เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 เขาคือฮ่องเต้อิ้น
แววตาของชายหนุ่มสุขุมแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง
รอยยิ้มของเขาราวกับดวงจันทร์ที่แทรกผ่านกลีบเมฆหลังพายุหิมะสิ้นสุด ชั่ววินาทีนั้นโลกพลันสว่างสดใสขึ้นทันตา
ใบหน้าของเขาชวนมองอยู่แล้ว พอยิ้มทีก็ยิ่งเหมือนกระชากวิญญาณของคนที่พบเห็นออกจากร่าง
เวลานี้ซือฝูชิงถูกเขาจับจ้อง เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกะพริบตาปริบๆ พูดขึ้นว่า “เจ้านายก็รู้ประวัติศาสตร์ด้วยเหรอ”
อวี้ซีเหิงเอ่ยเสียงราบเรียบ ฟังไม่ออกว่าอยู่ในช่วงอารมณ์ไหน “เคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มาบ้าง น่าสนใจไม่น้อย”
“ดีเลย ฉันยังอ่านไม่จบ” ซือฝูชิงเท้าคางตรงพวงแก้ม “รอฉันอ่านจบเมื่อไรค่อยมาขอคำชี้แนะจากเจ้านาย”
อวี้ซีเหิงไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหน้าแต่อย่างใด ทว่าเพียงนั่งดื่มชาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ส่วนอีกมือเคาะโต๊ะเสียงเบา ดวงตาสีดำขลับตกอยู่ในภวังค์
เขาจะไม่รู้เรื่องได้เช่นไร ในเมื่อเป็นยุคสมัยที่เขาเคยเจอมากับตาตัวเอง
บ้านเมืองแห่งนี้ทุกตารางเมตร เป็นสถานที่ที่เขาเคยยืนมองมาก่อน
เพียงแค่เปลี่ยนช่วงมิติเวลาเท่านั้น
คนที่รอบคอบ สติปัญญาเป็นเลิศอย่างฮ่องเต้อิ้นยังไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดหลังจากที่ตนตายไปแล้วถึงได้ฟื้นคืนชีพมาโผล่ในโลกอนาคตหนึ่งพันห้าร้อยปีต่อมา
ราวกับความฝันก็ว่าได้
แต่อวี้ซีเหิงรู้ดีว่านี่คือความจริง
เขาได้เห็นต้าซย่าในช่วงเวลาหนึ่งพันห้าร้อยปีหลัง
บางทีสวรรค์คงรู้ความฝันก่อนตายของเขา ถึงเห็นอกเห็นใจส่งเขามาเกิดใหม่อีกครั้ง
สำหรับเขาแล้วบันทึกในตำราประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่ตัวอักษรที่สลักบนแผ่นโลหะ แต่ยังเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาเคยมีชีวิตมาก่อน
คนรุ่นหลังต่างวิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างน่าสนใจ
อวี้ซีเหิงอ่านตำนานและหนังสือวิพากษ์วิจารณ์ที่เขียนเกี่ยวกับตัวเขามาไม่น้อย ไม่เพียงแค่ยกย่องแต่ยังมีคนเสียดสีเขาด้วย
แต่พอตายร่างก็ถูกฝังลงดินไปแล้ว เขาเลยแค่อ่านแล้วปล่อยผ่านไป
คนที่วิพากษ์วิจารณ์เขา สรรเสริญเขา ล้วนเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้วทั้งสิ้น
หลังชัยชนะได้รับคำปลอบโยนเป็นรางวัล ทว่าหลังพ่ายแพ้กลับไม่รู้สึกย่ำแย่แต่อย่างใด
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาได้
ทำให้เขาอดหวนนึกถึงคนๆ หนึ่งไม่ได้จริงๆ
ต้าซย่าในเวลานี้วิทยาการเทคโนโลยีก้าวไกล เจริญรุ่งเรืองไปหลายหมื่นลี้
เขาไม่คิดเสียใจเลยจริงๆ
มื้อนี้ซือฝูชิงกินจนแน่นท้อง เธอเอนพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน “ฉันจะเป็นเจ้าอ้วนน้อย ว่างๆ ก็จะลูบพุงเล็กๆ นี้”
เฟิ่งซานเก็บจานด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
เขาชินชากับคำพูดคำจาบ้าๆ บอๆ แบบนี้ของซือฝูชิงไปแล้ว
เวลานี้แววตาของอวี้ซีเหิงหันมาจับจ้องที่ร่างเธอ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น “พักที่ใดหรือ”
“หืม?” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นก่อนบอกที่อยู่ไป
อวี้ซีเหิงพยักหน้าแล้วมองไปทางเฟิ่งซาน
เฟิ่งซานเข้าใจในทันที “ผมไปส่งคุณซือเอง”
ขณะเดียวกันเขาก็นึกประหลาดใจ
เพราะท่าทีที่อวี้ซีเหิงมีต่อซือฝูชิงดูสนิทสนมมากขึ้นแล้ว
ซือฝูชิงสะพายกระเป๋าเป้ กะพริบดวงตาจิ้งจอกปริบๆ พูดขึ้นว่า “เจ้านาย ถ้าฉันทำงานได้ดีจะต่อสัญญาระยะยาวได้ไหมคะ”
อวี้ซีเหิงนึกถึงพลังดุดันบนรถของเธอในตอนนั้น พลันนึกถึงคำพูดกระแทกใจที่เธอพูดเมื่อครู่นี้ขึ้นมา เขาหัวเราะเสียงเบา “ต้องดูการกระทำของเธอก่อน”
ตอนนี้ซือฝูชิงรู้สึกดีใจขึ้นมา ส่งมินิฮาร์ทให้เขาด้วยท่าทางเบิกบาน “เจ้านาย รักเจ้านายนะ ฉันขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
ชิงดูดเงินคนหนึ่งก่อน พอดูดหมดแล้วค่อยหารายต่อไป
ถึงอย่างไรเธอก็ทำอะไรเป็นตั้งหลายอย่าง ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปตั้งแผงขายของบนสะพานลอยก็ได้
เธอนี่มันยอดอัจฉริยะน้อยจริงๆ
ซือฝูชิงเดินห่างออกไปอย่างเริงร่า
ทันใดนั้นอวี้ซีเหิงก็พูดขึ้น “เหมือนหรือไม่เล่า”
เฟิ่งซานสีหน้าขรึมลง “พี่เก้าหมายความว่า”
ชั่ววินาทีนั้นในสมองของเขาก็เริ่มประมวลค้นหาศัตรูรายใหญ่ที่น่าสงสัย ว่ามีสายสืบหรือนักฆ่าคนใดที่คล้ายซือฝูชิงบ้าง
ถึงแม้เฟิ่งซานจะรู้สึกดีกับซือฝูชิงบ้างแล้ว แต่ก็เตรียมพร้อมฆ่าเธออยู่ทุกเมื่อเช่นกัน
อวี้ซีเหิงบอก “จิ้งจอกเปลี่ยนสี”
เฟิ่งซาน “?”
อะไรนะ...
...
หลังจากซือฝูชิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เฟิ่งซานก็ขับรถมารับพอดี
นี่เป็นเพียงรถคันสีขาวสะอาดที่ยังคงไม่มียี่ห้อให้เห็นอีกเช่นเคย รูปทรงก็ไม่ได้ดูหรูหราอะไร
แต่พอเข้าไปนั่งข้างใน ซือฝูชิงก็สัมผัสได้ว่ารถคันนี้แตกต่างจากรถคันอื่นอย่างสิ้นเชิง
เธอใช้มือลูบไล้ขอบประตูรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อย่างน้อยตรงนี้ต้องซ่อนอาวุธลับไว้มากกว่าสามชนิด ส่วนกลไกซับซ้อนอื่นๆ ยังไม่ต้องพูดถึง
ขอแค่มีคนกล้าลอบทำร้ายรถคันนี้ อาวุธลับเหล่านี้ก็พร้อมปลิดชีวิตคนคนนั้นทันที
ไม่เพียงเท่านั้นเกราะภายนอกของรถคันนี้ยังแข็งแรงมาก เห็นได้ชัดว่าสั่งทำจากวัสดุพิเศษโดยเฉพาะ
ดูท่าทางภูมิหลังเจ้านายของเธอคงไม่ธรรมดาเสียแล้ว
ซือฝูชิงเองก็ไม่ได้ถามเฟิ่งซานว่าเป็นคนของตระกูลมั่วแห่งเมืองจงโจวหรือเปล่า
ถึงแม้ตระกูลมั่วจะยืนหยัดมาหลายพันปี ทว่าไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะเข้าไปก้าวก่ายได้
เฟิ่งซานสังเกตเห็นสายตาที่กวาดมองของซือฝูชิงจึงถามขึ้นว่า “คุณซือชอบรถคันนี้เหรอ”
“ก็งั้นๆ แหละ” ซือฝูชิงเอนหลังพิงเบาะก่อนจะเท้าคาง พูดต่อไปว่า “ทำให้เจ๋งได้มากกว่านี้อีก”
แต่ถ้าให้เธอออกแรงคงต้องเสนอราคาไม่น้อย อีกอย่างเธอไม่มีทางช่วยดัดแปลงรถให้ใครตามใจชอบหรอก
เฟิ่งซานถูกกระตุ้นความอยากรู้เข้าแล้ว “ทำให้เจ๋งได้ยังไงอีกเหรอ”
รถคันนี้ประกอบขึ้นโดยตระกูลมั่ว ซึ่งเป็นของล้ำค่าที่ใครๆ ต่างอยากครอบครอง งานประมูลในจงโจวให้ราคากันราวร้อยล้านทีเดียว
ซือฝูชิงดีดนิ้วก่อนชี้ไปที่เครื่องบินลำหนึ่งที่บินผ่านเหนือท้องฟ้าไป “นายเห็นต้าซย่ารุ่น 750 ลำนั้นไหม”
เฟิ่งซานเงยหน้าขึ้นก่อนผงะไป “คุณซือรู้ได้ยังไงว่านั่นเป็นต้าซย่า 750”
“ง่ายมาก สนามบินนานาชาติเมืองหลินมีแค่สองรุ่นคือ 750 และ 349 เครื่องบินลำนี้บินมุ่งหน้าไปทางตะวันออก แบบนั้นก็คงไปทะเลตงหลิ่ง ดังนั้นต้องเป็นรุ่น 750 แน่นอน”
เฟิ่งซานพยักหน้ารับตามสัญชาตญาณ
ซือฝูชิงเอียงศีรษะ “หากให้เวลาสามวัน ฉันสามารถทำให้เครื่องบินลำนี้บินในความเร็วหกพันกิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ แถมบินตรงไปที่รัฐมอร์ตันได้เลย”
มอร์ตันตั้งอยู่ใจกลางทวีปตะวันตก ซึ่งห่างจากขอบชายแดนต้าซย่าราวหมื่นกว่ากิโลเมตร
เฟิ่งซานกระตุกยิ้มมุมปาก
เธอมั่นอกมั่นใจขนาดนี้ เขารับคำคุยโวของซือฝูชิงได้ทั้งสิ้น
แต่ความเร็วหกพันกิโลเมตร นั่นเป็นเครื่องทดลองแรงดันจรวดได้เลยนะ
ซึ่งนั่นเป็นกำลังกายและสมองของสถาบันวิจัยมาตั้งหลายสิบปีเชียว
“รอมีเงิน ฉันจะซื้อรถบ้าง” ซือฝูชิงเอ่ยเสียงเนิบๆ “รถคันนี้ของนายขับช้าเกินไป ไม่สนุกเอาซะเลย”
“...”
หลังจากเฟิ่งซานส่งซือฝูชิงถึงอพาร์ตเมนต์แล้วก็ชิ่งหายวับไปเลย
ซือฝูชิงยักไหล่พลางพูด “ความสามารถในการยอมรับของคนหนุ่มสาวไม่ไหวเอาเสียเลย”
พอปิดประตู เธอก็พุ่งขึ้นเตียงนุ่มแล้วเกลือกกลิ้งตัวไปมาหลายตลบ
อวี้ซีเหิงจ่ายค่าตอบแทนให้เธอก่อนแสนนึง เธอเลยสั่งซื้ออะไหล่ไฟฟ้าสิบกว่ากล่อง รวมถึงขนมขบเคี้ยวบนช่องทางออนไลน์ไปแล้ว
ความรู้สึกที่มีเงิน มันช่างดีจริงๆ
ซือฝูชิงฟุบร่างอยู่ครู่หนึ่งถึงลุกขึ้นเข้าครัวไปหั่นแคนตาลูปที่เพิ่งซื้อมา
จากนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะคอมฯ แล้วเปิดโน้ตบุ๊กขึ้น
เวลาผ่านไปครึ่งวันแล้ว แต่ชื่อของเธอยังเป็นคำค้นหายอดฮิตอยู่ สงครามสาดคำด่าบนเวยปั๋วมาถึงจุดดุเดือดขั้นสุดแล้ว
พวกแฟนคลับระดับล่างสามารถโจมตีด่าทอต่อเนื่องมาได้นานขนาดนี้ ซือฝูชิงนับถือจากใจจริงๆ
เธอกินแคนตาลูปพลางอ่านคอมเมนต์ด่าทอของแฟนคลับของลู่เยี่ยนอย่างเพลิดเพลิน
[บริษัทเทียนเล่อมีเดียไม่ออกมาพูดอะไรแบบนี้เดาว่าคงเป็นเรื่องจริง ไม่งั้นคงตอบโต้ไปนานแล้ว]
[ซือฝูชิงออกไปจากรายการหนุ่มสาววัยใสซะ รีบไสหัวไปเลย!]
[พี่เยี่ยนก็เงียบกริบเลย ไม่งั้นคนที่นิสัยอ่อนโยนใจดีอย่างเขาจะไม่ออกมาพูดอะไรเลยได้ยังไง]
[ทีมงานรายการออกมาพูดอะไรหน่อยไม่ได้เหรอ ซือฝูชิงคุกคามพี่เยี่ยนของพวกเราจริงหรือเปล่า!]
[ซือฝูชิง เธอมันน่าขยะแขยง]
ซือฝูชิงดื่มน้ำอึกหนึ่ง จากนั้นก็เคาะแป้นคีย์บอร์ดอัปเดตโพสต์ลงบนเวยปั๋ว
โดยใช้ประโยคเดียวเท่านั้น
ซือฝูชิง : [ไสหัวไป]