ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 11
ตอนที่ 10 เสาหลักของประเทศชาติ
“วิชาเทววัตถุ! การ์ดเทววัตถุ! ตราพันธะวัตถุเทพฤทธิ์...เจ้าของพวกนี้...จะพึ่งได้ไหมนะ...”
หูฮวนพึมพำกับตัวเอง ไม่มีผู้ใดตอบคำถามของเขาได้ เขาอยากจะตามหาใครสักคนมาถามดูยิ่งนัก แต่...ถึงแม้จะกินซาลาเปาของผู้อื่นไปแล้ว แต่หูฮวนก็ยังกลัวลู่อวิ๋นอวิ๋นอยู่นิดหน่อย
ความหวาดกลัวนี้ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง มันทำให้เขาตัดสินใจเลือกอีกทางหนึ่ง
หูฮวนเอื้อมมือไปวางบนการ์ดเทววัตถุ...วานรยักษ์หัวขาด!
จากนั้นเขาก็เคลื่อนพลังวิญญาณในร่างปลุกการ์ดใบนี้ตามวิชาเทววัตถุที่อยู่ในความทรงจำ ทว่าผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น การ์ดที่อยู่ใต้ฝ่ามือยังคงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
หูฮวนยอมแพ้อย่างหดหู่ ก่อนจะทิ้งตัวนอนบนเตียง พึมพำกับตนเองว่า “ก็กลายเป็นผู้ปลุกพลังแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าฉันจะไม่มีพลังวิญญาณ เจ้าพลังวิญญาณนี่ มันคืออะไรกันแน่นะ”
เขาถูกวานรยักษ์ขนเหลืองไล่ฆ่าในเงาแห่งสรรพสิ่ง ต่อมาก็เล่นเกมอีกหลายชั่วโมง จากนั้นยังเข้าไปในถ้ำเซียนลึกลับแห่งนั้นอีก กำลังกายถูกผลาญไปมากมายอย่างยิ่ง เวลานี้ความง่วงงุนจึงมาเยือน เพียงชั่วพริบตาก็หลับสนิท
รุ่งเช้า หูฮวนสะลึมสะลือรู้สึกตัว ยังไม่ทันตื่นดีก็ได้ยินเสียงแตรทหาร
เสียงนี่ดังกึกก้องเหลือเกิน มันดังจนหูฮวนตื่นเต็มตาในทันที เขาพลิกตัวลุกขึ้นมานั่ง
“ไปเร็ว! การฝึกรอบเช้าของทุกวัน ไม่ว่าใครก็ห้ามขาดทั้งนั้น”
หูฮวนคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพอเขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นลู่อวิ๋นอวิ๋น เขาดึงผ้านวมขึ้นยอดอกบนหน้าอกของตัวเองอย่างไม่ทันรู้ตัว
“คุณออกไปก่อนได้ไหมครับ”
ลู่อวิ๋นอวิ๋นส่งซาลาเปาเนื้อสองสามลูกให้เขาอย่างเงียบๆ เสียงนุ่มละมุนแผ่วเบาพูดขึ้นมาว่า “นายไม่ได้ถอดเสื้อผ้าสักหน่อย”
หูฮวนเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองยังใส่เสื้อผ้าอยู่ครบชุด เมื่อวานตอนทิ้งตัวนอนบนเตียง เขาก็หลับลืมวันลืมคืนจนข้ามขั้นตอนไปขั้นตอนหนึ่ง
ลู่อวิ๋นอวิ๋นหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยเร่งเขาต่อ หูฮวนรีบร้อนลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้อง
เมื่อเขาถลาออกมาจากหอพัก ในลานก็มีคนยืนเรียงอยู่สองแถวมากมายหลายสิบคน ลู่อวิ๋นอวิ๋น เยี่ยนเสี่ยวซี หวังซงต่างยืนอยู่แถวแรก พวกเขายืนตัวตรงแน่วเหมือนพลทหาร
คนอื่นๆ ในแถว แต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยไอสังหาร ใบหน้าเฉยชาไร้อารมณ์เหมือนต้นสนหรือต้นไผ่ที่ยืนต้นตรงแน่วอย่างหยิ่งทะนงต้นแล้วต้นเล่า
หูฮวนไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนจริงๆ เขาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแอบเข้าไปด้านหลังของแถว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นเรียบๆ “หูฮวน!”
“มาครับ!”
“นับตั้งแต่วันนี้นายได้เข้าร่วมหน่วยเป็นพลทหารของกองพลมังกรเร้นของพวกเราอย่างเป็นทางการแล้ว วันนี้เรื่องที่มาฝึกรอบเช้าสาย ฉันจะไม่เอาเรื่อง แต่ถ้าวันพรุ่งนี้นายมาสายอีก จะต้องวิ่งรอบลานกว้างยี่สิบรอบ”
“แต่ผมยังไม่ได้ตกลงจะเข้าหน่วยสักหน่อย!”
หูฮวนร้อนใจแล้ว หลี่เหยียนจงบอกว่าต้องย้ายโรงเรียนก็จริง แต่เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดจึงกลับกลายเป็นการเข้าหน่วยไปได้! เรื่องนี้มาได้อย่างไรกัน
“ถ้าไม่อยากจะเข้าหน่วยก็มีแต่ต้องส่งนายไปศูนย์วิจัยคุนหลุน”
อากาศสั่นไหวเบาๆ ทันใดนั้นชายฉกรรจ์ตัวหนาราวกับบานประตูคนหนึ่งก็โผล่มาตรงหน้าทุกคนอย่างไม่มีสัญญาณบอกใดๆ ทั้งสิ้น
ชายร่างหนาดุจบานประตูคนนั้นสวมเครื่องแบบทหารแบบเก่า รอบตัวแผ่บรรยากาศเย็นชาเหมือนไม่ยอมให้คนเข้าใกล้
หูฮวนนิ่งงัน ผู้ชายตัวหนาคนนี้โผล่ออกมาเหมือนภูตผีเทพเซียน
เขาห้ามตัวเองไม่ได้ ถามขึ้นมาว่า “คุณโผล่มาได้ยังไง”
ชายร่างหนาเหมือนบานประตูแค่นเสียงดังเหอะ ตอบว่า “วันหลังนายก็จะรู้เอง ตอนนี้ไปเข้าแถว!”
ผู้ปลุกพลังอะไร โร้ก แมพเปอร์ ดาร์กกูร์เมต์อะไร เจ็ดขั้นสิบห้าสายอะไร หูฮวน...
ไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเลย!
เขาคิดมาตลอดว่ามันเป็นคำเรียก ‘อาชีพ’ บางอย่าง เหมือนกับช่างเชื่อม ช่างซ่อมบำรุง คนขับเครนของโรงงานอะไรทำนองนั้น
ในยุคนี้ยังไม่มีนิยายอินเตอร์เน็ตจริงๆ จังๆ แม้แต่การ์ตูนญี่ปุ่นก็เพิ่งจะเริ่มเข้ามาไม่นาน
หูฮวนจึงยังไม่มีโอกาสได้อ่านผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการเหล่านั้น เขาจึงไม่มีพลังจิตนาการอันพลุ่งพล่านที่งอกเงยดุจต้นวัชพืชพอที่จะหาคำอธิบายเรื่องนี้
ในสมองของเขามีเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมา...คนคนนี้ใช้วิชาอาคมหรือว่าวิชาเร้นกาย!
หวังซงวิ่งออกจากแถวมาลากหูฮวนเข้าไปในแถว แล้วกระซิบบอกว่า “อย่าไปหาเรื่องตาเฒ่าหลัว เขามันคนใจดำอำมหิต นายจะกรีดหัวใจเขาแนวตั้งแนวนอนหรือแนวทะแยงก็มีแต่เลือดสีดำไหลออกมา”
หูฮวนไม่ขัดขืนมากมายนัก เขาเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ในใจจึงหวาดกลัวการไปศูนย์วิจัยคุนหลุนอะไรนั่นอย่างยิ่ง
ชายร่างหนาเท่าบานประตูเองก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้หูฮวนต่อ เขากวาดสายตาผ่านคนเหล่านี้แล้วตวาดเสียงดังว่า “วันนี้มีคนใหม่เข้ามาร่วมหน่วยอีกแล้ว ฉันจะแนะนำตัวอีกรอบ”
“ฉันคือหลัวซื่อไห่! ครูฝึกของพวกนาย ฉันรับผิดชอบฝึกฝนทักษะการต่อสู้และทักษะการยิงปืนให้พวกนาย เพื่อให้พวกนายแต่ละคนกลายเป็นพลทหารที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ หูฮวน! ออกมาจากแถว บอกเพื่อนร่วมรบของนายหน่อยสิว่านายมีความสามารถอะไรบ้าง!”
หูฮวนเดินออกมาจากแถวแล้วเกาศีรษะ ตอบว่า “รักการเรียน ชอบทำงานนับไหมครับ”
“ไม่นับ!”
“ถ้าอย่างนั้นเล่นโปกเกอร์เป็น?”
“พูดเหลวไหล!”
“ผมไม่อยากเข้ากองทัพ ผมยังเป็นนักเรียนม.ต้นอยู่เลย ให้ผมกลับบ้านเถอะ”
คำพูดของหูฮวนเรียกเสียงหัวเราะลั่นดังประสานทั่วทั้งโถงกว้าง
ลู่อวิ๋นอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอก้าวอกมาจากแถวแล้วบอกว่า “เมื่อวานหูฮวนเพิ่งจะกลายเป็นผู้ปลุกพลัง เขายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับกองพลมังกรเร้น ดิฉันเป็นพี่เลี้ยงของเขา ขอครูฝึกให้เวลาเขาทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์สามวันค่ะ”
“เขาเป็นผู้ปลุกพลังตามธรรมชาติเหรอ”
“นี่หายากนี่นา!”
“มิน่าเจ้าหนูนี่ถึงทำหน้าเอ๋ออยู่ตลอด ที่แท้ก็ไม่ใช่ทหารที่คัดเลือกมาจากกองทัพแต่ละแห่งนี่เอง”
พลทหารทั้งหลายต่างกระซิบกระซาบ หลัวซื่อไห่เองก็ประหลาดใจเล็กน้อยเหมือนกัน เขาพยักหน้าตอบว่า “ฉันอนุญาต เธอสอนเขาสักหน่อยก่อน”
แววตาที่หลัวซื่อไห่เหลือบมองหูฮวนเหมือนพบเจอของหายาก เขาไม่ปล่อยให้เสียเวลา ตะโกนเสียงดังพาคนหลายสิบคนตรงนี้เริ่มรายการแรกของการฝึกยามเช้าประจำวัน นั่นก็คือการวิ่งรอบลานกว้างอบอุ่นร่างกาย!
วิ่งได้ห้ารอบ หูฮวนก็ยังวิ่งตามกลุ่มไดสบายๆ ไม่หอบหายใจสักแฮ่ก หลัวซื่อไห่หันมามองหลายหนอย่างประหลาดใจมาก
“เจ้าหนูคนนี้เพิ่งปลุกพลัง พลังกายก็แข็งแกร่งขนาดนี้แล้วหรือ”
หลัวซื่อไห่สั่งให้คนทั้งกลุ่มฝึกรายการที่สองเสร็จก็เรียกลู่อวิ๋นอวิ๋นมาถามเรื่องหูฮวน
ลู่อวิ๋นอวิ๋นยังคงสีหน้าเรียบเฉย สีหน้าเย็นชาดุจภูเขาน้ำแข็ง เธอตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หัวหน้าหลี่ทดสอบแล้ว ค่าพลังจิตของหูฮวนเป็นปกติ ภายในร่างกายไม่พบอวัยวะพิเศษ มวลกล้ามเนื้อมากกว่าคนปกติหนึ่งจุดสามเท่า พลังที่ตื่นขึ้นมาคือด้านร่างกาย ค่าปลุกพลังสิบสองจุดแปดเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
“ผู้ปลุกพลังด้านร่างกายหรือ ถ้าอย่างนั้นก็อนาคตโร้กน่ะสิ! เจ้าหนูนี่เป็นสมบัติชัดๆ!”
หลัวซื่อไห่ถูฝ่ามืออย่างตื่นเต้น เขาพึมพำกระซิบกับตัวเอง “พอสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนไป ผู้ถือครองพลังชั้นสูงย่อมกลายเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศชาติ...
...พวกเรายังวิจัยแผนผังขั้นสายอาชีพฉบับสมบูรณ์ไม่สำเร็จ เพิ่งเข้าใจเคล็ดวิชาฝึกฝนของพลังสามสายเท่านั้น บ่มเพาะผู้ถือครองพลังสายอื่นไม่ได้ ผู้ปลุกพลังที่เหมาะกับสามสายพลังหลักทุกคนอาจจะกลายเป็นเสาหลักของประเทศชาติ คิดไม่ถึงว่าในมือฉันจะมีอันธพาลเพิ่มมาอีกหนึ่งคน!”