Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 040 ตอนที่ 40

#40Chapter 040

ตอนที่ 40 จะบีบลูกพลับต้องบีบลูกนิ่มๆ

คิดเพียงเท่านี้ อันจื่อเฉินก็เม้มมุมปากน้อยๆ รู้สึกได้ถึงสายตาของหานอวี่เจ๋อที่จ้องมาอย่างจับผิด เขาไม่ได้สูญเสียความมั่นใจหรือหลบสายตาไป หากแต่พูดขึ้นเรียบๆ “อวี่เจ๋อ ฉันขอพูดกับนายตรงๆ เลยแล้วกันนะ ฉันเป็นคนชอบเสียวหร่านก่อน ส่วนนายก็แค่บังเอิญได้ใจน้องเขาไปพอดี ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้นายคิดว่าฉันจะยอมอยู่เฉยๆ ดูนายเดินเข้าไปใกล้เธอเรื่อยๆ เหรอ นี่เพราะเป็นเพื่อนรักกันหรอกนะฉันถึงได้พูดแบบนี้ ถ้าเกิดว่าวันไหนนายทำให้น้องเขาเสียใจ ถึงตอนนั้นก็ช่วยรบกวนนายไปจากเธอด้วย”

หานอวี่เจ๋อรู้อยู่แล้วว่าอันจื่อเฉินรู้สึกแบบไหน แต่เขาเข้าใจแล้วว่าเฉิงหร่านมีความหมายอย่างไรกับเขา เพราะฉะนั้นจะให้ปล่อยมือตอนนี้ได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสักนิด!

“นายจะแย่งกับฉันเหรอ”

อันจื่อเฉินสบตากับนัยน์ตาดำขลับลึกล้ำคู่นั้นตรงๆ เขาไม่รู้สึกหวั่นเกรง ยังคงพูดออกมาสบายๆ ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิเหมือนอย่างเคย “แย่งเหรอ ฉันยังมีสิทธิ์อะไรไปแย่งด้วยเหรอ ดูก็รู้แล้วว่าคนที่เธอรู้สึกดีด้วยไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ดันทุรังหรอก...”

อันจื่อเฉินพูดเพียงเท่านี้สายตาก็พลันฉายรอยซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย น้ำเสียงก็ติดจะเศร้าสร้อยด้วยเช่นกัน “แต่ฉันทำใจไม่ได้จริงๆ นะ...ทำใจไม่ได้ที่ฉันเป็นคนเจอน้องเขาคนแรก แต่เธอกลับหวั่นไหวให้นาย พูดจริงๆ เลยนะ อวี่เจ๋อ ฉันไม่ได้แย่ไปกว่านายหรอก แต่ดวงฉันมันมักจะแย่กว่านายอยู่หน่อยนึง”

หานอวี่เจ๋อไม่พูดอะไร เพียงแต่หรี่ตาลงน้อยๆ

จี้เซียวเห็นอย่างนี้แล้วเขาก็ไม่เอาแต่รอดูเรื่องสนุกๆ อยู่อีกแล้ว เขารีบเข้าไปไกล่เกลี่ย เขายื่นมือออกไปตรงหน้าคนทั้งสองพลางโบกรัวๆ ให้ทั้งคู่เลิกจ้องกัน ก่อนจะเหลือบมองหานอวี่เจ๋อแล้วพูดขึ้น “ขนาดนี้แล้ว ตอนนี้ยังจะมาทะเลาะกันเองอยู่อีก อย่าเพิ่งพูดเรื่องอันจื่อเฉินจะแย่งผู้หญิงกับนายเลย ตอนนี้มีไอ้หน้าสวยจากตระกูลไป๋นั่นมาแย่งกับนายแล้ว เขาต่างหากคือคู่แข่งที่นายต้องจัดการ เพราะฉะนั้นตอนนี้นายเก็บแรงเอาไว้เถอะ!”

หานอวี่เจ๋อได้ฟังดังนั้น คราวนี้ถึงได้สบถเสียงเย็นในลำคอออกมาเบาๆ ทีหนึ่ง “เป็นคุณชายรองตระกูลไป๋แล้วมันยังไงเหรอ ถ้าเขากล้าแย่ง ฉันก็เล่นงานเขาปางตายได้”

“จากที่ครั้งนี้ไป๋เฉินซีเอาเรื่องการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนไปจัดการเองได้ง่ายๆ แบบนี้ ดูเหมือนว่าตระกูลไป๋จะไม่ธรรมดาแล้วล่ะ...” อันจื่อเฉินเองก็สลัดความรู้สึกที่มีอยู่เมื่อครู่ทิ้งไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาเอ่ยปากพูดขึ้นเรียบๆ

จี้เซียวพึมพำ “เมื่อกี้ตอนอยู่ที่ห้องผอ. เฉิงหร่านดูเหมือนไม่รู้จักครูไป๋เลยสักนิด เขาจะใช่คุณชายใหญ่ตระกูลไป๋เหรอ อีกอย่างตระกูลไป๋ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทำไมถึงจะให้คนที่เป็นคุณชายใหญ่มาสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนได้ มันฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผลเกินไปหน่อยมั้ย”

“ที่จี้เซียวพูดมาก็มีเหตุผล ถึงคนที่นามสกุลไป๋ในเมือง A จะมีอยู่ไม่เยอะ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเลย บางทีอาจจะแค่บังเอิญก็ได้” คราวนี้โม่ลี่เองก็เอ่ยปากพูดแล้วเหมือนกัน

เห็นได้ชัดมากว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าตระกูลไป๋ที่มีพื้นเพแบบนั้นจะให้คุณชายใหญ่มาเป็นครูหรอก ทำแบบนี้ไม่สมเหตุสมผลเอามากๆ

ดวงตาของหานอวี่เจ๋อวูบไหวเล็กน้อย หากแต่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร

ทว่าอันจื่อเฉินกลับพูดขึ้น “เป็นไปไม่ได้ ฉันสืบเรื่องพวกนี้มาแล้ว ถึงคุณชายใหญ่ตระกูลไป๋จะไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ที่เมือง A แทบไม่มีใครรู้จักเขา ได้ยินว่าเขาถูกส่งไปเมืองนอกตั้งแต่เด็ก จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ถึงเพิ่งจะได้ข่าวว่าเขากลับมาแล้ว แล้วไป๋เฉินซีก็เข้ามารับตำแหน่งในช่วงไม่กี่วันนี้พอดี แถมครั้งนี้ยังออกตัวว่าจะเข้ามาจัดการเรื่องของเฉิงหร่านเอง ความจริงมันเห็นอยู่ชัดเจนมากแล้วว่าเขาทำแบบนี้เพราะคุณชายรองของตระกูลไป๋ ยังไงหมอนั่นก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของเขา ส่วนเสียวหร่าน...”

อันจื่อเฉินไม่ได้พูดต่อ แต่เวลานี้ทั้งสี่คนต่างรู้กันดี ดูจากท่าทีของไป๋เฮ่าหรานเมื่อครู่นี้ ใครยังไม่รู้อีกบ้าง

ผู้หญิงที่น้องชายแท้ๆ ชอบ คนเป็นพี่ชายอย่างเขาย่อมต้องเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องสงสัยอะไรเลย

หานอวี่เจ๋อสบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่งแล้วเดินออกไปทันที

“อ้าว! อวี่เจ๋อจะไปมีเรื่องหรือเปล่า พาฉันไปด้วยสิ” จี้เซียวพูดขึ้นอย่างคนช่างก่อเรื่อง

หานอวี่เจ๋อชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้หันหน้ากลับมา แค่เพียงตอบกลับมาอย่างดูถูกเหยียดหยาม “ตัวผอมกะหร่องแบบนายน่ะ...อยู่เฉยๆ ไปเถอะ จะได้ไม่ทำให้ฉันขายหน้าคนอื่นเขา”

จี้เซียวตวัดสายตามองหานอวี่เจ๋อที่เดินไปจนถึงประตูโรงเรียนแล้วพลางพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “อย่างฉันนี่เรียกผอมกะหร่องเหรอ ว่าแต่คนบางคนเถอะ อยู่มาสิบเก้าปีแล้วยังไม่เคยแตะผู้หญิงสักคน จะไหวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย!”

หานอวี่เจ๋อได้ฟังดังนั้นก็พลันสะดุดกึก อีกนิดเกือบจะล้มลงไปจับกบต่อหน้าประชาชีแล้ว เขาหันหน้ากลับมามองค้อนคนหน้าไม่อายคนนั้น จากนั้นเด็กหนุ่มบางคนที่ถือตัวและคิดว่าตัวเองมีเสน่ห์เหลือล้นก็ลอบขบกรามอยู่เงียบๆ

ดีมาก

รอไว้วันไหนฉันมีเวลาว่างก่อนเถอะ ฉันจะจับนายมอมยาแล้วจับโยนเข้าดงผู้หญิงในบาร์ไปเลย

ฉันจะทำให้นายหยุดไม่ได้ไปทั้งคืน ดูซิว่าตอนนั้นนายยังจะทำอวดเก่งได้อย่างไรอีก!

จี้เซียวมองตามหลังหานอวี่เจ๋อที่เดินออกไปแล้วก็เบะปากอย่างเบื่อหน่าย หางตาเหลือบไปเห็นว่าโม่ลี่ที่อยู่ข้างๆ กำลังใจลอยก็อดจะพูดเตือนด้วยความหวังดีอย่างคนเคยมีประสบการณ์มาก่อนไม่ได้ “เสี่ยวโม่โม่...ผู้หญิงก็เหมือนเสื้อผ้านั่นแหละ...”

ทันทีที่คำว่า ‘เสี่ยวโม่โม่’ สามพยางค์นี้ดังออกมาจากปากของจี้เซียว สีหน้าของโม่ลี่ก็เปลี่ยนมาฉายรอยถมึงทึงทันที พอได้ยินจี้เซียวพูดต่อมาว่า ‘ผู้หญิงก็เหมือนเสื้อผ้า’ นั้น เขามองค้อนใส่จี้เซียวด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่รู้ตัว เรียวปากบางเม้มแน่น เห็นได้ชัดว่าเวลานี้เขาโมโหมาก

‘เสี่ยวโม่โม่’ คือชื่อเล่นของโม่ลี่ที่ได้มาตอนเขาอายุห้าขวบ

โม่ลี่ที่อายุได้ห้าขวบในตอนนั้นวันวันเอาแต่ทำนิ่งขรึมเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก ปกติก็ไม่ยิ้มแย้มใดๆ ท่าทางแบบนี้มักทำให้คุณนายโม่ตัดพ้ออยู่บ่อยๆ ว่าลูกชายคนนี้ต้องไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ที่เธอคลอดมาแน่ๆ

ในปีนั้นที่อายุห้าขวบ จู่ๆ คุณนายโม่ก็เลือดลมตีกลับ เธอเห็นลูกชายเงียบลงเรื่อยๆ ไปต่อหน้าต่อตา นับวันยิ่งเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยเข้าไปทุกที ทำให้อดไปปรึกษากับประธานโม่ไม่ได้ สุดท้ายทั้งคู่เลยตั้งชื่อเล่นว่าเสี่ยวโม่โม่มาให้เขา

แน่นอนว่าประธานโม่ตามใจคุณนายโม่ เขารู้สึกว่าลูกชายของตัวเองจะชื่ออะไรก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ส่งผลกระทบอะไรกับลูกชายเขาก็เลยตอบตกลง

ขณะที่โม่ลี่ในตอนนั้นยังเด็กอยู่ ใครเรียกเขาว่าเสี่ยวโม่โม่เขาก็ต้องเข้าใจว่าเป็นโม่ที่มาจากนามสกุลของเขาอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นเลยเรียกเขาว่าเสี่ยวโม่โม่ เขาไม่ทันได้คิดเลยว่าชื่อเล่นที่แม่ของเขาตั้งให้จะเป็นคำว่าโม่ที่แปลว่าเงียบ ไม่อย่างนั้นตีเขาให้ตายเขาก็ไม่ใช้หรอก

และเพราะเรื่อง ‘เสี่ยวโม่โม่’ บ้าบออะไรนี่ ตั้งแต่เขาโตพอจะรู้จักความก็ถูกเพื่อนแอบล้อมาตลอด หลังจากที่รู้จักกับพวกหานอวี่เจ๋อก็ยังถูกหยิบเอามาพูดเป็นเรื่องตลกอยู่ดี ดังนั้นคุณชายโม่เลยเกลียดมากเวลาคนอื่นเรียกชื่อเล่นของเขา

ตอนนี้จี้เซียวเอาเรื่องนี้มาพูด โม่ลี่อารมณ์เสียมาก แต่เขายังคงอดกลั้นเอาไว้ เขาอยากดูว่าเพื่อนจอมรนหาที่ตายคนนี้ยังอยากจะพูดอะไรอีก!

ฝ่ายจี้เซียวก็พูดออกมาตรงๆ โดยไม่ทำให้โม่ลี่ผิดหวัง ภาพที่เห็นมีเพียงว่าเขายักคิ้วทีหนึ่ง ทำปากขมุบขมิบแล้วพูดออกมาสองสามประโยค “ที่ฉันพูดมาเป็นประสบการณ์ตรงเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่านายเป็นเพื่อนรักของฉัน ฉันก็คงไม่บอกนายเหมือนกัน ผู้หญิงน่ะจะไปเอาใจไม่ได้ ยิ่งตามใจก็จะยิ่งเรื่องมาก...”

“หุบปาก! ถ้ายังพูดต่ออีกคำเดียวละก็ ฉันต่อยนายตายแน่!” โม่ลี่พูดขัดจี้เซียวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

คนคนนี้สีหน้าเย็นชาขนาดนั้น ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับโหดเหี้ยมเหลือเกิน!

จี้เซียวชะงักไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ตัดสินใจกลืนคำพูดที่คาอยู่ในลำคอกลับลงไปไม่คายออกมา เพียงแต่ว่าสายตาคู่นั้นดูน้อยใจและตัดพ้อมาก

เห็นได้ชัดว่าจี้เซียวกำลังประณามโม่ลี่ เหยียดที่เขาเห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน!

ใบหน้าของอันจื่อเฉินฉายรอยเห็นใจ เขาทนเห็นจุดจบของจี้เซียวในลำดับถัดไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

จี้เซียวเหลือบมาเห็นท่าทางแบบนี้ของอันจื่อเฉินแล้วก็พลันเลิกคิ้วขึ้น “เสี่ยวเฉินเฉิน นี่เป็นความผิดนายนะ ทั้งที่ในใจนายก็คิดเหมือนฉันแท้ๆ แต่ตอนนี้ดันมาเห็นฉันเป็นตัวตลก แบบนี้มันใจร้ายเกินไปแล้วมั้ง หรือนายออกหน้าปกป้องให้ยัยเด็กเฉิงหร่านนั่นได้คนเดียวเหรอ ครั้งก่อนก็มาชักสีหน้าใส่ฉันเพราะเธอ ตกลงฉันเป็นเพื่อนรักของนายหรือเปล่า ทำกันแบบนี้ ฉันล่ะผิดหวังจริงๆ”

เอาล่ะ คราวนี้สวยเลย แค่แป๊บเดียวจี้เซียวก็เผลอไปทำให้คนสองคนไม่พอใจเข้าแล้ว

อันจื่อเฉินที่ตอนแรกยังลังเลอยู่ว่าจะห้ามโม่ลี่ดีไหม พอได้ยินจี้เซียวพูดแบบนี้เขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนเรื่องคราวก่อนเขายังไม่ได้คิดบัญชีกับจี้เซียวเลยด้วยซ้ำ แต่เจ้าคนไม่กลัวตายคนนี้ดันยังกล้ามาเตือนความจำเขาอีก!

เห็นว่าอันจื่อเฉินเป็นคนใจเย็นเลยไม่น่าจะเอาเรื่องเขาได้อย่างนั้นเหรอ

ลูกพลับถ้าจะบีบก็ต้องเลือกบีบลูกที่นิ่มๆ[footnoteRef:1] ใช่ไหมล่ะ อันจื่อเฉินชำเลืองมองจี้เซียวโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทว่าในใจกลับเริ่มคิดแผนการแล้ว [1: เวลาจะรังแกใคร ต้องเลือกเหยื่อที่อ่อนแอกว่า]

…………………………………………………

devc-370efb0d-33501Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 040 ตอนที่ 40