ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 12
ตอนที่ 11 พลังของอาชีพ
หลัวซื่อไห่ถามอีกสองสามคำ เมื่อเขาทราบว่าหูฮวนถูกพบในเขตโรงงานเคมีประเภทสองเก่า เขาก็อดจุปากด้วยความประหลาดใจไม่ได้ เอ่ยขึ้นมาว่า “เจ้าหนูคนนี้ดวงมันเฮงจริงๆ การฝึกฝนร่างกายแบบธรรมดาทั่วไปเป็นได้แค่อาหารเรียกน้ำย่อยสำหรับผู้ปลุกพลังด้านร่างกายเท่านั้น ฉันคงต้องเพิ่มจำนวนให้เขาสักหน่อย คืนนี้ลองทำพิธีกรรมให้เจ้าหนูคนนี้สักรอบก่อน ดูสิว่าจะเพิ่มค่าปลุกพลังได้เท่าไร”
หลัวซื่อไห่โบกมือให้ลู่อวิ๋นอวิ๋นไปฝึกซ้อม เขาอดรนทนไม่ไหวอยากจะไปหาหลี่เหยียนจงถามเรื่องหูฮวนดูสักหน่อย แต่เมื่อคิดได้ว่าตนเองยังมีหน้าที่ต้องฝึกซ้อม สุดท้ายจึงยังไม่ได้ออกไปจากลานฝึก
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยังไม่แพร่หลายในยุคนี้ การส่งข่าวสารต้องพึ่งพาโทรศัพท์มีสายเป็นหลัก ถึงขนาดที่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล การส่งข่าวสารผ่านระยะทางไกลมากๆ ยังต้องพึ่งโทรเลขอยู่ การส่งต่อข่าวสารยังไม่ว่องไวเท่าในยุคหลัง
หลัวซื่อไห่ยังไม่ได้รับแจ้งข่าวจึงไม่ทราบว่าเบื้องบนจัดการเรื่องหูฮวนอย่างไร ตัวเขาเองอดใจรอไม่ไหวอยากจะเปิด ‘เตา’ เจียระไน ‘อัญมณี’ เม็ดนี้แล้ว
การฝึกซ้อมตลอดทั้งเช้าทำให้หูฮวนเหนื่อยเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ตอนกินอาหารกลางวัน ขนาดนิ้วมือยังสั่นระริก
แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ทำให้หวังซงนับถืออย่างยิ่ง พลังที่ตื่นขึ้นมาของหวังซงคือด้านพลังจิต แล้วยังมีอวัยวะใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง พลังกายของเขาจึงมากกว่าคนปกติอยู่ไม่เท่าไร
หูฮวนซัดหมั่นโถวไปสามลูกกับเนื้อน้ำแดงหนึ่งชาม จากนั้นจึงดื่มน้ำเปล่าตามไปอีกหนึ่งเหยือกใหญ่ กว่าจะรู้สึกว่าตัวเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เขากวาดสายตามองพลทหารที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ในโรงอาหารแล้วอดไม่ได้ถามขึ้นมาว่า “นายไม่ได้บอกว่าพวกเรามีแค่เจ็ดคนหรอกเหรอ แล้วคนยี่สิบสามสิบคนนี่มาจากไหนล่ะ”
หวังซงกับเยี่ยนเสี่ยวซีอึ้งไปวูบหนึ่ง หวังซงยกมือขึ้นมาเท้าคางแล้วถอนหายใจ “ยังไม่มีใครเล่าเรื่องกองพลมังกรเร้นให้เขาฟังอีกเหรอ”
เยี่ยนเสี่ยวซีปักช้อนลงในข้าวแล้วบอกว่า “ผู้ปลุกพลังมีเพียงพวกเราไม่กี่คน แต่กองพลมังกรเร้นไม่ได้มีแค่พวกเราเท่านั้น...
...ฝั่งคุนหลุนวิจัยจนได้ข้อพิสูจน์แล้วว่าขอเพียงคนธรรมดาฝึกฝนอย่างเข้มงวดพอก็มีโอกาสประมาณหนึ่งที่จะกลายเป็นผู้ปลุกพลัง ด้วยเหตุนี้เบื้องบนจึงเลือกพลทหารชั้นยอดจากกองทัพแต่ละกองมาก่อตั้งกองพลมังกรเร้นขึ้นมา...
...กองพลมังกรเร้นมีสมาชิกทั้งหมดหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าคน มีผู้ปลุกพลังตามธรรมชาติน้อยนิดมาก หากไม่เกิดสงครามจนจำเป็นต้องเรียกใช้ แต่ละหน่วยก็จะกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวนคนของมณฑลเราค่อนข้างน้อย มีขนาดแค่หนึ่งกองร้อยเท่านั้น”
หูฮวนเหลือบมองพลทหารที่ฝึกซ้อมด้วยกันกับเขามาตลอดทั้งเช้าเหล่านั้นแล้วถามต่อว่า “ถ้าพวกเขาฝึกฝนจนกลายเป็นผู้ปลุกพลังได้ แล้วยังจะเอาพวกเรามาทำอะไรอีกล่ะ พูดถึงการทำสงคราม พวกเราต้องสู้ทหารอาชีพพวกนี้ไม่ได้อยู่แล้วสิ!”
หวังซงยัดข้าวเข้าปากแล้วตอบอู้อี้ “สมาชิกหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าคนของกองพลมังกรเร้นของเราล้วนแต่เป็นยอดคนที่เลือกมาจากหนึ่งในหมื่นลี้ พวกเขาเป็นหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ แต่คนที่กลายเป็นผู้ปลุกพลังหลังจากผ่านการฝึกอันเข้มงวดมีทั้งหมดแค่สิบกว่าคน เรียกได้ว่าหนึ่งในพันอย่างแท้จริง”
หูฮวนถามอย่างประหลาดใจ “คนที่ฝึกฝนจนกลายเป็นผู้ปลุกพลังสำเร็จน้อยขนาดนี้เชียวหรือ”
หวังซงหัวเราะหึๆ แล้วบอกว่า “ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิ! พวกเราที่เป็นผู้ปลุกพลังตามธรรมชาติถึงเป็นกำลังหลักของกองพลมังกรเร้น”
จู่ๆ หูฮวนก็ครางออกมาเบาๆ เศษชิ้นส่วนความทรงจำเกี่ยวกับผู้ถือครองพลังจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาเขาเจ็บปวดจนต้องเอื้อมมือมากดหว่างคิ้วอย่างห้ามตนเองไม่ได้ ในสมองปรากฏตารางรูปพัดที่มีช่องเว้าแหว่งตารางหนึ่ง จากด้านในจรดด้านนอกมีเส้นโค้งแบ่งออกเป็นสี่ชั้น
แกนกลางของรูปพัดมีรูปห้าเหลี่ยมด้านไม่เท่าอยู่ ห้ามุมของรูปห้าเหลี่ยมแบ่งออกเป็นห้าสี
เศษชิ้นส่วนความทรงจำที่ปรากฏขึ้นมาในสมองทำให้หูฮวนรู้ว่ารูปห้าเหลี่ยมตรงใจกลางหมายถึงระดับของการปลุกพลัง รวมถึงสายพลังของการปลุกพลังทั้งห้าสาย ได้แก่ ร่างกาย วิญญาณ ปราณต้นกำเนิด พลังพิเศษกับอวัยวะพิเศษ
วงโค้งวงแรกที่อยู่ถัดออกมายังไม่สมบูรณ์ มันแบ่งออกเป็นห้าช่อง หมายถึงอาชีพห้าประเภท ทุกช่องยังไม่เปิดใช้งาน พวกมันยังเป็นสีเทา จิ้มเลือกไม่ได้
วงโค้งชั้นที่สอง สาม สี่ก็ไม่สมบูรณ์เช่นกัน หากอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พวกมันควรจะเหมือนวงโค้งวงแรกที่เป็นรูปวงแหวน วงโค้งสามชั้นนี้เลือนรางมาก หาข้อมูลอะไรจากมันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
พริบตาต่อมา ตารางรูปพัดที่เว้าแหว่งตารางนี้ก็หายไปอีกหน
ไม่ว่าหวังซงหรือเยี่ยนเสี่ยวซีก็ไม่ทันสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของเขา หวังซงกระซิบเสียงเบา “จะบอกความลับนายเรื่องหนึ่ง! ครูฝึกหลัวของพวกเราก็เป็นหนึ่งในสิบกว่าคนที่กลายเป็นผู้ปลุกพลังหลังจากการผ่านการฝึกโหด ถึงเขาจะเป็นผู้ฝึกหัดสายธรรมชาติขั้นหนึ่งเหมือนกับฉัน แต่พี่อวิ๋นอวิ๋นกับพี่เสี่ยวซีที่เป็นขั้นสองก็ยังสู้แพ้เขา”
หูฮวนถามเสียงเบา “ผู้ถือครองพลังหมายถึงอะไรกันแน่”
หวังซงกลืนข้าวในปากลงไปแล้วตอบว่า “นายจะเข้าใจว่าเป็นคนที่มีพลังพิเศษก็ได้!”
หูฮวนยังคงเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง แต่ในที่สุดก็พอเข้าใจบ้างแล้ว
เขาถามต่ออีกคำถาม “แล้วพลังของสายนักรบคืออะไร”
หวังซงหันไปส่งสายตาให้เยี่ยนเสี่ยวซี เยี่ยนเสี่ยวซีกระแอมเบาๆ ตอบว่า “โร้กเป็นอาชีพขั้นหนึ่งของสายนักรบ โร้กส่วนมากไม่มีพลังพิเศษอะไร แต่คุณสมบัติร่างกายจะเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่พลังชีวิต พลังกาย ความเร็ว ความทนทาน ความว่องไว ไปจนถึงการตอบสนองร่วมกันของร่างกาย ทุกด้านจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากกว่าคนธรรมดาเกินห้าเท่า...
...ส่วนอาชีพขั้นสองของสายนักรบ ตอนนี้พวกเรารู้จักอยู่เพียงสองอย่าง อย่างที่หนึ่งคือโซลเยอร์[footnoteRef:1] ฉันเป็นโซลเยอร์ขั้นสอง อีกประเภทหนึ่งก็คือเซอร์เจนท์[footnoteRef:2] อวิ๋นสี่เหอเลขาของหัวหน้าหลี่ของพวกเราเป็นเซอร์เจนท์ขั้นสอง... [1: โซลเยอร์ (soldier士兵พลทหาร) หนึ่งในอาชีพของผู้ถือครองพลัง อาชีพขั้นสองของสายนักรบ พลังพิเศษคือชำนาญการใช้อาวุธและการขับยานพาหนะต่างๆ] [2: เซอร์เจนท์ (sergeant警长นายตำรวจ) หนึ่งในอาชีพของผู้ถือครองพลัง อาชีพขั้นสองของสายนักรบ พลังพิเศษคือทักษะการคิดและการสังเกตที่เหนือกว่าคนธรรมดา]
...ความสามารถของโซลเยอร์คือชำนาญการใช้อาวุธ เข้าใจการใช้อาวุธเย็นและปืน รวมไปถึงการขับขี่ยวดยานพาหนะต่างๆ ได้เร็วกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก ความสามารถของเซอร์เจนท์คือความคิดที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่คนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกต”
หูฮวนผิดหวังเล็กน้อย พึมพำขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “โร้กมีแค่คุณสมบัติร่างกายเพิ่มขึ้นหลายเท่าเองเหรอ ฟังแล้วไม่เห็นเท่สักนิด”
เยี่ยนเสี่ยวซีหัวเราะ กำลังจะอธิบาย ลู่อวิ๋นอวิ๋นก็หิ้วกล่องอาหารเดินเข้ามา เอ่ยแทรกว่า “โร้กก็เหมือนกับรถถัง! ในสนามรบ หน่วยที่มีรถถังจะกวาดหน่วยที่ไม่มีรถถังสิบหน่วยจนราบ นอกจากนั้นกองพลมังกรเร้นเพิ่งรู้จักอาชีพแต่ละขั้นของสายพลังอย่างสมบูรณ์เพียงสามสายได้แก่ สายนักรบ สายปัญจธาตุและสายธรรมชาติเท่านั้น...
...ได้ยินว่าเบื้องบนสั่งสมทรัพยากรไว้ไม่น้อย ตอนที่พวกเธอเปลี่ยนขั้นคงจะง่ายกว่าฉันมาก”
เปลี่ยนขั้นคืออะไรอีก
หูฮวนกำลังอยากจะถามถึงสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาใหม่นี้ แต่ลู่อวิ๋นอวิ๋นเดินจากไปแล้ว
ช่างเถอะ! เดี๋ยวเรื่องพวกนี้ ฉันก็คงค่อยๆ ได้รู้เอง ไม่ต้องรีบร้อนจะรู้ตอนนี้เดี๋ยวนี้
หูฮวนลูบหน้าท้องแล้วบอกเยี่ยนเสี่ยวซีกับหวังซงว่า “ฉันจะกลับไปหอพักสักเดี๋ยว เจอกันที่ลานฝึกตอนบ่าย”
หวังซงหัวเราะ ตอบว่า “ตอนบ่ายเป็นคาบเรียนวัฒนธรรม ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปเข้าชั้นเรียน ไม่มีการฝึกแล้ว”
“เข้าชั้นเรียนเหรอ”
“ใช่แล้ว พวกเราก็ยังต้องเรียนหนังสือนะ”
หูฮวนถูกเปลี่ยนสถานะจากนักเรียนมัธยมต้นธรรมดาๆ กลายมาเป็นสมาชิกหน่วยพิเศษอย่างปุบปับ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เขาจึงรู้สึกหวั่นใจอยู่มาก
เขาถอนหายใจเงียบๆ แล้วลุกขึ้นเดินออกจากโรงอาหาร คิดว่าจะหลบไปอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักหนึ่ง
“เจ็บ! เจ็บโว้ย! ทำไมมาอีกแล้วเนี่ย”
หูฮวนนอนลงบนเตียง เพลิดเพลินกับการงีบกลางวันได้ไม่ทันไร หัวของวานรยักษ์ขนเหลืองก็โผล่ออกมาจากร่างกายของเขาแล้วร้องคำรามอย่างไร้เสียง ท่าทางเจ็บปวดอย่างยิ่ง
มันพยายามจะลืมตาทั้งสองข้างอยู่หลายครั้ง เปลือกตาสั่นระริกอย่างรุนแรงอยู่สองสามหน แต่สุดท้ายก็นิ่งไป