Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 026 ตอนที่ 26
ตอนที่ 26 ไร้ซึ่งความน่าเกรงขามขนาดนี้
ทีแรกเฉิงหร่านคิดว่าหานอวี่เจ๋อส่งข้อความมา ทว่าพอเปิดดูกลับพบว่าเป็นไป๋เฮ่าหราน
ไป๋เฮ่าหรานคือลูกชายของเพื่อนสนิทคุณพ่อเฉิง เพราะพวกเขารู้จักกันมาก่อน พวกเธอสองคนเลยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
ในความทรงจำของเฉิงหร่าน ไป๋เฮ่าหรานคือผู้ชายประเภทที่มีมาดสง่างามหากแฝงไว้ซึ่งความร้ายกาจ
บางทีใช้คำว่าร้ายกาจมาเป็นคำจำกัดความผู้ชายคนหนึ่งอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่สำหรับผู้ชายที่ชื่อไป๋เฮ่าหรานคนนี้เหมาะสมจะเรียกแบบนี้แล้วจริงๆ
ชื่อของเขากับตัวเขาจริงๆ ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักนิด
เฉิงหร่านรู้สึกว่าชื่อไป๋เฮ่าหราน[footnoteRef:1] ชื่อนี้พูดออกมาแล้วคนคนแรกที่จะนึกถึงควรจะเป็นอันจื่อเฉิน ผู้ชายที่ดูเหมือนเทพบุตรคนนั้น [1: ไป๋ แปลว่า สีขาว เฮ่าหราน แปลว่า จิตใจที่ซื่อตรงและยิ่งใหญ่]
ทว่าไป๋เฮ่าหรานตัวจริงนั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
เขาเป็นผู้ชายร้ายๆ ไม่ชอบถูกบังคับ แต่หน้าสวยจนแทบเรียกได้ว่าเขาคือปีศาจ
แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นผู้หญิง
เธอจำได้ว่าตอนเด็กๆ เธอเจอไป๋เฮ่าหรานครั้งแรกก็มัวเคลิ้มอยู่นานโข
หลังจากนั้นมา ทุกครั้งที่เจอเขาเธอก็จะละสายตาจากเขาไม่ได้
โดยเฉพาะตอนที่เขาขึ้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่เธอได้เจอไป๋เฮ่าหรานตอนที่เขาโตแล้ว เธอเลือดกำเอาไหลออกมา น่าอายมาก
นั่นคือตอนที่เธอควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วก็สภาพดูไม่จืดที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
เพราะแบบนี้เธอเลยมีปมอยู่ในใจด้วยเหมือนกัน
เพียงแค่เห็นผู้ชายหน้าสวยเธอก็จะเผลอลูบใต้จมูกดูว่าตัวเองเลือดกำเดาไหลหรือเปล่า
ส่วนไป๋เฮ่าหรานในตอนนั้นกลับยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนปีศาจที่กำลังโมโหอย่างไรอย่างนั้น เขาหัวเราะไม่หยุดเลยด้วย
คิดเพียงเท่านี้ ปัจจุบันเธอยังคงเคลิ้มไปกับคนหน้าตาดีอยู่เช่นเดิม หากแต่รสนิยมของเธอสูงขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย เลยไม่ได้เลือดกำเดาไหลง่ายแบบนั้นแล้ว
คุณหนูบางคนที่มาจากตระกูลเฉิงลืมที่ตัวเองทำเรื่องหน้าอายตอนที่เจอหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนแล้วเผลอเคลิ้มไปเสียสนิท
เฉิงหร่านเปิดแชตดูก็เห็นตัวอักษรตัวใหญ่ๆ อยู่หลายตัว ‘ยัยจอมเพ้อ คิดถึงฉันเหรอ’
เฉิงหร่านกลอกตาอย่างเอือมระอา ในหัวมีภาพสีหน้าร้ายๆ ของผู้ชายกวนประสาทบางคนโผล่ขึ้นมา
เอาเถอะ!
จะคิดต่อไปไม่ได้แล้ว
เพราะว่าครั้งแรกที่เจอกันเฉิงหร่านมองไป๋เฮ่าหรานแล้วเคลิ้มจนใจลอยสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ผู้ชายร้ายกาจคนนี้เลยตั้งฉายา ‘ยัยจอมเพ้อ’ ให้เฉิงหร่าน แถมเรียกแล้วก็เรียกยาวมาสิบกว่าปีเลยด้วย!
รูปโปรไฟล์ของไป๋เฮ่าหรานเป็นรูปตัวการ์ตูนหมาจิ้งจอกสีแดงที่ชื่ออาหลีกำลังทำหน้าเคลิ้มฝันอยู่ โดยที่ดวงตาสองข้างนั้นเป็นรูปหัวใจ
เฉิงหร่านดูอย่างไรก็รู้สึกเหมือนว่าอีตาผู้ชายร้ายกาจคนนี้กำลังแซวเธออยู่
ตั้งแต่ที่เธอเล่นเวยป๋อ ไป๋เฮ่าหรานก็กดฟอลโลว์เธอ
นับแต่นั้นเป็นต้นมารูปโปรไฟล์รูปนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนอีกเลย
เธอรู้ว่าไม่มีตอนไหนเลยที่เขาไม่ได้กำลังเตือนความจำให้เธอว่าเธอเคยทำตัวบ้าผู้ชายมาครั้งหนึ่ง แถมยังเป็นยายจอมเพ้อที่เลือดกำเดาไหลเพราะเขาอีกด้วย!
เห็นรูปโปรไฟล์รูปนี้มานานหลายปีขนาดนั้นแล้ว
เฉิงหร่านก็ไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนตอนที่เพิ่งเห็นแรกๆ แล้ว นิ้วเรียวบางขยับไปมาพิมพ์ตอบ ‘ไม่คิดถึงอะ เพิ่งเปิดเทอมหนิ นายเป็นยังไงบ้าง’
‘ก็ไม่ยังไง เธอเพิ่งขึ้นม.4 นี่ คุณลุงให้เธอพักที่โรงเรียนหรือเปล่า’
‘ตอนแรกก็ให้พักที่โรงเรียนแหละ แต่สองวันที่ผ่านมานี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่คอนโดหลิวซิง’
‘ไม่สบายใช่มั้ย’
‘อืม เผลอไปอาบน้ำเย็นมาครั้งนึงก็เลยเป็นหวัดน่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว’ เฉิงหร่านตอบกลับแล้วรู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ
ผู้ชายคนนี้ยังฉลาดมากเหมือนเดิมเลย แค่ครู่เดียวก็เดาได้แล้วว่าเธอไม่สบาย คนที่รู้จักเธอดีที่สุดก็เห็นจะเป็นเขานี่แหละมั้ง!
ไป๋เฮ่าหรานไม่ได้ตอบกลับมา ผ่านไปไม่ทันไรแอปพลิเคชัน QQ ก็แสดงข้อความแจ้งเตือนว่ามีคนต่อสายวิดีโอคอลเข้ามา
เฉิงหร่านมองแล้วกดรับอย่างเสียไม่ได้ ผู้ชายคนนี้ชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อย
ทุกครั้งขอเพียงเขาไม่ได้อยู่กับเธอ ทันทีที่ได้ยินว่าเธอไม่สบายก็จะต้องโทรวิดีโอคอลมาจนกว่าจะเห็นเธอตัวเป็นๆ ให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ยอมหยุด
คุณจะไม่กดรับสายวิดีโอคอลก็ได้ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเขาก็จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าคุณ
แบบนี้มันเอาแต่ใจตัวเองยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก!
เฉิงหร่านตัดพ้อ หากแต่ในใจกลับรู้สึกค่อนข้างซึ้งใจ
ผู้ชายคนนี้ถึงแม้จะคอยเหน็บแนมเธออยู่ตลอด แต่กลับเป็นห่วงเธออย่างจริงใจ
เฉิงหร่านมองรูปโปรไฟล์ QQ ที่เป็นรูปจอมเพ้อเด้งไปมารูปนั้น เธอเห็นจนชินแล้ว
ขอแค่มีคอนแทคของเธอ รูปโปรไฟล์ของไป๋เฮ่าหรานก็จะเป็นรูปอาหลีทำหน้าเพ้อตาสองข้างเป็นรูปหัวใจ
QQ ก็เป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน เฉิงหร่านทำเมินภาพพวกนี้ไปด้วยตัวเองแล้ว
ภาพในสายเป็นจอมืดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็ต่อติด
ในนั้นยังคงเป็นใบหน้าสวยๆ หน้านั้นที่คุ้นเคยเช่นเดิม
แม้จะมีหน้าจอกั้นอยู่ แต่เฉิงหร่านก็ยังรู้สึกร้อนผ่าวที่จมูกอยู่ดี
บ้าจริง
เธอแกล้งทำเป็นขรึมแล้วดื่มนมหนึ่งอึกทันที
เฉิงหร่านยังคงนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้ เธอวางโน้ตบุ๊กไว้บนระเบียง
ไป๋เฮ่าหรานที่อยู่ในจอนั่งอยู่บนโซฟา เขาไม่ได้พูดอะไร
ดวงตาที่สวยเกินหน้าเกินตาคู่นั้นเพ่งมองเฉิงหร่านโดยละเอียด
เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนกัน หลายปีที่ผ่านมานี้เธอคุ้นชินกับวิธีการปฏิบัติแบบนี้ไปนานแล้ว
ถึงจะเป็นแค่การเปิดวิดีโอคอลโดยที่ไม่พูดอะไรกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนเดิม
หลังจากที่ไป๋เฮ่าหรานกวาดตามองแล้วเห็นว่านอกจากว่าสีหน้าของเฉิงหร่านติดจะซีดเซียวไปหน่อย อย่างอื่นก็ไม่เห็นว่าเธอจะไม่สบายตรงไหน
คราวนี้เขาถึงได้ขมวดคิ้วที่ดูดีคู่นั้นเข้าหากันน้อยๆ พลางว่า “ทำไมถึงได้ไม่ระวังตัวแบบนั้น เธอไม่รู้หรือไงว่าตัวเองสุขภาพไม่แข็งแรง ยังจะกล้าไปอาบน้ำเย็นอีก”
เฉิงหร่านเห็นไป๋เฮ่าหรานไม่มีรอยยิ้มร้ายเหมือนอย่างเคยหากแต่ขมวดคิ้วมุ่นพูดด้วยหน้าตาจริงจังแบบนั้นแล้วก็พาลรู้สึกปวดหัว “โอ๊ยๆ เฮ่าหราน นายอย่าขมวดคิ้วสิ แบบนี้ไม่หล่อเลย”
ความจริงแล้วไป๋เฮ่าหรานหน้าตาแบบนี้ จะทำสีหน้าแบบไหนก็ดูเจริญหูเจริญตาทั้งนั้นแหละ
แต่เฉิงหร่านกลัวหน้าตาจริงจังหรือไม่ก็ท่าทางนิ่งๆ ของเขามาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
เผชิญหน้ากับเขาที่เป็นแบบนั้นแล้วเธอจะรู้สึกผิดขึ้นมา
ไป๋เฮ่าหรานขมวดคิ้ว เขาตวัดสายตามองเฉิงหร่านทีหนึ่งด้วยท่าทางค่อนข้างเหนื่อยใจ หากแต่ไม่ได้ทำหน้านิ่งต่ออีก “คุณป้าพักอยู่กับเธอหรือเปล่า”
“เปล่า ฉันให้พ่อจ้างพี่เลี้ยงมาให้คนนึง”
“แบบนี้ได้ที่ไหนกัน รอแป๊บนึง เดี๋ยวฉันให้ป้าฝูไปดูแลเธอ เธอชอบกินอาหารฝีมือป้าฝูไม่ใช่เหรอ นี่ไงให้แกไปดูแลเธอพอดีเลย” ไป๋เฮ่าหรานพูดด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์
“โอ๊ย! ไม่ต้องหรอก อาหารที่ป้าหวังทำก็อร่อยเหมือนกัน อีกอย่างฉันเพิ่งจ้างแกมา อยู่ดีๆ ไปไล่ออกเนี่ยแย่มากเลยนะ”
“ไม่เป็นไร ให้เขามาทำงานที่บ้านฉันแล้วให้ป้าฝูไปดูแลเธอ” ไป๋เฮ่าหรานยืนกรานเช่นเดิม
เฉิงหร่านกลอกตาใส่ไป๋เฮ่าหรานพลางว่า “ป้าหวังเป็นคนที่พ่อฉันคัดมาเองกับมือเลยนะ นายคิดว่าแย่มากเหรอ”
ไป๋เฮ่าหรานหรี่ตาลงแล้วพูดขึ้น “งั้นก็ได้! ไว้วันหลังอยากกินอาหารฝีมือป้าฝูเมื่อไรก็แวะมาแล้วกัน”
เฉิงหร่านรีบพยักหน้ารับแล้วยิ้มตาหยี “โอเค...”
ดวงตาเรียวยาวดั่งตาหงส์แดงของไป๋เฮ่าหรานหรี่ลงพร้อมกับที่เจ้าตัวพยักหน้าตอบ “อืม...วันหลังไว้ฉันว่างจะไปเยี่ยมเธอ”
เฉิงหร่านอมยิ้มบางๆ “ได้ ถึงตอนนั้นบอกฉันแล้วกัน เดี๋ยวฉันไปรับที่สนามบิน”
ไป๋เฮ่าหรานยักคิ้วทีหนึ่งพร้อมกวาดสายตามองแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อืม...”
“เออใช่ เฮ่าหราน สองวันก่อนนายโทรมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า” จู่ๆ เฉิงหร่านก็นึกเรื่องในคืนวันที่ซิ่งรถขึ้นมาได้ เรื่องที่อยู่ๆ ก็ถูกคนบางคนวางหูใส่ พูดแล้วน้ำเสียงก็เริ่มไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าใดนัก
ไป๋เฮ่าหรานขมวดคิ้ว “เปล่าหนิ”
“เป็นไปได้ยังไง สองวันก่อนน่ะ ตอนกลางคืนประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ ได้” เฉิงหร่านเหล่มอง สีหน้าดูไม่เชื่อเลยสักนิด
ไป๋เฮ่าหรานได้ยินแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดเช็ก แล้วก็เห็นว่าโทรศัพท์ออกไปจริงๆ แต่ว่าเขาไม่ได้กดโทรศัพท์ไปเลยนี่นา
“สงสัยโทรศัพท์พังแล้วหน้าจอมันรันเองมั้ง ไว้เดี๋ยวเปลี่ยนเครื่องแล้ว”
“อืม ไม่มีอะไรงั้นฉันวางสายแล้วนะ เดี๋ยวอีกสักพักต้องเข้าบริษัทพ่อไปหาพ่อกับแม่”
“วันนี้ไม่ต้องไปเรียนหรอ” ไป๋เฮ่าหรานเลิกคิ้ว
“ไม่ต้อง สองสัปดาห์นี้เป็นช่วงฝึกทหาร ฉันแค่ไปเข้าเรียนตอนบ่ายก็พอแล้ว”
ไป๋เฮ่าหรานหัวเราะเบาๆ “คุณลุงนี่ก็สปอยล์เธอจริงๆ เลยนะ ที่ชิงเฉิงไม่เคยมีนักเรียนคนไหนไม่เข้าร่วมกิจกรรมฝึกทหารได้เลยสักคน ตอนนั้นฉันก็หนีไม่รอดเหมือนกัน”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ แค่การฝึกทหารเฉยๆ เอง เคร่งครัดอะไรขนาดนั้น”
ดวงตาของไป๋เฮ่าหรานวาววับขึ้นแว่บหนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดขึ้นอย่างมีเลศนัย “ชิงเฉิงไม่ใช่โรงเรียนดังธรรมดาๆ หรอกนะ จะรักษาตำแหน่งโรงเรียนไฮโซระดับท็อปได้ตลอดไม่เคยเปลี่ยนย่อมต้องมีคนใหญ่คนโตคอยสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะดูแลนักเรียนที่เป็นไฮโซโดยสมบูรณ์แบบไหวเหรอ ไม่คิดว่าโรงเรียนจะกลัวครอบครัวของนักเรียนมาโวยวายเหรอ เพราะฉะนั้นยัยจอมเพ้ออย่าคิดว่าเรื่องมันง่ายขนาดนั้นเชียว ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ใช่ยัยจอมเพ้อแต่เป็นยัยจอมบื้อแทนแล้วนะ”
ตอนแรกเฉิงหร่านกำลังตั้งใจฟังอยู่ เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดมาใช้ตั้งใจฟัง แต่พอได้ยินถ้อยคำเหน็บแนมตัวเองปุ๊บพาลโมโหขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ฉันวางแล้วนะ บ๊ายบาย”
ไป๋เฮ่าหรานส่งยิ้มทรงเสน่ห์ผ่านหน้าจอมาให้เฉิงหร่านพร้อมกับทำหน้าร้ายกาจ “อืม! บ๊ายบายยัยจอมเพ้อ”
เฉิงหร่านกดปิดวิดีโอคอลทันที เธอสบถเสียงเย็นในลำคอออกมาทีหนึ่งอย่างเย็นชาแล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องไป
เด็กสาวเดินเข้าห้องแต่งตัวไป มองดูเสื้อผ้าแล้วก็หยิบเสื้อคลุมตัวโคร่งสไตล์เกาหลีออกมาตัวหนึ่ง จับคู่กับชุดกระโปรงกีฬาแบบที่ใส่สบายๆ หรือจะใส่ไปออกกำลังกายก็ได้ เสร็จแล้วก็เดินเข้าห้องอาบน้ำไป
เฉิงหร่านชอบกลิ่นหอมของดอกมะลิ
เพราะฉะนั้นยาสระผมและสบู่อาบน้ำที่เธอใช้ล้วนแต่เป็นกลิ่นมะลิทั้งสิ้น รวมถึงชุดน้ำหอมอโรมาที่ใช้ในห้องนอนก็เป็นกลิ่นหอมแบบเดียวกันด้วย
เฉิงหร่านชอบกลิ่นหอมแบบนี้เป็นพิเศษ เพราะว่าใช้แต่ชุดน้ำหอมอโรมาแบบเดิมมาตลอด บนตัวเธอเลยมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิติดอยู่ด้วยเหมือนกัน
เฉิงหร่านอาบน้ำเสร็จแล้วก็สวมชุดกระโปรงกีฬา เธอหารองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เล็กมาคู่หนึ่ง จากนั้นมายืนส่องหน้าหน้ากระจกขนาดเต็มตัว
แขนเสื้อของเสื้อคลุมตัวนอกเป็นสีน้ำเงินซีด ส่วนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นสีขาวแบบมินิมอล ที่ช่วงเอวของเสื้อคลุมมีเข็มขัดติดอยู่ด้วย ท่อนล่างเป็นกระโปรงมินิสเกิร์ตสีขาว
เฉิงหร่านเป็นคนที่รูปร่างผอมเพรียวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สวมชุดกระโปรงแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความมีชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นไป
เฉิงหร่านหยิบโทรศัพท์มือถือมาแล้วก็เดินออกจากประตูไป
เฉิงหร่านที่เดินออกมาจากห้องมองไปยังประตูห้องของถังเสวี่ย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเคาะประตู “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอตื่นหรือยัง”
“พี่ หนูตื่นแล้วค่ะ กำลังใส่รองเท้าแน่ะ พี่เข้ามาเลย”
“ไม่ล่ะ ฉันจะลงไปดูหน่อยว่าอาหารเช้าเสร็จหรือยัง เธอก็รีบๆ หน่อยนะ”
“อื้ม! มาแล้วค่ะๆ”
วันนี้เธอไม่ต้องไปโรงเรียนตลอดช่วงเช้า ความจริงแล้วเธอไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนั้นก็ได้ แต่อีกเดี๋ยวต้องไปส่งถังเสวี่ยที่โรงเรียน เธอเลยตื่นนอนไปเลยเหมือนกัน
ถังเสวี่ยเดินลงชั้นล่างไป เมื่อมาถึงชั้นหนึ่งก็ยกมือขึ้นดูนาฬิกา เจ็ดโมงสิบห้าแล้ว
“ป้าหวังคะ อาหารเช้าเสร็จหรือยังคะ”
“คุณหนูนั่งรอสักครู่นะคะ ใกล้เสร็จแล้วค่ะ” เสียงของป้าหวังดังออกมาจากห้องครัว
“พี่คะ ทำไมพี่ถึงตื่นเช้าขนาดนั้นล่ะ ตอนเช้าหนูเห็นโพสต์เวยป๋อของพี่เลยรู้ว่าพี่ตื่นแล้ว ก็เลยไม่ได้ไปปลุกพี่”
เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นมองทีหนึ่ง ชั่วขณะนั้นเธอเห็นเพียงเงาร่างของถังเสวี่ยที่เดินลงบันไดวนมาจากชั้นสองอย่างรวดเร็ว
วันนี้เธอสวมเสื้อผ้าชุดที่ไปซื้อด้วยกันวันนั้น
ชุดกีฬาแขนสั้นสีฟ้าอ่อน เห็นแล้วดูมีออร่ามาก
เฉิงหร่านพึงพอใจมากที่ถังเสวี่ยเอาของที่เธอซื้อให้มาใส่
แบบนี้อย่างน้อยถังเสวี่ยก็ไม่มองว่าเธอเป็นคนอื่นคนไกลและยอมรับว่าเธอเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว
“เสวี่ยเอ๋อร์ เธอรีบวิ่งขนาดนั้นทำไม ระวังหน่อยสิ บันไดไม่ใช่เตี้ยๆ นะ ถ้าเกิดพลัดตกลงมาจะทำยังไง ทำไมไม่ระวังตัวแบบนี้” เฉิงหร่านเหลือบมองทีหนึ่งด้วยสายตาค่อนข้างระอาใจ เธอถลาเข้าไปหาถังเสวี่ยพร้อมกับพูดอย่างจริงจัง
ถังเสวี่ยวิ่งมาแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกทันที ทันทีที่เธอมาถึงก็ได้ยินที่เฉิงหร่านบ่นกระปอดกระแปดเป็นคนแก่
เฉิงหร่านหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจแม้แต่นิดเดียว “พี่ อย่าพูดแบบนี้กับหนูด้วยท่าทางดุๆ แบบนั้นสิ”
เฉิงหร่านยังคงตีหน้านิ่งต่อไป เธอมองถังเสวี่ยโดยไม่พูดอะไร
ถังเสวี่ยมองดวงหน้าสดสวยของเฉิงหร่านแล้วพูดพลางหัวเราะร่าต่อไปโดยไม่ได้สนใจสีหน้าเคร่งขรึมของเธอ “พี่ พี่ทำหน้านิ่งแบบนี้แล้วน่ารักจังเลยอะ!”
ทันใดนั้น ใบหน้าถมึงทึงของเฉิงหร่านพลันตึงไป
นี่เธอดูไม่น่าเกรงขามขนาดนั้นเลยเหรอ
ต่อให้ทำหน้านิ่งแล้วก็ยังทำให้ยายน้องสาวจอมดื้อคนนี้กลัวไม่ได้อีกเหรอ
เฉิงหร่านมองถังเสวี่ยที่หัวเราะจนหอบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทันใดนั้นพลันผุดลุกขึ้นจากโซฟาแล้วกระโจนเข้าหาถังเสวี่ยที่หัวเราะจนตัวโยนอยู่บนโซฟาทันที
“หัวเราะสิ”
“หัวเราะไปเลย”
“ไม่ต้องสนใจคำพูดของพี่สาวเธอหรอก นี่แหละสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบ”
เฉิงหร่านกระโจนขึ้นคร่อมถังเสวี่ยแล้วยื่นมือเล็กออกไปจั๊กจี้ที่รักแร้ของเธอ
คราวนี้ถังเสวี่ยหัวเราะจนหายใจไม่ทันจริงๆ เธอดิ้นหนีมือของเฉิงหร่านสุดชีวิต แต่ไม่ว่าเธอจะดิ้นอย่างไร
มือของเฉิงหร่านก็ตามติดมาจี้ที่รักแร้ของเธอต่ออยู่ดี
“พี่ หนูผิดไปแล้วๆ พี่คะ ปล่อยเถอะนะ!” ถังเสวี่ยเริ่มจะพูดติดๆ ขัดๆ พร้อมกับที่หัวเราะจนน้ำตาเล็ดออกมาที่หางตา
เธอรู้สึกว่านี่คือการทรมานกันด้วยมือเปล่าชัดๆ!
“ต่อไปยังจะกล้าเมินคำพูดของพี่อีกหรือเปล่า” เฉิงหร่านไม่ได้ชักมือกลับหากแต่ยังคงจี้ต่อไป
ถังเสวี่ยรีบพยักหน้า
เธอได้ยินไม่ชัดแล้วว่าเฉิงหร่านกำลังพูดอะไรอยู่
ตอนนี้เธอคิดแต่ว่าอยากรีบหนีจากกรงเล็บปีศาจของพี่สาวคนนี้เร็วๆ
ไม่ว่าเฉิงหร่านพูดอะไรเธอก็จะพยักหน้าตอบอย่างบ้าคลั่งทั้งนั้น
“หนูรู้แล้วๆ พี่ รีบปล่อยมือสิ...”
เฉิงหร่านได้ยินคำตอบที่น่าพอใจ คราวนี้ก็เลยค่อยๆ หดมือกลับไปและลุกขึ้นจากร่างของถังเสวี่ยช้าๆ แล้วลงจากโซฟา
ถังเสวี่ยรู้สึกได้ว่ากรงเล็บปีศาจของเฉิงหร่านไม่ได้จี้เธอต่อแล้ว แล้วก็เห็นว่าเฉิงหร่านลุกลงไปจากโซฟาแล้ว
คราวนี้ถึงได้ลอบถอนหายใจโล่งอกแล้วรีบเปลี่ยนท่าจากที่ตัวเองนอนขดตัวงอในท่าทางประหลาดมาลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เธอกลัวว่าดีไม่ดีเดี๋ยวคุณพี่สาวจะกระโจนเข้ามาอีก เธอกลัวแล้วจริงๆ
ในตอนที่ถังเสวี่ยกับเฉิงหร่านเพิ่งหยุดทะเลาะกันนั้น นับเป็นเวลาที่ห้องรับแขกเงียบงันที่สุด
เสียงตะโกนของป้าหวังเลยชัดเจนเป็นพิเศษ “คุณหนูคะ อาหารเช้าพร้อมทานแล้วค่ะ”
“ค่ะ! รู้แล้วค่ะ” เฉิงหร่านเหลือบมองไปที่โต๊ะอาหารแว่บหนึ่งแล้วตอบกลับเสียงเรียบ
“เสวี่ยเอ๋อร์ กินข้าวเช้าได้แล้ว เดี๋ยวพี่ยังต้องไปส่งเธอที่โรงเรียนอีก” เฉิงหร่านพูดพลางเดินไปที่โต๊ะอาหาร
ก็เธอหิวจะตายแล้วนี่
ถังเสวี่ยเองก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหารด้วยเหมือนกัน
จะทะเลาะกันก็ได้ แต่ต้องกินข้าวด้วยนะ
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยมานั่งลงตรงหน้าโต๊ะอาหารทีละคนตามลำดับ ต่างคนต่างหยิบอาหารเช้าขึ้นมากิน
วันนี้ป้าหวังทำแซนด์วิชแฮมกับนมหนึ่งแก้ว เห็นแล้วก็หิวขึ้นมาเลย
ป้าหวังเห็นว่าคุณหนูทั้งสองเริ่มกินกันแล้ว คราวนี้เธอถึงได้มานั่งลงอีกฝั่งแล้วเริ่มกินอาหารเช้าบ้าง
เฉิงหร่านเห็นที่ป้าหวังทำแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
สิบนาทีต่อมา
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยกินข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อย
ทั้งคู่เก็บข้าวของกันอยู่สักพัก แล้วถังเสวี่ยก็หยิบสมุดมาเล่มหนึ่งกับข้าวของอื่นๆ อีกนิดหน่อยแล้วออกจากบ้านไป
เฉิงหร่านกดรีโมตรถทีหนึ่ง เธอเปิดประตูรถออกแล้วก็ขึ้นรถไป
ถังเสวี่ยเองก็ขึ้นไปนั่งบนรถแล้วเหมือนกัน
ไม่นานนัก
เฉิงหร่านสตาร์ตรถแล้วขับออกไปทางประตูรั้วของคอนโดมิเนียมหลิวซิง
ยามเห็นว่ามีรถขับออกมาก็เปิดประตูรั้วให้ทันที
เฉิงหร่านขับรถมาเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดจอดแต่อย่างใด เธอมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนโดยรักษาความเร็วไว้ในระดับที่ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป
…………………………………………………