เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 9
ตอนที่ 9 ดูสิ ไม่มีใครกล้ารุกรานต้าซย่าในวันนี้แล้ว!
“อะไรเหรอ” ซือฝูชิงปิดหนังสือลงก่อนขยับเข้าไปดู
นั่นเป็นโพสต์ในเวยปั๋ว ซึ่งมาจากบัญชีที่มีผู้ติดตามมากทีเดียว
สาวขี้เผือกในวงการ : [เรื่องที่ซือฝูชิงเอาเปรียบเด็กฝึกชายเป็นการส่วนตัว มีใครไม่รู้เรื่องนี้บ้าง นี่ควรเรียกว่าอันธพาลสาวมากกว่ามั้ง (แหวะ)]
จากนั้นคอมเมนต์ด้านล่างก็แปะภาพที่แคปมาจากโพสต์ในวีแชทภาพหนึ่ง ชื่อบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวของลู่เยี่ยน
[ทนเมนเทอร์คนหนึ่งมามากพอแล้วจริงๆ ตัวเองทำอะไรไม่ได้เรื่อง เอาความสามารถของตนเองมาดึงเกรดรายการให้ต่ำลง แถมไม่พอใจลงไม้ลงมือกับเด็กฝึกอีก ถ้าไม่ใช่เพราะรายการเพิ่งเริ่ม ใครจะไปทนความไม่พอใจนี้กัน!]
ถึงแม้จะไม่ได้เขียนชื่อแซ่ แต่ก็รู้ว่าหมายถึงใคร
รายการหนุ่มสาววัยใสถูกจัดให้เป็นรายการแสดงศักยภาพของสมาชิกในแต่ละซีซั่น ความสามารถของกลุ่มเมนเทอร์ต้องขั้นเทพ มีทั้งตัวท็อปของวงการ รวมถึงไอดอลที่มีกระแสนิยม
มีเพียงซือฝูชิงที่ไม่มีความสามารถใดเลย
ลู่เยี่ยนเป็นผู้เข้าแข่งคนแรกที่เปิดตัวในตำแหน่งเซ็นเตอร์ รายการเพิ่งออกอากาศได้เพียงตอนเดียว แฟนคลับของเขาก็พุ่งทะลุไปถึงห้าล้านคนแล้ว
พอโพสต์ในเวยปั๋วแพร่ออกไป เหล่าแฟนคลับก็โกรธกันจนบ้าคลั่ง
[ซือฝูชิงไสหัวไปซะ อยู่ห่างๆ จากสุดที่รักของเราหน่อย! ไม่ดูบ้างว่าตัวเองสภาพเป็นอย่างไร เอาความกล้าจากที่ไหนมาดูถูกพี่เยี่ยน]
[ซือฝูชิง เธอมันน่าตลกจริงๆ รู้ไหมว่าพี่เยี่ยนของพวกเราอยู่ในสถานะไหน เธอถูกไล่ออกจากตระกูลจั่วแล้ว เธอยังจะมีใครคอยหนุนหลังอีกเหรอ]
[ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมซือฝูชิงถึงต้องมาทำลายรายการด้วย โกรธคนใช้เส้นแบบนี้ชะมัดเลย!]
แฟนคลับของไอดอลหนุ่มสาดคำด่าทออย่างโหดร้ายและไม่น่าฟัง ไม่ว่าคำพูดสกปรกแบบไหนก็สรรหามาได้ทั้งนั้น
เฟิ่งซานเม้มปากแน่น “คุณซือ คนพวกนี้...”
ซือฝูชิงเล่นผมตัวเองพร้อมตอบว่า “เปิดมาด้วยรูปภาพเดียว พยายามกุเรื่องสุดๆ ฉันชินแล้ว นายจะสนใจพวกเขาทำไมกัน
ฉันสวยกว่า แถมรูปร่างยังดีกว่าพวกเขา ทำอะไรเป็นมากกว่าตั้งเยอะแยะ พวกเขาเป็นได้แค่เกรียนคีย์บอร์ด คู่ควรให้ฉันไปคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขาด้วยเหรอ”
เฟิ่งซาน “...”
ได้ แบบนี้มีความเป็นซือฝูชิงเหลือเกิน
จากนั้นเขาก็ค้นเจอภาพของลู่เยี่ยน คิ้วพลันขมวดแน่น “คุณซือ ทำไมคุณต้องไปเป็นเมนเทอร์ให้รายการเฟ้นหาบอยแบนด์แบบนั้นด้วย แถมผู้ชายคนนี้ยังแต่งหน้าจัดอีก คุณชอบสไตล์นี้เหรอ”
หากไม่ได้เอกสารมาอยู่ในมือ เขาคงไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าคนที่ถูกด่าทอว่าอัปลักษณ์จะเป็นซือฝูชิง
อีกอย่างวงการบันเทิงมีปัญญาป้อนงานให้เทพที่มีความสามารถขั้นสูงอย่างซือฝูชิงด้วยเหรอ
“นายนี่เหมือน...” ซือฝูชิงเงยหน้าพลางถอนหายใจ “คุณป้าขี้เม้าท์ที่หน้าเป็นอัมพาตจริงๆ”
เฟิ่งซาน “...”
เวลานี้อวี้ซีเหิงเองก็หันมา พูดขึ้นด้วยเสียงสบายๆ “เหมือนมากทีเดียว”
เฟิ่งซานชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง “พี่เก้า”
อวี้ซีเหิงไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้นก็หันออกไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“พวกนายคุยกันไปก่อนแล้วกัน” เสิ่นซิงอวิ๋นหัวเราะร่า “ฉันไปบอกให้ห้องครัวเตรียมของกินสักหน่อย ในเมื่อคุณซือเป็นบอดี้การ์ดติดตามสือเหยี่ยนแล้วก็อยู่กินข้าวด้วยกันนะ”
ขณะที่ซือฝูชิงกำลังคิดว่าตอนเที่ยงนี้จะกินอะไรดี พอได้ยินเช่นนั้นเลยพูดขึ้นเสียงเด็ดเดี่ยว “ได้เลยค่ะ”
เธอลากเก้าอี้นั่งลงตรงหน้าโต๊ะกินข้าว ขณะที่เฟิ่งซานยืนอยู่ด้านหลังอวี้ซีเหิง
“อ๋อ ตอบคำถามก่อน ใครจะไปชอบเขากัน ฉันไม่รู้จักเขาสักนิด ถ้าฉันจะชอบคงชอบแบบเจ้านายมากกว่า” ซือฝูชิงเท้าคาง “ดูสิ เจ้านายของฉันหล่อเหลา รูปร่างก็ดูดีขนาดนี้ แถมดีกับลูกน้องอีกด้วย จะไปหาเจ้านายที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก
เจ้านายของฉันหล่อเหนือใครราวกับเทพเซียนมาจุติบนโลกมนุษย์ ดั่งฮ่องเต้บนโลกนี้”
ประโยคสุดท้ายทำเอามือที่กำลังถือถ้วยชาของอวี้ซีเหิงชะงักเล็กน้อย
หากเขาไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่มีใครรู้แน่นอน เขาคงคิดว่าถูกรู้ความลับเข้าแล้ว
อวี้ซีเหิงยิ้มบางด้วยสีหน้าราบเรียบ “ชมกันเกินไปแล้ว”
ซือฝูชิงผงะไปก่อนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
แค่นี้เองเหรอ
ไม่คิดจะเพิ่มเงินเดือนให้เธอหน่อยเหรอ
เมื่อยปากพูดยกยอเสียเปล่าๆ
เฟิ่งซาน “...”
ดูท่าทางคุณซือผู้นี้จะรักเงินมากจริงๆ
ส่วนพี่เก้าของเขาก็ซื่อบื้อไม่เบา
อาหารมื้อเที่ยงถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็ว ซือฝูชิงหยิบตะเกียบคีบเนื้อตุ๋นน้ำแดงขึ้นมาหนึ่งชิ้น
“คุณซือชอบประวัติศาสตร์มากเลยเหรอ” เสิ่นซิงอวิ๋นเอ่ยถาม “ผมเห็นวันนี้คุณว่างทีไรเป็นต้องหยิบมาอ่านทุกที”
“จะบอกว่าชอบก็คงไม่เชิง คงพูดได้แค่ว่าเมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างละเอียดมากกว่า” ซือฝูชิงฉีกยิ้ม “พอหลังจากได้อ่านก็รู้สึกผูกพันลึกซึ้ง ฉันอยากเจอฮ่องเต้อิ้นมากจริงๆ”
“หืม เจอฮ่องเต้อิ้นน่ะเหรอ ทำไมล่ะ”
“ฉันพบว่ามีเรื่องมากมายที่ฉันอยากบอกเขา”
เสิ่นซิงอวิ๋นยังไม่ทันถามต่อ อวี้ซีเหิงก็หันหน้ามามองเธอด้วยสายตาลึกล้ำ “เธออยากบอกอะไรกับเขาอย่างนั้นหรือ”
“ฉันอยากบอกเขาว่า...” ซือฝูชิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ดูสิ ไม่มีใครกล้ารุกรานต้าซย่าในวันนี้แล้ว!”
แววตาของอวี้ซีเหิงครึ้มลงอย่างรวดเร็ว
“ดูสิ วันนี้ต้าซย่าของฉันมีประชากรมากมาย ต่างร่วมแรงร่วมใจกันก้าวไปข้างหน้า
ดูสิ ต้าซย่าขยายอาณาเขตไปไกลหลายพันหลายหมื่นลี้ ฝั่งตะวันตกติดกับทวีปตะวันตก ฝั่งตะวันออกติดขอบทะเลตงหลิ่ง ทั้งห้าเมืองของต้าซย่าที่พระองค์ทรงปกป้องไว้ด้วยชีวิต ตอนนี้มีคนเดินพลุกพล่านเต็มทุกหย่อมหญ้า
ต้าซย่าของฉันสามารถกระโดดขึ้นเหนือฟากฟ้าได้เก้าหมื่นลี้ งมใต้มหาสมุทรลึกได้สามพันลี้ ลองถามได้เลยว่าวันนี้มีรัฐใดในทวีปตะวันตกกล้ารุกรานต้าซย่าของเราอีกบ้าง”
“...”
ชั่วขณะนั้นบนโต๊ะอาหารก็ตกอยู่ในความเงียบ
เฟิ่งซานตกตะลึงตาค้าง
แม้แต่ดวงตาของอวี้ซีเหิงยังจับจ้องแน่นิ่ง
ทุกประโยคไร้ซึ่งการเติมแต่ง ไม่ได้ทำให้รู้สึกฮึกเหิมขนาดนั้น ทว่าเหมือนถูกไฟดูดจนรู้สึกร่างชาวาบเล็กน้อย
ชั่ววินาทีนั้นเขาราวกับสมาธิหลุดกระเจิง ราวกับวิญญาณออกจากร่าง
เขายกมือขึ้นลูบจุดที่หัวใจเต้นตุบๆ อย่างเบามือ จากนั้นก็ปิดตาลงเพื่อซึมซับไฟร้อนระอุในนั้น
เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มานานมากแล้ว
ซือฝูชิงเงียบกริบไปนาน ถอนหายใจเสียงเบา “น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เห็นมัน”
มีคนอีกมากมายที่มองไม่เห็น
เธอรู้มาจากในหนังสือว่าฮ่องเต้อิ้นขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ชันษาเท่านั้น แถมอดีตฮ่องเต้ยังทิ้งเรื่องวุ่นวายไว้ให้เขากองโต
ศึกทั้งในและนอกต่างรุมเร้า อีกทั้งต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน
ใครๆ ก็อยากกลืนกินต้าซย่าที่ตกอยู่สถานการณ์ระส่ำระส่ายในเวลานั้น ชายแดนมีศึกไม่เว้นว่าง ประชาชนร่อนเร่ไร้บ้าน เลือดสดอาบนองทั่วแผ่นดิน
หลังจากฮ่องเต้อิ้นขึ้นครองราชย์ได้สองปี ยามอายุเพียงสิบหกชันษาก็ลงสมรภูมิรบอย่างไม่คิดยอมแพ้และใช้วิธีการเข่นฆ่าเพื่อไม่ให้ใครกล้าเอาเยี่ยงอย่างอีก
ไม่นานเวลาสิบเอ็ดปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเสด็จสวรรคตไป พระองค์ก็ยังเดินอยู่บนเส้นทางสมรภูมิรบมาโดยตลอด
แม่ทัพที่ติดตามเขามีกี่พันกี่หมื่นคน
และคนที่ยอมสละชีวิตมีอยู่เท่าไร
อาลักษณ์เพียงขีดเขียนตัวอักษรสั้นๆ ในแต่ละบรรทัด ไร้หนทางจะบันทึกความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงในเวลานั้นได้
เธอเลยอยากเจอแล้วบอกกับพระองค์ว่า ต้าซย่าที่พระองค์ทรงแลกมาด้วยชีวิต รุ่งเรืองศิวิไลซ์ดั่งใจพระองค์ปรารถนาแล้ว
ไม่ถูกชนชาติอื่นรุกราน อีกทั้งไม่มีศึกภายในให้เปลืองแรง
เสิ่นซิงอวิ๋นได้ยินครั้งแรกยังหนังศีรษะชาวาบ เขาปรบมือขึ้นอย่างอดไม่ได้ เอ่ยชื่นชมว่า “ดี! คุณซือมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ แถมตระหนักได้ถึงขนาดนี้ ผมสู้ไม่ได้เลยจริงๆ ขอดื่มให้คุณซือสักแก้วแล้วกัน”
พอได้ยินทำนองว่ามีเหล้า ซือฝูชิงพลันได้สติทันที
เธอเลียริมฝีปากแผล็บๆ พร้อมดวงตาลุกวาว ยื่นมือหมายจะรับแก้วมา แต่กลับถูกมือหนึ่งขวางไว้ น้ำเสียงของชายหนุ่มเย็นยะเยือก “ซือฝูชิงมีแผลที่มือ ไม่เหมาะที่จะดื่มเหล้า”
เสิ่นซิงอวิ๋นชะงักไป “มีแผลเหรอ”
เขาเห็นซือฝูชิงสามารถล้มผู้สมัครคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดายเลยไม่ทันสังเกตว่าเธอมีแผลด้วย
“แผลเล็กๆ เผลอถูกขวดเหล้าบาดก็เท่านั้น” ซือฝูชิงตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ พลางโบกมือ “แต่ก็ไม่เหมาะจะดื่มเหล้าจริงๆ เจ้านาย ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
“พูดได้ไม่เลว” อวี้ซีเหิงไม่ได้ตอบรับประโยคของเธอ เพียงคลี่ยิ้มบางๆ “ต้าซย่าในวันนี้ แต่ละคนความรู้กว้างขวาง ไม่นานต้องก้าวหน้าไปไกลแน่
หากฮ่องเต้อิ้นได้เห็น ถึงแม้เขาจะมีอายุขัยเพียง 27 ชันษาเท่านั้น แต่ก็คงไม่ขัดเคืองเรื่องใดแล้ว”
ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นพลางหรี่ดวงตาจิ้งจอกมองเขา