เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 โชคชะตาที่ถูกแย่งชิงไป
จั่วเสียนอวี้ไม่ได้โตมากับท่านผู้เฒ่าจั่วและเธอก็ไม่ได้ผูกพันอะไรกับเขามากนัก แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ควรค่าสำหรับเขาอยู่ดี
ท่านรักใคร่โปรดปรานคนนอกตระกูลคนหนึ่งและยังเลอะเลือนจนถึงขั้นยกทรัพย์สมบัติของตระกูลให้อีกด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วท่านได้อะไรคืนมาบ้าง
จั่วเสียนอวี้ดูแคลนซือฝูชิงมาโดยตลอด แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าท่านผู้เฒ่าจั่วดีกับซือฝูชิงมากเสียจนเธอเกิดรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร เวลาผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ ต่อให้เป็นการเลี้ยงสุนัขสักตัวก็น่าจะเกิดความรักความผูกพันขึ้นมาบ้างไม่ใช่เหรอ
ถ้าท่านผู้เฒ่าจั่วรู้ว่าซือฝูชิงเลือดเย็นและแล้งน้ำใจแบบนี้ ท่านจะสามารถพักผ่อนอย่างสงบอยู่ในปรโลกได้อย่างไร
แพขนตาของซือฝูชิงหลุบลงเล็กน้อย เธอผลักมือของจั่วเสียนอวี้ออก
ซือฝูชิงยิ้มออกมาแต่แววตากลับแฝงแววดุร้าย “อนุญาตให้แตะแล้วเหรอ”
สีหน้าของจั่วเสียนอวี้เปลี่ยนไปทันที เธอผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“เธอเป็นใครเหรอถึงจะมารู้สึกผิดหวังในตัวฉัน ดื่มไปกี่แก้วแล้วล่ะ” ซือฝูชิงปิดฝาโลง สองมือล้วงกระเป๋า “ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน เธอดูแลตระกูลจั่วให้ดีเถอะ ระวังจะไม่มีตระกูลจั่วอีกต่อไป”
จั่วเสียนอวี้ได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงเย้ยหยันออกมาเพราะความโกรธเป็นครั้งแรก “ซือฝูชิง เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา แถมยังต่อหน้าคุณปู่แบบนี้อีก? เธอยังสะกดคำว่า ‘กตัญญู’ เป็นอยู่ไหม
เธอคิดว่าจะยอมถอยเพื่อรุกทีหลังอย่างนั้นเหรอ คิดว่าพวกเราจะยกเลิกข้อตกลงเลี้ยงดูเธอไม่ได้สินะ?”
ตระกูลจั่วเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหลิน คิดว่าใครๆ ก็แตะต้องพวกเขาได้อย่างนั้นเหรอ
ซือฝูชิง เธอพูดอะไรอกตัญญูอย่างนั้นออกมาได้ยังไง ช่างน่าขันจริงๆ
“ฉันรู้ดี สำหรับเรื่องสัญญารับเลี้ยงดู ไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันจะยกเลิกมันแน่” ซือฝูชิงเอียงศีรษะยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “เธอควรจะรู้ไว้นะว่าฉันต่างหากที่ไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย”
แล้วซือฝูชิงก็จากไปทั้งอย่างนั้น ห้องโถงที่จัดงานศพเงียบสงัดทันที
จั่วเสียนอวี้ยืนอยู่ที่เดิม เธอขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังโกรธ
พ่อบ้านสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงก้าวเข้าไป “คุณหนูเสียนอวี้อย่าได้โกรธไปเลยครับ ท่านผู้เฒ่าเป็นคนฉลาดมาทั้งชีวิต พอแก่ตัวลงก็อาจสับสนเลอะเลือนไปบ้าง มันไม่คุ้มหรอกที่จะไปถือสาหาความกับคนแบบนี้”
จั่วเสียนอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกพลางนวดขมับ “คุณปู่มองคนผิดจริงๆ เป็นแบบนี้ก็ดีจะได้มองออกตั้งแต่เนิ่นๆ และพยายามอยู่ให้ห่างไว้”
เธอไม่สนใจหรอกว่าซือฝูชิงจะเป็นจะตายอย่างไร
แต่เงินสองพันล้านที่ซือฝูชิงได้ไปจะต้องถูกยึดคืน
จั่วเสียนอวี้ไม่เหลือความเห็นอกเห็นใจใดๆ ให้กับซือฝูชิงอีกแล้ว
เธอกราบไหว้ที่หน้าโลงศพแล้วพูดเบาๆ ว่า “คุณปู่ดีกับเธอแต่เธอกลับไม่สำนึกบุญคุณ คุณปู่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะทำให้เธอชดใช้ให้คุณปู่ให้ได้”
หลังจากธูปหมดดอกแล้ว พ่อบ้านก็ออกไปส่งจั่วเสียนอวี้ด้วยตัวเอง เขาอดส่ายศีรษะไม่ได้
ท่านผู้เฒ่าจั่วดวงตามืดบอดจริงๆ ทำไมถึงรับเลี้ยงคนเนรคุณอย่างซือฝูชิงได้นะ
โชคดีคนตระกูลจั่วได้เห็นธาตุแท้ของซือฝูชิงแล้ว เขาเองก็ต้องคอยเตือนให้คนอื่นอยู่ห่างๆ ซือฝูชิงไว้ด้วยเหมือนกัน
...
ส่วนซือฝูชิงก็กลับไปที่ค่ายฝึกเพื่อดูเด็กฝึกซ้อมเต้นต่อ
กว่าเธอจะเลิกงานก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว
ซือฝูชิงออกมาจากค่ายฝึก เธอลูบเอวตัวเองและกำลังจะสแกนรหัสคิวอาร์โค้ดบนรถจักรยาน ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงแตรรถยนต์
พอหันกลับไปก็เห็นรถคันสีขาวคุ้นตาจอดอยู่ข้างหลัง
เฟิ่งซานโผล่หน้าออกมาจากกระจกรถด้วยท่าทีสุภาพ “คุณซือ พี่เก้าให้ผมมารับคุณ”
“เจ้านายใจดีเกินไปนะ” ซือฝูชิงเลิกคิ้วก่อนเดินเข้าไปหาเขาอย่างไม่เร่งรีบ “ดูแลพนักงานดีอย่างนี้ ช่างเป็นเจ้านายที่น่ารักจริงๆ”
เฟิ่งซานอึกอักเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบรับอะไรเธอ
แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเขาก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ
ทำไมตัวเขาเองถึงไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีในฐานะพนักงานบ้างล่ะ
ตอนที่เขาติดตามอวี้ซีเหิงก็ไม่เห็นมีใครมารับเป็นพิเศษอย่างนี้นี่นา
ซือฝูชิงมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอหรี่ตาพลางพูดขึ้นเสียงเนิบนาบ “นี่ไม่ใช่ทางไปอะพาร์ตเมนต์ของฉันนี่”
“อืม พี่เก้าบอกว่าพรุ่งนี้ให้ออกเดินทางตอนตีสี่ครึ่ง” เฟิ่งซานพูด “เพราะฉะนั้นคืนนี้คุณซือต้องไปค้างที่บ้านพี่เก้า”
ซือฝูชิงหุบยิ้มก่อนจะเอ่ยถามหน้านิ่ง “ตี สี่ ครึ่ง?”
เฟิ่งซานพยักหน้า “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”
ซือฝูชิง “...”
มี มีมากด้วย
ต่อให้เป็นเมื่อก่อนเธอก็ไม่เคยใช้ต้องแรงงานเยี่ยงทาสเลย
เธอกำหมัดแน่น
ยังดีที่เฟิ่งซานพูดขึ้นมาได้ทันเวลา “พี่เก้าบอกเอาไว้ว่าจะเพิ่มเงินให้คุณซือ”
ซือฝูชิงเอนหลังพิงเบาะอย่างผ่อนคลาย ดวงตาจิ้งจอกของเธอโค้งมนลงอีกครั้งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ก็น่าจะรีบบอกก่อน”
เฟิ่งซาน “...”
เขาไม่กล้าพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ
เมื่อครู่นี้คุณซือท่าทางเหมือนอยากจะฉีกเขากับพี่เก้าออกเป็นชิ้นๆ
...
สามสิบนาทีต่อมารถก็จอดลงที่หน้าบ้าน
เดือนมีนาคมเริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่อากาศยังคงหนาวอยู่ ในห้องโถงยังต้องเปิดเครื่องทำความร้อน
ผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟากำลังอ่านหนังสือ
เขาสวมเสื้อสเวตเตอร์สีขาวและกางเกงลำลอง แต่มันกลับซ่อนรูปร่างเพรียวบางและเอวคอดที่สมบูรณ์แบบของเขาเอาไว้ไม่มิด
เมื่อไม่มีชุดสูทแบบตะวันตกที่ช่วยเสริมบุคลิก ออร่าอันดุดันบนร่างของอวี้ซีเหิงก็ลดลงเล็กน้อย เขาดูเกียจคร้านนิดๆ แผ่ออร่าที่ทั้งเยือกเย็นทั้งนุ่มนวลออกมาจากตัว
ซือฝูชิงไม่กระดากอายที่จะมองเขานานๆ เพื่อชื่นชมความงดงามนั้นอย่างเปิดเผย
ในทางตรงกันข้าม อวี้ซีเหิงผู้เคยชินกับการเป็นที่จับจ้องอยู่แล้วกลับเงยหน้าขึ้นมาก่อน เขามองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ากลับคืนไปบ้าง
ไม่ว่าตอนที่เขาเป็นฮ่องเต้อิ้นหรือตอนนี้ก็มักจะมีสายตาคอยเฝ้ามองเขาอยู่ตลอด เขาเลยไม่เคยนึกสนใจนัก
อย่างไรก็ตามคนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถสบตากับเขาตรงๆ ได้
แม้แต่แม่ทัพที่รักษาชายแดนมาหลายปีก็ยังต้องระมัดระวังท่าทางเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกุลสตรีชนชั้นสูงเลย
อวี้ซีเหิงปิดหนังสือก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดูอะไรอยู่”
ซือฝูชิงหยิบแอปเปิลขึ้นมากัดคำหนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “ก็ต้องมองคนหน้าตาดีแบบคุณน่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะให้ฉันมองอะไรล่ะ”
“...”
เฟิ่งซานที่กำลังยกน้ำเข้ามา เข่าอ่อนจนแทบทรุดลงกับพื้น
นี่เขากำลังได้ยินอะไรอยู่
อวี้ซีเหิงเพิ่งจะเคยได้ยินคำชมที่ตรงไปตรงมาอย่างนี้เป็นครั้งแรก เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ห้องนอนที่สามบนชั้นสองเป็นห้องของเธอ”
ซือฝูชิง “...”
นายทุนหน้าเลือดเอาปรียบแรงงาน!
เธอขอเก็บคำพูดเมื่อครู่นี้กลับ ไม่เห็นจะหน้าตาดีตรงไหนเลย
แต่อวี้ซีเหิงในฐานะเจ้านายก็ตระเตรียมอะไรไว้อย่างรอบคอบมาก ในห้องนอนมีทุกอย่างที่ควรจะมี แถมยังมีเสื้อผ้าเตรียมไว้ให้เธอจำนวนหนึ่งด้วย
ซือฝูชิงอาบน้ำเสร็จแล้วก็ทำท่าแยกขาเพื่อคลายกล้ามเนื้อขาและสะโพกอย่างผ่อนคลาย
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคนที่ทุ่มเทในการทำงาน งานในวงการบันเทิงก็ต้องทำให้ดีด้วยเหมือนกัน
พอสี่ทุ่มซือฝูชิงก็ปีนขึ้นเตียงกำมะหยี่หลังใหญ่เพื่อพักผ่อน
เธอเป็นคนหลับไม่ลึกจึงไม่เคยฝัน
แต่วันนี้เธอฝัน แถมเนื้อหาของความฝันยังชัดเจนมากอีกด้วย
ในความฝัน ท่านผู้เฒ่าจั่วยังไม่ตายด้วยอาการหัวใจวาย ธุรกิจของตระกูลจั่วยังคงเจริญรุ่งเรือง
แต่เธอกลับต้องตายในการต่อสู้ขัดขืนการข่มขืนของจั่วจงเหอไปตั้งแต่ครั้งแรก ไม่สามารถรอดชีวิตมาได้
ท่านผู้เฒ่าจั่วโศกเศร้าเสียใจมากจนต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาหนึ่งเดือน
หลังจากนั้นเธอก็ถูกฝังในสุสานของตระกูลจั่วอย่างเอิกเกริก สำนักข่าวต่างรายงานว่าท่านผู้เฒ่าจั่วเป็นคนใจกว้างมีเมตตา
แต่ซือฝูชิงเห็นอย่างชัดเจนว่าท่านผู้เฒ่าจั่วเชิญปรมาจารย์ฮวงจุ้ยคนหนึ่งมาตั้งค่ายกลที่หลุมฝังศพของเธอ และยังได้ยินปรมาจารย์คนนั้นพูดว่า “แม้ว่าโชควาสนาของเธอจะเหลือไม่มากแต่ก็เพียงพอที่จะค้ำหนุนตระกูลจั่วให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้
แต่น่าเสียดายที่เธอตายไปแล้ว ไม่อย่างนั้นโชคลาภวาสนาก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก”
หลังจากนั้นตระกูลจั่วก็เข้าสู่แวดวงชั้นนำในเมืองซื่อจิ่ว เปิดตลาดการค้ากว้างไกลสู่ต่างประเทศ และยังได้ผูกมิตรกับผู้ปกครองประเทศทางฝั่งตะวันตกอีกด้วย
และถึงแม้ว่าเธอจะตายไปแล้ว แต่โชควาสนาที่เหลืออยู่ของเธอก็ถูกใช้หล่อเลี้ยงตระกูลจั่วให้ทะยานสู่ความรุ่งโรจน์
รุ่งเช้าตอนตีสี่ ซือฝูชิงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา