่จะต่อต้านข้อบังคับของโรงเรียนชิงเฉิงแแห่งนี้ได้ เฉิงหร่านไม่มาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะไม่ไปได้
“นักเรียนทุกคน วันนี้เป็นวันแรกของการฝึกทหาร เห็นแก่ที่พวกเธอต่างก็เป็นคุณหนูคุณชายกันทั้งนั้น วันนี้ครูจะฝึกแบบให้อบอุ่นร่างกายนิดหน่อยก่อนแล้วกัน แต่แค่สามวันเท่านั้นนะ หลังจากครบสามวันแล้วจะเข้าสู่การฝึกอย่างแท้จริงโดยสมบูรณ์ พวกเธอเข้าใจมั้ย” ครูฝึกคนใหม่ตะโกนเสียงดังอย่างเลือดร้อนระคนฮึกเหิม เป็นเสียงที่ดังสนั่นมาก
เขาคือคนที่กองทัพเพิ่งส่งมาให้ประจำภาคการศึกษานี้ โอกาสหนึ่งในหมื่นถูกเขาแย่งชิงไปแล้ว
เพราะฉะนั้นเขาจึงได้มาที่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งนี้ ย้อนนึกถึงสมัยก่อนแล้ว เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนแห่งนี้เหมือนกัน
แต่ตอนนี้เขากลายเป็นครูฝึกแล้ว กลายเป็นคนที่เขากับรูมเมตกลัวมากที่สุดสมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นครูฝึกที่เข้มงวดที่สุด
ความรู้สึกที่ได้เปลี่ยนจากฝ่ายถูกกระทำมาเป็นฝ่ายกระทำไม่ใช่สิ่งที่หยุดไม่ให้เขาตื่นเต้นจากสิ่งที่ตั้งตารอคอยมาได้ด้วยเพียงคำพูดแค่ไม่กี่ประโยค
ในที่สุดเขาก็ได้คุมนักเรียนด้วยตัวเองแล้ว ในที่สุดก็ได้ลองทำแบบที่ครูฝึกให้พวกเขาทำตอนนั้นบ้างแล้ว
“ตอนนี้ครูจะเริ่มเช็กชื่อแล้วนะ ใครที่มาก็ยกมือแสดงตัวด้วยล่ะ” ครูฝึกพูดจบก็เริ่มเช็กชื่อ
ภาพที่เห็นมีเพียงเขาถือใบรายชื่อไว้ในมือแล้วค่อยๆ เริ่มอ่านชื่อเรียงไปทีละชื่อ ยิ่งอ่านไปถึงท้ายๆ ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาก็เลือนหายไป กลายมาเป็นใบหน้าถมึงทึงแทน
หลังจากที่อ่านจบครูฝึกก็ขยำใบรายชื่อจนยับยู่ยี่พร้อมเอ่ยถามเสียงเย็น “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมมีคนหายไปเยอะขนาดนี้ แถมเป็นนักเรียนห้อง A ของพวกเธอทั้งนั้นด้วย พวกเธอตั้งใจจะก่อเรื่องกันเหรอ”
สมัยที่เขาเรียนอยู่เคยเห็นว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงมีนักเรียนกล้าไม่มาสนามฝึกทหารที่ไหน
ลูกหลานคนใหญ่คนโตพวกนี้แต่ละคนชักจะเอาใหญ่แล้ว โดยเฉพาะนักเรียนห้อง A คิดว่ามีอิทธิพลมากใช่ไหม ถึงได้เริ่มจะไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาแบบนี้
เผชิญหน้ากับครูฝึกที่กำลังบันดาลโทสะแบบนี้ นักเรียนห้อง A ที่ยืนเรียงกันอยู่ในแถวก็ไม่มีใครเอ่ยปากตอบเลยสักคน
…………………………………………………