เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 ต้องหาหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณให้เจอ
เขามองเห็นดวงตาจิ้งจอกทั้งสองข้างนั้น
สีดำขาวแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ดวงตาสุกสกาวสดใส
หางตาของหญิงสาวหรี่ลงเล็กน้อยแฝงไปด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มกลับไม่ปรากฏให้เห็น
อวี้เย่าผงะอยู่ตรงที่เดิม ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองไปชั่วขณะ
เสี่ยวไป๋นั่งยองอยู่บนเก้าอี้แล้วชะโงกหน้าเล็กๆ ของมันโผล่มาทางด้านหลังฉากกั้นนั้น
มันเลียมือของตัวเองด้วยความฉงนก่อนร้องเสียงเอ๋งทีหนึ่ง
เจ้านายของมันจะใส่หน้ากากอนามัยไปด้วยทำไมนะ
เหอะ
มันไม่อยากเห็นหน้าเจ้านายของมันหรอก
“ชิงชิง!” อวี้ถังดิ้นพล่าน “ช่วยฉันโทรหาเขาที!”
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อ ซือฝูชิงย่อมรู้แก่ใจดีว่าอวี้ถังให้เธอโทรหาใคร
อวี้ซีเหิง
ถึงแม้เมื่อก่อนซือฝูชิงจะเคยเรื่องได้ยินสามตระกูลใหญ่ในต้าซย่า แต่ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่แค่ไหนก็ไม่เคยสนใจ
แต่เธอรู้ว่าหากสมาชิกที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมีมากเท่าไร เรื่องวุ่นวายก็มากตามไปด้วย
เธอจะแพร่งพรายที่อยู่ของอวี้ซีเหิงไม่ได้เด็ดขาด
ซือฝูชิงไม่ได้ล้วงหยิบมือถือแต่คลี่ยิ้มด้วยท่าทีเกรงใจ “รบกวนหลีกทางหน่อยค่ะ”
อวี้เย่ามุ่นคิ้ว “เธอ...”
พอซือฝูชิงก้าวขึ้นหน้าได้ไม่กี่ก้าวก็ยื่นมือออกไป
ขณะนี้อวี้เย่ายังไม่รู้สึกตัว ทว่าจู่ๆ มือก็ไร้เรี่ยวแรงฉับพลัน มือคลายออกโดยไร้ซึ่งการควบคุมใดๆ
ซือฝูชิงอาศัยจังหวะนี้ดึงอวี้ถังไปไว้ด้านหลัง
“เฮ้ ฉันพูดว่า...” ซือฝูชิงเชิดคางขึ้น เอ่ยเสียงเอื่อยๆ “คุณลวนลามเพื่อนฉันแบบนี้หมายความว่ายังไง”
อวี้เย่ายังคงมือชา สีหน้าเรียบตึง
เขาจำได้แค่ว่าหญิงสาวบิดแขนช่วงข้อต่อของกระดูกส่วนในและข้อมือ อีกทั้งกดสกัดจุดสำคัญบางจุด แค่นั้นก็บีบให้เขาปล่อยตัวอวี้ถังไปได้อย่างง่ายดายแล้ว
หล่อนมีศิลปะการต่อสู้ติดตัว
แต่เมืองหลินไม่มีตระกูลหรือผู้ทรงอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับสายบู๊เลยนี่นา
อวี้ถังชอบแวบหายไปนู่นนี่ หากเขาจะไม่รู้จักคนข้างกายเธอบ้างก็ถือว่าปกติ
แต่ดูท่าทางผู้หญิงคนนี้ดูโตกว่าอวี้ถัง ลูกหลานสายบู๊ตระกูลไหนที่มีฝีมือระดับนี้บ้างนะ
“โทษที เขาเป็นน้องของฉัน” อวี้เย่าคลึงหว่างคิ้วแล้วถอนหายใจ “เกิดเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย”
“งั้นเหรอ” ซือฝูชิงมองข้อมือแดงแปร๊ดของอวี้ถัง ยิ้มกล่าว “หยาบคายกับผู้หญิงขนาดนี้ ไม่เหมือนเรื่องเข้าใจผิดเลยสักนิด”
อวี้เย่าสีหน้าเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน
เขาเม้มริมฝีปากเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ขอโทษ”
อวี้ถังตกใจเล็กน้อย
เพราะเรื่องครอบครัวเลยทำให้เธอไม่ชอบอยู่บ้านตระกูลอวี้ แต่เธอรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของพี่น้องลุงป้าน้าอาเป็นอย่างดี
อาเก้าของเธอนิสัยลึกลับ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึง
ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาอวี้เย่าเป็นคนหยิ่งทะนง
เพราะเหตุการณ์ลักพาตัวร้ายๆ ในวัยเด็ก รวมถึงประสบภาวะบกพร่องทางการสื่อสารมานาน เขาจึงหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาพูดขอโทษ
“แต่ไม่ว่าจะพูดยังไงเธอก็หนีออกเมืองซื่อจิ่วมาโดยพลการ” อวี้เย่าปรับน้ำเสียงอ่อนลง “ถึงอย่างไรเธอก็ต้องบอกอาห้ากับคุณปู่บ้าง จะกลับหรือไม่กลับเป็นเรื่องของเธอ แต่อย่าทำให้พวกเขาเป็นห่วง”
“พวกเขาอยากไล่ฉันไปจะตาย” อวี้ถังแค่นเสียงเย็นชา เธอคล้องแขนของซือฝูชิงโดยไม่คิดใส่ใจอวี้เย่าอีกต่อไป “ชิงชิง พวกเราห่อกลับไปกินกันดีกว่า”
ซือฝูชิงขานรับก่อนจะคว้าเจ้าหมาน้อยสีขาวที่กำลังดูเรื่องสนุกๆ อยู่ยัดใส่กระเป๋า จากนั้นก็เดินออกไปจากร้าน
เสี่ยวไป๋ “...”
แงๆ มันจะหายใจไม่ออกแล้ว
อวี้เย่ายังคงชะงักอยู่กับที่ กระทั่งซือฝูชิงจากไปนานแล้วถึงค่อยๆ ตื่นจากภวังค์
น่าแปลก
ผู้หญิงคนนั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยเป็นพิเศษ ชวนให้เขาอยากเข้าไปอยู่ใกล้ๆ
อวี้เย่ายัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วลอบถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ
เขาต้องหาหมอเทวดาหัตถ์วิญญาณให้เจอ
**
ระหว่างทาง
“น่ารำคาญจริงๆ!” อวี้ถังพูดอย่างอัดอั้น “ไม่ง่ายเลยกว่าจะหนีออกมากินข้าวนอกบ้านได้ แต่ดันต้องมาเจอคนในตระกูลอวี้อีก”
“หืม?” ซือฝูชิงลูบหัวเจ้าบ้าปี่เซียะแล้วเงยหน้าขึ้น “อาเก้าก็เป็นคนในตระกูลอวี้เหมือนกันนี่นา”
“อาเก้าไม่เหมือนคนอื่น” อวี้ถังส่ายศีรษะ “จะว่าไงดีล่ะ ถึงแม้อาเก้าจะเป็นคนเย็นชานิ่งเฉย แต่เขาดูแลคนเก่งมากเลย
ถึงแม้พออยู่กับอาเก้าจะรู้สึกกดดันมากๆ แค่เขามองฉันก็ให้ความรู้สึกเหมือนฉันเข้าไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ตอนประชุมราชสำนักตอนเช้า ฉันว่าพวกละครโบราณควรเชิญเขาไปแสดงด้วยซ้ำ”
“เจ้านายดูแลคนเก่งจริงๆ” เวลานี้ซือฝูชิงถึงนึกขึ้นได้ “ว่าแต่เหมือนฉันเคยเจอพี่สามของเธอด้วย”
“ฉันกำลังจะถามเธอพอดี!” จู่ๆ อวี้ถังก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “ชาวเน็ตบอกว่าเธอเข้าวงการบันเทิงเพราะพี่สามเหรอ”
เธอพูดเสียงติดอ่าง “สุดท้ายเธอก็ไม่เปิดเผยตัวกับเขา”
“โลกออนไลน์จะมีความจริงสักเท่าไร” ซือฝูชิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “เธอดูสิ ฉันเจอคนสมบูรณ์แบบอย่างอาเก้าของเธอแล้ว ฉันจะไปไล่ตามคนอื่นเพื่อ?”
“ก็จริง” อวี้ถังกำหมัด “ชิงชิง เธอวางใจได้เลย ฉันจะช่วยเธอจีบอาเก้าเอง!”
ส่วนซือฝูชิงที่ยังไม่ทันได้เปิดปากพูดคำว่าเงินก็ “...”
เสี่ยวไป๋ร้องเอ๋งๆ แล้วยื่นมือออกไปลูบไหล่ของเธออย่างเบามือ
ซือฝูชิงแค่นยิ้ม “ไม่มี อย่าได้คิดเชียว!”
สร้อยทองที่มีมูลค่าเพียงหนึ่งเดียวของเธอถูกกินไปแล้ว!
เจ้าหมาบ้า!
อวี้ถังนึกประหลาดใจ “ชิงชิง มันพูดว่าอะไรเหรอ”
“มันบอกว่าอยากไปคลุกโคลน แต่ฉันไม่ให้มันไป”
“เฮ้อ เมื่อกี้น่าจะให้สัตวแพทย์ช่วยดูสมองของมันหน่อย”
เสี่ยวไป๋ “...”
ทำลายชื่อเสียงของมันจนเสื่อมเสีย
เจ้านายน่ารังเกียจจริงๆ!
**
วันต่อมา
ณ ค่ายซ้อมของรายการหนุ่มสาววัยใส
การแบ่งห้องเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ซือฝูชิงมีเด็กฝึกในมือทั้งหมดหกคน ส่วนเด็กฝึกที่ลาออกไป ถ้าไม่ไปเข้าฟังคลาสของหลินชิงเหยียนก็ซ้อมด้วยตัวเอง
“ดีมาก ผ่อนคลายซะจริง” ซือฝูชิงบิดขี้เกียจอย่างช้าๆ ดวงตาจิ้งจอกหรี่ลง พยักหน้าเอ่ย “หกคน ได้กลุ่มหนึ่งพอดี ซ้อมก็สะดวก”
การแสดงตอนหลังๆ นอกจากแบทเทิลตัวต่อตัวแล้วยังต้องแข่งกันเป็นทีมด้วย
ในเมื่อผู้ที่เข้าแข่งขันวันหน้าจะได้รวมตัวกันเป็นบอยแบนด์ ฉะนั้นความร่วมมือภายในกลุ่มก็สำคัญมากเหมือนกัน
“ซือ...เมนเทอร์ซือครับ...” มีเด็กฝึกคนหนึ่งยกมือขึ้น เอ่ยเสียงเบาหวิว “ผม...ผมเต้นไม่เป็น”
“ไม่เป็นไร” ซือฝูชิงชี้ไปที่สวี่ซีอวิ๋น “เขาก็ไม่เคยเต้นมาก่อนเหมือนกัน ตอนแรกเต้นเหมือนคิงคอง แต่ตอนนี้เหมือนคนบ้างแล้ว”
สวี่ซีอวิ๋น “...”
อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดต่อหน้าคนเยอะๆ สิ!
“พวกนายมาที่นี่เพราะอยากเดบิวต์ทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้ม “พวกนายก็เห็นว่าศิลปินที่โลดแล่นบนเวทีระดับนานาชาติ ถึงจะเป็นนักร้องดังก็ต้องเต้นเป็นด้วย”
“เพื่อได้เป็นสมาชิกบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จ ฉันจึงตั้งเงื่อนไขว่าพวกนายต้องเรียนร้อง เต้น แร็ป ทั้งหมด”
พอพูดจบ เหล่าเด็กฝึกก็พากันตะลึงงัน
แม้แต่เซี่ยอวี้ยังพลอยผงะไปด้วย
สวี่ซีอวิ๋นอ้าปากค้าง “เมนเทอร์ซือร้องแร็ปเป็นด้วยเหรอ”
ซือฝูชิงครุ่นคิด “ก็พอเข้าใจบ้างนิดหน่อย”
เหล่าเด็กฝึกชายต่างมองหน้ากัน “ถ้าเรียนหมดจะทันเวลาเหรอครับ”
ตอนนี้พวกเขาเป็นแค่เด็กฝึก แม้แต่เรื่องเดบิวต์ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัว พวกเขาจะนึกถึงระดับเวทีนานาชาติได้อย่างไร
“ไม่หรอก” ซือฝูชิงเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ “ฉันจะจัดตารางเอง มีเวลาฝึกซ้อมอีกสองเดือน นี่เพียงพอแล้ว”
จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ซือฝูชิงเหลือบมองแวบหนึ่งก่อนจะกดสายทิ้ง
เซี่ยอวี้ที่อยู่ด้านข้างสายตาดีเลยเห็นคำว่า “พี่เฝิ่ง” สองคำนี้
เขาจำได้รางๆ ว่าผู้จัดการของสตาร์รี่ เกิร์ลกรุ๊ปแซ่เฝิ่ง
เซี่ยอวี้ถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วบอกอย่างเกรงใจ “เมนเทอร์ซือไม่รับสายเหรอ”
“ไม่รับ ไม่ต้องไปสนใจหรอก” ซือฝูชิงเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วพยักหน้าเชิงสื่อว่า “ไป ไปห้องซ้อมกัน ฉันจะให้พวกนายสร้างตารางฝึกซ้อมส่วนตัวกันเอง”
พวกเขาเดินตามซือฝูชิงเข้าไปในห้องซ้อม
พอเข้าไป สวี่ซีอวิ๋นก็ตกตะลึง “อุปกรณ์เครื่องเสียงกับเครื่องดนตรีล่ะ”
ทั้งๆ ที่เขาจำได้ว่าตำแหน่งนั้นมีเครื่องดนตรีดีๆ อยู่หลายเครื่อง
ถึงแม้จะเป็นห้องซ้อมเต้น แต่ก็มีกีต้าร์ เบสและคีย์บอร์ดเหล่านี้เตรียมเอาไว้ด้วย
ทำไมแวบเดียวก็หายไปหมดเลย
เซี่ยอวี้หรี่ตาลงพลางก้าวขายาว เอ่ยน้ำเสียงเรียบๆ “ฉันจะไปลองถามดู”
เขาไปหาพนักงานที่รับผิดชอบฝ่ายธุรการ
“อ๋อ นายหมายถึงเครื่องเสียงกับเครื่องดนตรีของห้องซ้อมเต้นสองน่ะเหรอ” พนักงานไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานเลยด้วยซ้ำ พูดด้วยท่าทีเฉยเมย “ห้องซ้อมเต้นหนึ่งของเมนเทอร์หลินไม่พอใช้เลยขนไปหมดแล้ว ถ้าพวกนายจะใช้ก็รอก่อนละกัน”